ผู้เขียน: lalika69_admin

เครือข่ายแรงงาน 2569 ชูข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้าง 712 บาท จี้รัฐกำหนด ‘ความร้อน’ เป็นภัยพิบัติสาธารณะ

วันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2569 มาถึงแล้วนะเพื่อนๆ และปีนี้เครือข่ายแรงงานหลายกลุ่มรวมพลังกันชูประเด็นสำคัญที่กระทบชีวิตเราทุกคนโดยตรง อย่าง เครือข่ายแรงงาน 2569 ชูข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้าง 712 บาท จี้รัฐกำหนด ‘ความร้อน’ เป็นภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังฮอตฮิตในโซเชียลและข่าวเดลี่เลยทีเดียว ในฐานะคนที่ติดตามเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และแม้แต่เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ผมเห็นว่าประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับทุกคน โดยเฉพาะในยุคที่อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ ทำให้ productivity ลดฮวบ แม้แต่คนทำงานออฟฟิศหรือฟรีแลนซ์ในสายเทคก็ยังเจอปัญหา

เครือข่ายแรงงาน 2569 ชูข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้าง 712 บาท จี้รัฐกำหนด ‘ความร้อน’ เป็นภัยพิบัติสาธารณะ

กิจกรรมครั้งนี้จัดโดยเครือข่ายสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และสหภาพแรงงานจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานอุตสาหกรรม แรงงานนอกระบบ หรือแม้แต่แรงงานข้ามชาติ พวกเขารวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเสนอ 9 ข้อหลักที่ครอบคลุมเศรษฐกิจ สิทธิแรงงาน และสิ่งแวดล้อม

ประเด็นเด่นสุดคือการเรียกร้องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 712 บาททั่วประเทศ ซึ่งผมมองว่าเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากค่าครองชีพจริงๆ ในยุคนี้ที่ราคาน้ำมัน อาหาร พุ่งปรี๊ด ถ้าค่าจ้างยังต่ำแบบนี้ แรงงานจะมีแรงซื้อสินค้าเทคใหม่ๆ หรืออัพเกรดสกิลออนไลน์ได้ยังไงล่ะ? แถมยังจี้ให้รัฐแก้ปัญหาพลังงาน ลดค่าครองชีพให้เบาลงอีก

ข้อเรียกร้องหลักที่ต้องรู้

  • ขึ้นค่าจ้าง 712 บาท: เพื่อให้แรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ
  • กำหนด ‘ความร้อน’ เป็นภัยพิบัติสาธารณะ: อากาศร้อนจัดปีนี้รุนแรงมาก ส่งผลต่อสุขภาพแรงงานกลางแจ้ง โดยเฉพาะในโรงงานหรือก่อสร้าง ต้องมีมาตรการคุ้มครองชัดเจน เช่น พักเบรกยาวขึ้น หรือติดตั้งระบบทำความเย็น
  • ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด: จัดการฝุ่นควัน ยกเลิกแร่ใยหินทันที เพื่ออากาศบริสุทธิ์
  • สัตยาบัน ILO: ยุติแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปฏิรูประบบประกันสังคม ยกเลิกจ้างงานระยะสั้น
  • จัดการแรงงานข้ามชาติ: ให้มีระบบโปร่งใส ถูกกฎหมาย

น่าสนใจมากที่ในงานยังมีการเปิดตัวผู้สมัครคณะกรรมการประกันสังคม 7 คน จากสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย พวกเขานำนโยบายปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม และสูตรคำนวณบำนาญที่เป็นธรรม โดยเฉพาะปกป้องสิทธิมาตรา 33 และ 39 ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำงานเทคหรือฟรีแลนซ์หลายคนกังวล เพราะ gig economy กำลังบูม แต่สิทธิประกันยังล้าหลัง

ช่วงท้าย นพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกฯ และประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการฯ เป็นตัวแทนรัฐรับข้อเรียกร้องจากสาวิทย์ ตัวแทนเครือข่าย ที่หน้าทำเนียบ นี่คือสัญญาณดีว่ารัฐฟังเสียงประชาชน

จากมุมมอง expert ผมว่า เครือข่ายแรงงาน 2569 ชูข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้าง 712 บาท จี้รัฐกำหนด ‘ความร้อน’ เป็นภัยพิบัติสาธารณะ นี้เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง เพราะ climate change กำลังกระทบ workforce ทั่วโลก แม้ใน Silicon Valley ก็มี debate เรื่อง heat stress แล้ว ในไทยเราควรเตรียม tech solution เช่น AI monitor อุณหภูมิในโรงงาน หรือ app คำนวณค่าจ้างที่ fair ถ้าขึ้นค่าจ้างจริง เศรษฐกิจจะหมุนเวียนดีขึ้น สินค้าเทคขายดี แรงงานมีเงินอัพสกิล สุดท้ายทุกฝ่าย win-win

CTA: ถ้าคุณเป็นแรงงานหรือสนับสนุนสิทธิ ลองแชร์ข้อเรียกร้องนี้ในโซเชียล และติดตามความคืบหน้าจากรัฐบาลกันนะ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจริงๆ!

