ผู้เขียน: lalika69_admin

UN ชี้ 3 โอกาสไทยฝ่าวิกฤตโลก สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในงาน GCNT EXPO 2025 ที่เน้นการเร่งสร้างโลกที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด Forward SDGs Faster Together คยองซอน คิม รักษาการผู้ประสานงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย และผู้แทนยูนิเซฟประเทศไทย ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการก้าวผ่านวิกฤตโลกเพื่อบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีปัจจัยเสี่ยงทั่วโลกเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และเทคโนโลยีที่ขาดการกำกับดูแลเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่เธอก็ย้ำว่า โอกาสของไทยในการเติบโตอย่างยั่งยืนยังคงสดใส

UN ชี้ 3 โอกาสไทยฝ่าวิกฤตโลก สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คิมเน้นว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะมีความก้าวหน้าหลายด้านที่น่าชื่นชม เช่น การเข้าถึงบริการสุขภาพที่ครอบคลุมถึง 99% ของประชากร จำนวนผู้ป่วยมาลาเรียลดลงกว่า 70% รวมไปถึงความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการกำจัดขยะทะเลเกิน 780,000 กิโลกรัม และการเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่โตขึ้นถึง 684% ในปี 2023 ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดร 344,000 ตัน

ในด้านสังคม ความยากจนในไทยลดลงจากกว่า 65% ในปี 1980 เหลือต่ำกว่า 4% ในวันนี้ สะท้อนพลังของการพัฒนานโยบายในระยะยาวที่เชื่อมโยงกับภารกิจ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

3 โอกาสสำคัญที่ UN ชี้ให้ไทยเร่งเดินหน้า

คิมชี้ให้เห็น 3 ทางรอดหลักที่ประเทศไทยสามารถใช้เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่ SDGs ได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤตโลก ได้แก่

  • ภาคธุรกิจ – บทบาทของบริษัท ทั้งในการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน งานสีเขียว และห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
  • เยาวชน – การให้พื้นที่และเครื่องมือแก่คนรุ่นใหม่ ช่วยกระตุ้นนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผ่านเทคโนโลยีและดิจิทัล
  • ความร่วมมือกับสหประชาชาติ – UN ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนประเทศไทยในทุกด้าน ตั้งแต่การลดคาร์บอน จนถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมในหมู่กลุ่มที่เปราะบาง เช่น คนพิการ แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ

ความร่วมมือระหว่าง UN, ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ได้นำไปสู่การส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและโมเดล BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว การใช้ AI และดิจิทัลอย่างมีจริยธรรมถือเป็นกุญแจสำคัญ ทั้งในการลดช่องว่างและสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกกลุ่ม

อีกไม่กี่ปีเราเดินทางมาถึงปี 2030 – เป้าหมายสู่การบรรลุ SDGs แล้ว การจะฝ่าความท้าทายครั้งใหญ่นี้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และเริ่มลงมือเสียตั้งแต่วันนี้

เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดใช้พลาสติก สนับสนุนสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือแค่แชร์ความรู้เรื่อง SDGs ให้คนรอบข้าง ทุกการกระทำล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง

ที่มา – UN ชี้ 3 โอกาสไทยฝ่าวิกฤตโลก สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป — เหตุการณ์ที่อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อีกครั้ง เมื่อวานนี้ (29 กรกฎาคม 2568) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 สามารถควบคุมตัวทหารจากฝ่ายกัมพูชาได้ 18 นาย หลังเกิดเหตุปะทะกันในพื้นที่บ้านซำแต ต.ดู่ชุม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

เบื้องหลังเหตุการณ์ปะทะชายแดน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักและอาวุธวิถีโค้งยิงข้ามแดนเข้ามาในเขตประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดเขตแดนอย่างชัดเจน กองทัพไทยจึงตอบโต้ด้วยหน่วยทหารม้าเฉพาะกิจ เพื่อรักษาความปลอดภัยของพื้นที่และประชานชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง

ในระหว่างการปะทะ พบว่าทหารกัมพูชากลุ่มหนึ่งเลือกที่จะยอมจำนนโดยไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแต่อย่างใด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมดำเนินการปลดอาวุธและควบคุมตัวทหารทั้ง 18 นายตามขั้นตอน

รายละเอียดของทหารที่ถูกควบคุมตัว

ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวมีหลายตำแหน่ง ได้แก่:

  • ร้อยตรี 1 นาย
  • จ่าสิบโท 2 นาย
  • สิบเอก 12 นาย
  • สิบโท 2 นาย
  • สิบตรี 1 นาย

หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สิบเอก มอม ริดที ที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนบริเวณสะโพกข้างขวาและแขนซ้าย ซึ่งทางฝ่ายไทยได้จัดส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดและดูแลอย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาลใกล้เคียง แสดงถึงความเคารพในหลักมนุษยธรรมสากล

นอกจากนี้ ยังพบร่างทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตอีก 2 ศพในพื้นที่ ซึ่งกองทัพไทยจะดำเนินการส่งคืนอย่างสมเกียรติ ตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาเจนีวา

การดูแลและการดำเนินการต่อไป

ปัจจุบัน ทหารทั้ง 18 นายอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ 2 ที่พื้นที่ปลอดภัย โดยมีการจัดเตรียมเสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม และการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางทหารระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป — การปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบของกองทัพบกไทย ที่ไม่เพียงตอบโต้การรุกราน แต่ยังคงรักษาความเคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด

ในยุคที่ความตึงเครียดชายแดนอาจถูกกระพือด้วยข่าวสารและโซเชียลมีเดีย สิ่งสำคัญคือการได้รับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อย่างการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากกองทัพ สื่อและประชาชนควรติดตามข้อมูลตรงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความสับสนและข่าวปลอม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจเป็นแรงกระตุ้นให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาเพื่อยืนยันเส้นแบ่งเขตแดนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อโต้แย้งมายาวนาน

ดังนั้น การรักษาสันติภาพด้วยวิธีสันติวิธี ร่วมกับการสื่อสารที่โปร่งใส คือทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป — เป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนความมั่นคงของประเทศ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และสนับสนุนกองทัพไทยที่ทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อรักษาความสงบสุขของชาติ

ที่มา – ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต

ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต

เมื่อข่าวการจากไปของตำนานร็อกอย่าง Ozzy Osbourne ถูกประกาศเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2025 คลื่นความเศร้าสะเทือนไปทั่ววงการเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่แฟนเพลงเมทัลตัวยงทั่วโลก แต่ควบคู่ไปกับความโศกเศร้า ก็คือปรากฏการณ์ที่เราเห็นได้บ่อยในยุคดิจิทัล — ความนิยมในผลงานของศิลปินกลับมาบูมอีกครั้ง และแน่นอนว่า ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต

ปรากฏการณ์สตรีมมิงพุ่งหลังการจากไป

ตามรายงานจาก The Hollywood Reporter พบว่าจำนวนผู้ฟังรายเดือนของ Ozzy Osbourne บน Spotify พุ่งจาก 12.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 6.3 ล้านคน กลายเป็น 18.7 ล้านคนในทันที ส่วนเพลงของเขาอย่าง Crazy Train มีสตรีมเพิ่มขึ้นถึง 8 ล้านครั้ง No More Tears เพิ่มขึ้น 7 ล้านครั้ง และเพลงบัลลาดกินใจอย่าง Mama, I’m Coming Home ก็มียอดเพิ่มถึง 7.2 ล้านครั้ง

ไม่เพียงแต่ผลงานโซโล่ของเขาเท่านั้น ยอดสตรีมของวง Black Sabbath ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยมีผู้ฟังรายเดือนเพิ่มจาก 19.8 ล้าน เป็น 24.6 ล้านคน เพลงเด่นอย่าง Paranoid มีการสตรีมเพิ่มถึง 9.3 ล้านครั้ง Iron Man กระโดดอีก 6 ล้านครั้ง และ War Pigs ก็มียอดสตรีมเพิ่มขึ้นถึง 5 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ที่ยังคงไม่จางหายไป

ส่งท้ายด้วยขบวนการรำลึกระดับโลก

ก่อนการจากไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ Ozzy ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตพิเศษ ‘Back To The Beginning’ ที่เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ร่วมกับสมาชิก Black Sabbath ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ครั้งสุดท้ายของวงดนตรีที่ถือกำเนิดวงการเฮฟวีเมทัล การแสดงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการอำลารอบสุดท้ายของเขากับวง แต่ยังกลายเป็นงาน tribute ยิ่งใหญ่ที่ศิลปินรุ่นน้องในวงการเมทัล – ร็อก ต่างมาร่วมขึ้นเวทีเพื่อแสดงความเคารพ

ปรากฏการณ์ ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนว่าดนตรีของเขายังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่แค่ในความทรงจำ แต่ผ่านเสียงเพลงที่ผู้คนยังคงฟัง แชร์ และมอบให้คนรุ่นใหม่

บทสรุป: เสียงดนตรีคือมรดกที่ไม่มีวันตาย

ในยุคที่ข้อมูลไหลเวียนเร็วและเทรนด์เปลี่ยนทุกวัน ปรากฏการณ์นี้สอนเราว่า ศิลปินระดับตำนานไม่เคยจากไปจริง ๆ พวกเขาอยู