ที่มา – เครือข่ายแรงงาน 2569 ชูข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้าง 712 บาท จี้รัฐกำหนด ‘ความร้อน’ เป็นภัยพิบัติสาธารณะ

‘80 พรรษากษัตริย์สวีเดน’ พระราชพิธีแห่งมิตรภาพราชวงศ์โลก รัชกาลที่ 10 และพระราชินีสุทิดา เสด็จร่วมงาน ณ สต็อกโฮล์ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเอ็นเตอร์เทนเมนต์และเทคโนโลยีทุกท่าน! วันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศสุดหรูหราและสง่างามจากพระราชพิธีสำคัญของราชวงศ์สวีเดน ที่กลายเป็นข่าวฮือฮาทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อ ‘80 พรรษากษัตริย์สวีเดน’ พระราชพิธีแห่งมิตรภาพราชวงศ์โลก รัชกาลที่ 10 และพระราชินีสุทิดา เสด็จร่วมงาน ณ สต็อกโฮล์ม เรียกได้ว่างานนี้สะท้อนความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างราชวงศ์ไทยกับราชวงศ์ยุโรปได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว

‘80 พรรษากษัตริย์สวีเดน’ พระราชพิธีแห่งมิตรภาพราชวงศ์โลก รัชกาลที่ 10 และพระราชินีสุทิดา เสด็จร่วมงาน ณ สต็อกโฮล์ม

งานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการจัดขึ้น ณ ห้อง Rikssalen ภายในพระราชวังหลวงกรุงสต็อกโฮล์ม เต็มเปี่ยมไปด้วยแขกผู้มีเกียรติจากราชวงศ์และผู้นำนานาประเทศ ที่มาร่วมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 80 พรรษาของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ บรรยากาศนั้นหรูหราตามสไตล์ราชสำนักยุโรปแท้ๆ มีการย้อนรำลึกพระราชกรณียกิจตลอดหลายทศวรรษของพระองค์ ปิดท้ายด้วยบทเพลง ‘Tapto’ ที่บรรเลงก้องลาน Inre Borggården ภายในพระราชวัง สร้างความประทับใจให้ทุกคนที่มาร่วมงาน

ไฮไลต์สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วม ทรงประทับพระเก้าอี้ตำแหน่งด้านขวาสุด ท่ามกลางพระราชอาคันตุกะจากราชวงศ์ต่างๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดี ภาพเหล่านี้ถูกแชร์กระจายในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว ทำให้แฟนๆ ราชวงศ์ทั่วโลกได้ชื่นชมความงดงามและพระสิริโชค

ความสำคัญของพระราชพิธีในยุคดิจิทัล

ในฐานะนักติดตามข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี ผมเห็นว่างานแบบนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็น soft power ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล รูปภาพจากงานนี้ถูกอัปโหลดและแชร์นับล้านครั้งภายในชั่วข้ามคืน สร้าง engagement สูงสุดบน Instagram และ Twitter (หรือ X) ของราชการและสื่อต่างๆ ความสัมพันธ์ไทย-สวีเดนที่แน่นแฟ้นนี้ เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 และต่อยอดในรัชสมัยปัจจุบัน ช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ

  • บรรยากาศหรูหราแบบยุโรปแท้
  • พระราชกรณียกิจย้อนอดีตของกษัตริย์สวีเดน
  • การเสด็จร่วมของรัชกาลที่ 10 และพระราชินีสุทิดา
  • บทเพลงปิดท้ายสุดประทับใจ
  • มิตรภาพราชวงศ์ที่เชื่อมโยงโลก

นอกจากนี้ ยังมีภาพพระราชสวามี-สามีทรงยิ้มแย้ม ทักทายแขกผู้มีเกียรติ สะท้อนถึงความอบอุ่นและเป็นกันเองท่ามกลางความเป็นทางการ ผมเชื่อว่างานพระราชพิธีเหล่านี้จะยิ่งสำคัญขึ้นในอนาคต เมื่อเทคโนโลยี VR/AR อาจนำพาให้เราสัมผัส event แบบเสมือนจริงได้!

เทรนด์ราชวงศ์กับโซเชียลมีเดีย

จากประสบการณ์ติดตามราชวงศ์มานาน ผมสังเกตว่า royal events กำลังกลายเป็น content viral ชั้นนำ โดยเฉพาะเมื่อมี influencer และ media สตรีมสด งาน ‘80 พรรษากษัตริย์สวีเดน’ พระราชพิธีแห่งมิตรภาพราชวงศ์โลก รัชกาลที่ 10 และพระราชินีสุทิดา เสด็จร่วมงาน ณ สต็อกโฮล์ม นี้ ก็ติดเทรนด์ #RoyalSweden80 ทันที ช่วยให้คนรุ่นใหม่สนใจประวัติศาสตร์มากขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่านี่คือตัวอย่างที่ดีของการใช้พระราชพิธีเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพโลก ในยุคที่ tech ครองโลก royal tradition ยังคงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ว่าชอบภาพไหนมากที่สุด และติดตามข่าวราชวงศ์-บันเทิงอัปเดตจากเราได้เลยนะครับ!

ที่มา – ‘80 พรรษากษัตริย์สวีเดน’ พระราชพิธีแห่งมิตรภาพราชวงศ์โลก รัชกาลที่ 10 และพระราชินีสุทิดา เสด็จร่วมงาน ณ สต็อกโฮล์ม

หมู่บ้านยูโทเปียสีเขียวในโคลอมเบียที่สร้างในยุค ’60 อยู่อย่างไร ในสภาพแวดล้อมสุดโหดและไม่พึ่งพาโลกภายนอก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้ผมจะพาทุกคนไปสำรวจเรื่องราวสุดน่าทึ่งของหมู่บ้านยูโทเปียสีเขียวในโคลอมเบียที่สร้างในยุค ’60 อยู่อย่างไร ในสภาพแวดล้อมสุดโหดและไม่พึ่งพาโลกภายนอก ชื่อหมู่บ้านนี้คือ Gaviotas ตั้งอยู่ในที่ราบโลส ลลาโนส ทางตะวันออกของโคลอมเบีย พื้นที่ห่างไกลที่เต็มไปด้วยความท้าทายทั้งอากาศรุนแรง น้ำท่วม-แล้งสลับกัน และความขัดแย้งทางการเมือง แต่ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้กลับยืนหยัดมานานกว่า 50 ปี ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาดูกันว่าพวกเขาทำได้ยังไง!

หมู่บ้านยูโทเปียสีเขียวในโคลอมเบียที่สร้างในยุค ’60 อยู่อย่างไร ในสภาพแวดล้อมสุดโหดและไม่พึ่งพาโลกภายนอก

ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 1966 เมื่อ Paolo Lugari ชาวอิตาเลียน-โคลอมเบีย วัย 20 ต้นๆ บินสำรวจที่ราบโลส ลลาโนส แล้วเกิดไอเดียสร้างชุมชนยั่งยืน ปี 1971 เขาซื้อที่ดินและชวนคน 20 คนมาสร้าง Gaviotas ชื่อแปลว่านกนางนวล เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย: ฝนตกหนัก น้ำท่วม แดดแผดเผา และสงครามยาเสพติด แต่ Lugari ไม่ยอมแพ้ เขาชวนนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และชาวพื้นเมืองมาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับท้องถิ่น

นวัตกรรมสุดเจ๋งที่ทำให้ Gaviotas รอดชีวิต

ชาว Gaviotas คิดค้นของเล่นเด็กที่เป็นเครื่องสูบน้ำสูกลึก 40 เมตร! กังหันลมน้ำหนักเบาที่ลองผิดลองถูก 57 ครั้งเพื่อดักลมอ่อนๆ ในเขตร้อน เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ราคาถูกที่ใช้ได้แม้เมฆครึ้ม และบ้านมุงใบปาล์มจากภูมิปัญญากวาฮีโบ ชาวพื้นเมือง พวกเขายังปลูกป่าขนาด 80 ตร.กม. ด้วยสนแคริบเบียน 8 ล้านต้น ฟื้นดินกรดให้เขียวชอุ่ม มีสัตว์ 60 ชนิดกลับมา และผลิตอาหาร 30% จากป่าที่กินได้ เช่น มะนาว ส้ม กาแฟ

  • พลังงานชีวภาพ: ยางสนแปรรูปเป็นเทอร์เพนไทน์และเชื้อเพลิงผสมน้ำมันปาล์ม ขับรถแทรกเตอร์และส่งออก
  • น้ำสะอาด: ระบบบรรจุน้ำแบบเลโก้ เรียงซ้อนได้ง่าย
  • ไฟฟ้า: โซลาร์และลม ไม่พึ่งภายนอก

เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่จดสิทธิบัตร Open-source สุดๆ กังหันลม 5,000 ตัว เครื่องสูบน้ำ 12,000 เครื่อง กระจายไปทั่วโคลอมเบียและโลก แม้แต่ในแอฟริกา!

ชีวิตประจำวันและบทเรียนจากความล้มเหลว

นาตาเลีย กูติเอร์เรซ ที่เกิดที่นี่ เล่าว่าชีวิตสนุกมาก: จับกบเล่น ทุกอย่างใกล้กัน โรงเรียนเล็กๆ สอนทั้งคณิตและปลูกต้นไม้ แต่ก็มีล้มเหลว เช่น ตู้เย็นโซลาร์ที่ไม่เวิร์ค หรือเครื่องบดมันสำปะหลังที่ขัดขนบผู้ชาย-ผู้หญิง ทว่าความล้มเหลวเหล่านี้กลายเป็นบทเรียน Chelsea Shelley ศาสตราจารย์ด้านสิ่งแวดล้อม บอกว่านี่คือ ‘เทคโนโลยีที่เหมาะสม’ ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น ไม่ใช่ one-size-fits-all

ปัจจุบัน ชุมชนมี 50 ครอบครัว ปรับตัวเข้ากับโลกสมัยใหม่: เด็กเรียนนอกหมู่บ้าน โรงพยาบาลชั่วคราวปิด แต่จิตวิญญาณยั่งยืนยังอยู่ Lugari วัย 81 ยังขับรถเชื้อเพลิงชีวภาพ ฝันต่อไป

ในฐานะคนที่ติดตามเทคโนโลยีสีเขียวมานาน ผมเห็นว่า Gaviotas เป็นแรงบันดาลใจให้เทรนด์ eco-villages ทั่วโลก แม้ยากทำซ้ำ แต่หลักคิด ‘ปลูกครั้งเดียว เก็บเกี่ยวตลอดไป’ สามารถนำไปใช้ในไทยได้ เช่น ชุมชนพึ่งพาตัวเองในพื้นที่แห้งแล้ง ลองนำนวัตกรรมง่ายๆ อย่างสูบน้ำเด็กเล่นมาปรับใช้สิครับ! ถ้าชอบเรื่องนี้ แชร์และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณจะลองทำอะไรบ้าง

ที่มา – หมู่บ้านยูโทเปียสีเขียวในโคลอมเบียที่สร้างในยุค ’60 อยู่อย่างไร ในสภาพแวดล้อมสุดโหดและไม่พึ่งพาโลกภายนอก

CEO คนใหม่ Apple เปิดตัว Earnings Call ครั้งแรก

ในที่สุด ทิม คุก ก็กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ Apple หลังจากนำบริษัทมานาน 15 ปี ล่าสุด CEO คนใหม่ของ Apple เปิดตัวครั้งแรกใน Earnings Call เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จอห์น เทอร์นัส ผู้ถูกแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอด ได้ปรากฏตัวครั้งแรกในฐานะ CEO คนใหม่ และให้ภาพลางๆ เกี่ยวกับอนาคตที่แฟนๆ Apple จะได้เห็นในยุคของเขา

CEO คนใหม่ของ Apple เปิดตัวครั้งแรกใน Earnings Call

“เรามีโรดแมปที่น่าทึ่งรออยู่ข้างหน้า แม้ว่าผมจะไม่พูดถึงรายละเอียด แต่บอกได้เลยว่านี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในอาชีพ 25 ปีของผมที่ Apple ในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ” เทอร์นัสกล่าวกับนักลงทุน

เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำสำหรับเทอร์นัส คุกบอกว่า “อย่าลืม” ว่าผู้ใช้ Apple คือ “ดาวเหนือของบริษัท”

“เรามุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลกที่ช่วยเสริมชีวิตผู้คน หากโฟกัสตรงนี้และตัดสินใจตามนั้น จะสร้างธุรกิจที่ยอดเยี่ยม และเราจะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อีก” คุกกล่าว “โรดแมปของเราน่าทึ่ง และที่สำคัญ เรามีผู้นำที่ใช่พร้อมรับตำแหน่ง ไม่มีใครบนโลกนี้ที่ผมเชื่อมั่นให้นำ Apple สู่อนาคตได้มากไปกว่า จอห์น เทอร์นัส”

อนาคตภายใต้ CEO คนใหม่ของ Apple

เทอร์นัสจะเริ่มรับตำแหน่ง CEO ในเดือนกันยายน แม้ผู้บริหารจะเก็บโรดแมปผลิตภัณฑ์เป็นความลับ แต่คาดว่าจะมี iPhone พับได้ และ Apple อยากให้เทอร์นัสเป็นหน้าตาของนวัตกรรมนี้

ในปัจจุบัน เทอร์นัสดูแลฝ่ายฮาร์ดแวร์ มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ทำให้แฟนๆ Apple ตื่นเต้น เพราะหลายคนไม่พอใจกับการชะลอตัวของนวัตกรรมในยุคคุกที่ถูกมองว่าขาดการเปลี่ยนแปลงปฏิวัติ

อย่างไรก็ตาม คุกแม้ไม่ใช่นักนวัตกรรมแบบสตีฟ จ็อบส์ แต่ก็พา Apple กลายเป็นยักษ์ใหญ่ระดับล้านล้านดอลลาร์สี่เท่า ใน Earnings Call ครั้งนี้ เทอร์นัสสัญญาจะสานต่อสไตล์การเงินของคุก

“หนึ่งในจุดเด่นของยุคทิมคือความรอบคอบ ความระมัดระวัง และวินัยในการตัดสินใจทางการเงิน ซึ่งเคแวน (CFO Kevan Parekh) และผมตั้งใจสานต่อเมื่อผมรับตำแหน่งในเดือนกันยายน” เทอร์นัสกล่าว

Apple กำลังโปรโมทความสามารถด้านฮาร์ดแวร์ของเทอร์นัส คุกเผยว่า iPhone 17 ซีรีส์ที่เทอร์นัสนำทีม เป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่สุดในประวัติศาสตร์ Apple

  • โรดแมปผลิตภัณฑ์น่าตื่นเต้นที่สุดในอาชีพเทอร์นัส
  • ผู้ใช้คือดาวเหนือในการตัดสินใจ
  • iPhone พับได้ใกล้มาแล้ว
  • สานต่อวินัยการเงินจากคุก
  • iPhone 17 ยอดฮิตสุด

ความท้าทายด้าน AI สำหรับ CEO คนใหม่

นอกจากผลิตภัณฑ์ เทอร์นัสต้องรับมือเรื่อง AI Apple ช้าไปเมื่อเทียบคู่แข่งอย่าง Google และ Microsoft ที่พุ่งทะยยานด้วยนวัตกรรม AI บริษัทสัญญา Siri ที่ปรับปรุงใหญ่ แต่ต้องเลื่อนจากเดือนมีนาคม 2025 สร้างความผิดหวัง รอยร้าวภายใน และคดีฟ้องร้องจากหน่วยงานรัฐว่าหลอกลวงโฆษณา Siri ส่วนตัวคาดมาแต่ต้นปี แต่ เลื่อนอีก

ใน Earnings Call คุกยืนยัน Siri ส่วนตัวที่ปรับแต่งมากขึ้นจะมาในปีนี้

CEO คนใหม่ของ Apple เปิดตัวครั้งแรกใน Earnings Call แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตา เทอร์นัสอาจนำนวัตกรรมฮาร์ดแวร์กลับมา พร้อมรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน แฟนๆ คาดหวัง iPhone พับได้และ Siri AI ที่ล้ำหน้า

ยุคใหม่ของ Apple กำลังเริ่มต้น คุณคิดว่าเทอร์นัสจะพา Apple ไปทางไหน? ติดตามข่าวสารล่าสุดจาก Apple และแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – Apple’s Incoming CEO Makes His Earnings Call Debut

Spotify ยืนยันศิลปินไม่ใช่ AI แล้ว

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวดนตรีทุกคน! ในยุคที่ AI กำลังบุกเบิกวงการเพลงแบบเต็มตัว Spotify ยืนยันศิลปินไม่ใช่ AI แล้วนะครับ ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จะมอบ “Verified by Spotify” badge ให้กับศิลปินที่ปฏิบัติตามนโยบายของ Spotify มีผู้ฟังที่สม่ำเสมอ และมีตัวตนที่ชัดเจนทั้งในและนอกแพลตฟอร์ม

Spotify ยืนยันศิลปินไม่ใช่ AI เพื่อต่อสู้กับเพลงปลอม

ปัญหาเพลงที่สร้างโดย AI กำลังกลายเป็นหัวใจของ Spotify และคนฟังอย่างเราๆ เลยครับ มันทำให้เกิดความสับสนเยอะมาก โดยเฉพาะหลังจากกรณีวงร็อก The Velvet Sundown ที่มีสตรีมถึงล้านครั้ง แต่ปรากฏว่าเป็น AI ล้วนๆ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ กรณีนี้ทำให้แฟนๆ โกรธแค้นและอายกันใหญ่ เพราะแยกไม่ออกจริงๆ

และมันยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกรณี Sienna Rose อีกด้วย Deezer ทำแบบสอบถามพบว่าคนส่วนใหญ่แยกเพลง AI กับมนุษย์ไม่ออกเลย และ 80% อยากให้ติดป้ายกำกับชัดเจน ดูรายละเอียด

Spotify ยืนยันศิลปินไม่ใช่ AI ตามสัญญาก่อนหน้า

Spotify กำลังทำตามที่เคยสัญญาไว้ หลังเหตุการณ์ Velvet Sundown ก็ประกาศจะช่วยพัฒนามาตรฐานการเปิดเผย AI ในเครดิตเพลง ดูข่าว Spotify บอกว่า “ในยุค AI ความน่าเชื่อถือของเพลงที่เราฟังสำคัญมาก”

แต่ Spotify ตามหลังคู่แข่งหน่อยนะ Deezer พบว่า 44% ของอัปโหลดรายวันเป็น AI และติดป้ายมานานแล้ว ข้อมูลที่นี่ Apple Music ก็มีป้าย optional ตั้งแต่มีนาคม แต่ขึ้นกับ distributor รายงาน

ไอคอนเช็คสีเขียวอ่อนและ badge จะเริ่ม rollout ในไม่กี่สัปดาห์ Spotify ตั้งเป้ายืนยัน 99% ของศิลปินที่คนค้นหาบ่อย ถ้าศิลปิน niche ไม่มี badge ไม่ใช่แปลว่าเป็น AI นะ

  • ศิลปินต้อง comply นโยบาย Spotify
  • มี listener สม่ำเสมอ
  • มี presence ชัดเจน on/off platform
  • ตอนแรก profile AI persona จะไม่ได้รับ badge

บางแพลตฟอร์มอย่าง Bandcamp เลือกแบน AI ไปเลย ข่าว แต่ Spotify ดูเหมือนจะยอมรับ AI มากขึ้นในอนาคต “ความ authentic ของศิลปินซับซ้อนและเปลี่ยนเร็ว เราจะพัฒนาต่อไป” Spotify กล่าว

ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เราฟังเพลงได้มั่นใจขึ้น ลดการหลอกลวงจาก AI slop ที่ท่วมท้นแพลตฟอร์ม ผมคิดว่ามันเป็นก้าวสำคัญในวงการดนตรีดิจิทัล

ประโยชน์ของการ Spotify ยืนยันศิลปินไม่ใช่ AI

นอกจากแยกจริง-ปลอมแล้ว ยังช่วยโปรโมตศิลปินจริงๆ ให้เด่นขึ้น ผู้ฟังอย่างเราจะรู้ว่าควร support ใคร ลองนึกภาพ scroll playlist แล้วเห็น badge เขียวๆ มันน่าเชื่อถือแค่ไหน!

ในอนาคต ถ้า AI พัฒนาเร็วขนาดนี้ การมีมาตรฐานแบบนี้จำเป็นมาก ศิลปินมนุษย์จะได้ไม่ถูกกลบ

คุณล่ะ คิดยังไงกับ Spotify ยืนยันศิลปินไม่ใช่ AI? ลองเช็คโปรไฟล์ศิลปินโปรดดู แล้วมาคุยกันในคอมเมนต์นะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วย!

ที่มา – Spotify Will Now Verify Non-AI Artists

เปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดแย่สุด

ถ้าคุณมี Kindle เก่าๆ อยู่ แล้วได้ยินข่าวว่า Amazon จะเลิกซัพพอร์ต Kindle และ Kindle Fire รุ่นก่อนปี 2012 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคมนี้ คุณคงเซ็งไม่น้อยเลยใช่มั้ย? ไม่ว่าจะซื้อหนังสือใหม่ ดาวน์โหลดอะไร หรือแม้แต่รีเซ็ตเครื่อง ก็ทำไม่ได้หมด แถมถ้าลองรีเซ็ตอาจจะล็อกเครื่องไปเลย! ถ้าไม่แน่ใจว่ารุ่นคุณติด list มั้ย เช็คได้ที่ รายชื่อรุ่นที่ได้รับผลกระทบ นะ

ข่าวนี้ทำให้ชาวเน็ตเดือดมาก แบบว่าหมดอนาคตเลย หลายคนยังใช้ Kindle รุ่นเก่าได้ดีอยู่ แต่ Amazon กลับบังคับให้ซื้อใหม่ โคตรไม่แฟร์! ถ้าคุณอยากสวนทาง Jeff Bezos แล้วใช้เครื่องต่อ ลอง เจลเบรค (jailbreak) ดูสิ แม้จะเสี่ยงเครื่องพัง แต่ตอนนี้ก็แทบไม่มีอะไรเสียแล้วใช่มั้ย? เจลเบรคสำเร็จ คุณยังอ่านหนังสือได้ แม้จะไม่ลื่นไหลเท่าเดิม แต่ ยืดหยุ่นกว่าเยอะ

เปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีด

แต่ถ้าอยากบ้าไปกว่านั้น ลองเปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดสิ! มีชายชาวอาร์เจนตินา Roni Bandini สร้างโปรเจกต์สุดเพี้ยนนี้ไว้ใน Hackster เขาเรียกตัวเองว่า maker สร้างเครื่องจักรแปลกๆ เพื่อจุดประสงค์กบฏ ช่างจังหวะที่ Amazon เลิกซัพพอร์ตพอดี!

โปรเจกต์นี้เหมาะสำหรับคนที่อยาก เปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีด แบบ DIY สุดๆ ดูรายละเอียดเต็มๆ ที่ Hackster page แต่สรุปง่ายๆ คือ:

  • เจลเบรค Kindle ก่อน
  • ติดตั้งซอฟต์แวร์ Kindle Unified Application Launcher (KUAL) และ kterm (เทอร์มินัล GTK ง่ายๆ) ผ่าน sideload
  • เชื่อม Kindle กับ Raspberry Pi ที่ต่อเครื่องพิมพ์ความร้อนขนาดเล็ก (แบบที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใช้)
  • พิมพ์บนคีย์บอร์ดซอฟต์แวร์ของ Kindle ข้อความจะ buffer ไว้ พอคีย์ Enter สองครั้ง จะส่งไปพิมพ์เลย!

ขั้นตอนเปลี่ยน Kindle เก่าให้เป็นเครื่องพิมพ์ดีดแบบละเอียด

1. เจลเบรค Kindle: ตามガイドในเว็บ kindlemodding.org เสี่ยงแต่值得ลอง
2. ติดตั้ง KUAL และ kterm: ดาวน์โหลดไฟล์แล้ว sideload ผ่าน USB
3. เซ็ตอัพ Raspberry Pi: ติดตั้งซอฟต์แวร์เชื่อมต่อกับ thermal printer เช่น Adafruit TTGO หรือคล้ายๆ
4. เชื่อมต่อทั้งหมด: Kindle ส่งข้อความผ่าน WiFi หรือ USB ไป Pi แล้วพิมพ์
ถ้าคีย์บอร์ดซอฟต์แวร์ช้าเกิน ลองต่อคีย์บอร์ด USB ภายนอกดู นอกจากนี้ยังมี ไฟล์ 3D print สำหรับทำเคสสวยๆ ครอบ Kindle, Pi และ printer ด้วย!

มันมีประโยชน์จริงเหรอ? ไม่เลย! แต่สนุกชิบหาย และอย่างที่ Bandini บอก “คุณค่าของโปรเจกต์ไม่ได้อยู่ที่มันทำอะไร แต่คือการผลักดันขอบเขตของอุปกรณ์ให้เกินกว่าที่มันถูกออกแบบมา” จริงๆ! แถมยังช่วยลด e-waste ไม่ให้เครื่องดีๆ ต้องทิ้งเพราะ Bezos อยากไปอวกาศอีก

ลองทำดูสิ ถ้าสำเร็จ คุณจะมีเครื่องพิมพ์ดีดแย่สุดในโลกที่สวนทาง Amazon ได้แบบเท่ๆ! แชร์ผลงานในคอมเมนต์ด้วยนะ

ที่มา – Stick It to Jeff Bezos by Turning Your Defunct Kindle Into the World’s Worst Typewriter

นี่คือเหตุผลที่ตัวอย่าง Lanterns หายไป

หากคุณกำลังตามดราม่ารอบซีรีส์ Lanterns ของ DC ล่าสุด คงเคยสงสัยว่าทำไม ตัวอย่าง Lanterns ถึงหายไปจากช่อง YouTube ของ HBO Max ชั่วคราว โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ แม้แต่จาก James Gunn หัวหน้า DC ที่ชอบโพสต์แชทยาวๆ แฟนๆ หลายคนเดาว่าอาจเกี่ยวกับดราม่าที่ Grant Morrison ตำนานคอมิกส์บ่นเรื่อง Damon Lindelof ผู้สร้างร่วม ที่อธิบายแบบกวนๆ ว่าทำไมชื่อซีรีส์เกี่ยวกับ Green Lantern ถึงไม่มีคำว่า “green”

เหตุผลที่ตัวอย่าง Lanterns หายไป จริงๆ แล้วคืออะไร?

หลังจาก Lindelof ขอโทษ ไปแล้ว การที่ตัวอย่างหายไปก็ยิ่งทำให้คนคิดว่าเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เลย! Entertainment Weekly เผยว่า เหตุผลที่ตัวอย่าง Lanterns หายไป คือเพราะเพลงที่ใช้ในตัวอย่างเวอร์ชันแรกหมดลิขสิทธิ์แล้ว HBO Max จึงถอดออกชั่วคราวเพื่อเปลี่ยนเป็นเวอร์ชันที่ใช้เพลงได้ถาวร ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากสำหรับตัวอย่างหนังและซีรีส์

ตัวอย่างเวอร์ชันใหม่ที่กลับมา มีการสลับเพลง “State Trooper” ของ Bruce Springsteen ออก เป็นเพลง instrumental แทน และยังเผยวันฉายชัดๆ ว่า 16 สิงหาคม อีกด้วย James Gunn ก็ไม่ยอมพลาด โพสต์ทวิตเตอร์เน้นสีเขียวชัดๆ เพื่อแซวดราม่าเรื่องชื่อ

ดราม่ารอบชื่อ Lanterns และอนาคตของ Green Lantern

ซีรีส์ Lanterns เล่าเรื่อง John Stewart (Aaron Pierre) สมาชิกใหม่ และ Hal Jordan (Kyle Chandler) ตำนาน Green Lantern สองตำรวจอวกาศที่สืบคดีฆาตกรรมมืดมนในอเมริกา Kelly Macdonald, Garret Dillahunt, Poorna Jagannathan และ Ulrich Thomsen ร่วมแสดงด้วย John Stewart ยังจะโผล่ใน Man of Tomorrow หนัง Superman ภาคต่อของ Gunn ที่ฉายกรกฎาคม 2027

เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ DC Universe ใหม่ที่ Gunn กำกับภาพรวม ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้นมาก แม้จะมีดราม่าเรื่องชื่อ Lanterns ที่ Lindelof บอกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการสับสนกับ Green Lantern Corps แต่ Grant Morrison มองว่าไม่เคารพมรดกคอมิกส์ สุดท้าย Gunn ก็เคลียร์ด้วยการโพสต์สีเขียวชัดๆ

เหตุผลที่ตัวอย่าง Lanterns หายไป อาจดูธรรมดา แต่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมบันเทิงมีเรื่องลิขสิทธิ์เพลงซับซ้อนแค่ไหน สิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อยกับตัวอย่างหนังใหญ่ๆ เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมาย

  • ตัวอย่างเดิม: ใช้เพลงลิขสิทธิ์ชั่วคราว
  • เวอร์ชันใหม่: เพลง instrumental ถาวร + วันฉาย
  • ผลพลอยได้: Gunn แซวดราม่าได้เนียนๆ

นอกจากนี้ ซีรีส์ Lanterns จะพาเราไปสำรวจมุมมืดของ Green Lantern ในแบบ ground-level mystery ไม่ใช่ space opera แบบเดิม ทำให้สดใหม่น่าติดตาม

ถ้าคุณเป็นแฟน DC อย่าพลาด! ติดตามข่าว Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who เพิ่มเติมได้ที่นี่ สนใจซีรีส์ Lanterns ยังไง คอมเมนต์บอกเลย!

ที่มา – Here’s the Very Normal Reason the ‘Lanterns’ Trailer Disappeared

อีลอน มัสก์ ได้โบนัสถ้าส่ง 1 ล้านคนไปดาวอังคาร

อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้ง SpaceX มีแรงจูงใจใหม่ในการ colonize ดาวอังคาร นอกเหนือจากความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขา คณะกรรมการบริษัทกำลังเสนอแพ็กเกจโบนัสสุดหรูเพื่อให้เขามุ่งมั่นกับเป้าหมายสร้างอาณานิคมมนุษย์บนดาวแดงดวงนี้

อีลอน มัสก์ ได้โบนัสถ้าส่ง 1 ล้านคนไปดาวอังคาร

ตามรายงานของ Reuters คณะกรรมการ SpaceX ได้อนุมัติแผนชดเชยสำหรับอีลอน มัสก์ ซึ่งผูกติดกับเป้าหมายสำคัญก่อน IPO ของบริษัท จากเอกสารลงทะเบียนลับที่ยื่นต่อ SEC ซึ่ง Reuters ได้ตรวจสอบ พบว่าแพ็กเกจนี้จะให้หุ้นพิเศษที่มีสิทธิ์โหวตสูง 200 ล้านหุ้น หากบริษัทมีมูลค่าตลาด 7.5 ล้านล้านดอลลาร์ และประสบความสำเร็จในการสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารที่มีผู้อยู่อาศัยอย่างน้อย 1 ล้านคน

นอกจากนี้ ยังมีแรงจูงใจเพิ่มเติมอีก 60.4 ล้านหุ้น หาก SpaceX บรรลุเป้าหมายมูลค่าอื่นๆ และดำเนินการศูนย์ข้อมูลบนอวกาศที่มีพลังประมวลผลอย่างน้อย 100 เทราแวตต์

ความฝัน colonize ดาวอังคารของมัสก์

อีลอน มัสก์ฝันถึงอาณานิคมดาวอังคารมานาน โดยก่อตั้ง SpaceX ด้วยวิสัยทัศน์ให้มนุษย์เป็น種พันธุ์ข้ามดาว เขาเคยประกาศแผนส่ง 1 ล้านคนไปดาวอังคารภายในปี 2050 โดยย้ำว่าชะตากรรมของมนุษยชาติขึ้นอยู่กับการมีที่อยู่อาศัยถาวรบนดาวแดง

Starship คือหัวใจของแผนนี้ แต่จรวดยังอยู่ในขั้นพัฒนา มัสก์เคยบอกว่าดวงจันทร์เป็นแค่สิ่งรบกวน แต่ล่าสุดเขาเปลี่ยนแผน โดยบอกว่า SpaceX กำลังโฟกัสสร้างเมืองที่เติบโตเองบนดวงจันทร์ ซึ่งอาจทำได้ในไม่ถึง 10 ปี ขณะที่ดาวอังคารอาจใช้เวลา 20 ปีกว่า

ไทม์ไลน์ที่ทะเยอทะยานนี้อาจทำให้ Starship ล่าช้า ตอนนี้เรื่องอาณานิคม 1 ล้านคนถูกระบุชัดในแพ็กเกจโบนัสของเขา

แผน IPO ของ SpaceX

SpaceX ยื่น IPO ลับเมื่อ 1 เมษายน โดยคาดเปิดตลาดปลายมิถุนายน มูลค่าประมาณ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ การอนุมัติโบนัสนี้สำหรับบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลก อาจเป็นความพยายามรักษาโฟกัสระยะยาวของมัสก์ เป้าหมายมูลค่ายังไม่มีกรอบเวลา หากไม่ถึง เขาจะไม่ได้หุ้นสักหุ้น

มัสก์มีทรัพย์สินราว 773.9 พันล้านดอลลาร์ตาม Forbes หากสำเร็จ เขาจะรวยยิ่งขึ้น นอกจากช่วยมนุษยชาติแล้ว เงินก็เป็นแรงจูงใจชั้นดี

SpaceX กำลังปฏิวัติอุตสาหกรรมอวกาศ ด้วยเทคโนโลยี reusable rocket และแผน Starlink การผูกโบนัสกับ colonize ดาวอังคาร แสดงถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริง มันไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นภารกิจเพื่ออนาคตมนุษย์ หากมัสก์ทำได้ มันจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ แผนศูนย์ข้อมูลอวกาศยังน่าสนใจ เพราะจะรองรับ AI และการคำนวณมหาศาล ซึ่งเป็นเทรนด์อนาคต SpaceX ไม่ใช่แค่ส่งคนไปอวกาศ แต่สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่

คุณล่ะ คิดว่าอีลอน มัสก์ จะทำได้ไหม? แผน colonize ดาวอังคารนี้ท้าทาย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของเขา ทุกอย่างเป็นไปได้ ติดตามข่าวสารอวกาศที่นี่เพื่ออัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – Elon Musk Will Earn a Company Bonus if He Drops a Million Colonists on Mars

เดอะแมนดาโลเรียนและกรูกู เปิดตัวต่ำสุดสตาร์วอร์ส

เดอะแมนดาโลเรียนและกรูกู คือภาพยนตร์สตาร์วอร์สเรื่องแรกที่ลงโรงในรอบเกือบ 7 ปี ความตื่นเต้นและความคาดหวังน่าจะพุ่งทะลุหลังคา แต่ตัวเลขคาดการณ์เปิดตัวสุดสัปดาห์แรกกลับไม่ค่อยสู้ดีนัก จากมุมมองหนึ่ง

เดอะแมนดาโลเรียนและกรูกู เปิดตัวต่ำสุดสตาร์วอร์สในรอบหลายปี

เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ก่อนฉายวันที่ 22 พฤษภาคม Deadline รายงานว่า เดอะแมนดาโลเรียนและกรูกู กำลังติดตามรายได้เปิดตัวกว่า 80 ล้านดอลลาร์ในวันหยุดสุดสัปดาห์เมโมเรียลเดย์ 4 วัน สำหรับภาพยนตร์สตาร์วอร์สสมัยใหม่ตัวเลขนี้ต่ำกว่า หรือใกล้เคียงกับ Solo: A Star Wars Story ปี 2018 ที่เปิดตัว 84 ล้านดอลลาร์ และห่างไกลจากหนังสตาร์วอร์สเรื่องอื่นๆ ระหว่างปี 2015-2019 ที่เปิดตัวสูงถึง 248, 155, 220 และ 177 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม 80 ล้านดอลลาร์นี้จะสูงกว่า Star Wars Episode I: The Phantom Menace (65 ล้าน) และ Episode II: Attack of the Clones (80 ล้าน) แต่หนังเหล่านั้นฉายเมื่อหลายสิบปีก่อน และยังไม่ปรับตามเงินเฟ้อ (Episode III: Revenge of the Sith เปิด 108 ล้านดอลลาร์) และดีกว่า Star Wars: The Clone Wars ปี 2008 ที่เปิดแค่ 14 ล้านดอลลาร์

ปัจจัยที่อาจทำให้เดอะแมนดาโลเรียนและกรูกูพลิกเกม

มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อตัวเลขนี้ เช่น การโปรโมทหลักเพิ่งเริ่มต้นเร็วๆ นี้ จะมีสัมภาษณ์ คลิป วิดีโอไวรัล และอื่นๆ อีกมาก นอกจากนี้ วันที่ 4 พฤษภาคมกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งจะมีกิจกรรมสตาร์วอร์สทั่วทุกมุม รวมถึงอีเวนต์ในโรงภาพยนตร์เพื่อโปรโมทหนัง สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นความสนใจให้คนไปโรงแน่นอน

ยังไม่เคยมีใครดูหนังเรื่องนี้ ดังนั้นรีวิวแรกและคำบอกต่อจะสำคัญมาก ถ้าดีก็พุ่ง ถ้าไม่ก็อาจแย่กว่าเดิม

การเปรียบเทียบกับหนังสตาร์วอร์สอื่นๆ อาจไม่แฟร์นัก เพราะ เดอะแมนดาโลเรียนและกรูกู มาจากซีรีส์ Disney+ เป็นหลัก ไม่ใช่แฟรนไชส์หลัก Deadline เปรียบกับหนังอย่าง High School Musical 3 (42 ล้าน), Star Trek 2009 (75 ล้าน) หรือ Hobbs & Shaw (60 ล้าน) ซึ่งเป็นสปินออฟแฟรนไชส์ใหญ่

  • จุดเด่น: มาจากซีรีส์ยอดฮิต Baby Yoda กรูกูดังมาก
  • ความเสี่ยง: สาย TV สู่โรงอาจไม่ดึงดูดเท่า sequel หลัก
  • โอกาส: Marketing สตาร์วอร์สแข็งแกร่ง May the 4th ช่วยได้

ตัวเลขคาดการณ์แรกๆ มักต่ำกว่าความจริง เราคาดว่าอาจเข้าใกล้ 100 ล้านดอลลาร์ตามข่าวลือก่อนหน้า สนุกที่จะดูว่าสตาร์วอร์สกลับสู่จอเงินจะสู้รุ่นพี่ได้ไหม Disney และ Lucasfilm จะพอใจไหม หรือคาดหวังมากกว่านี้ รอติดตามอีกไม่กี่สัปดาห์

คุณคิดว่า เดอะแมนดาโลเรียนและกรูกู เปิดตัวต่ำสุดสตาร์วอร์ส จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามข่าวภาพยนตร์เพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – ‘The Mandalorian and Grogu’ Is Currently Tracking for the Lowest ‘Star Wars’ Opening in Years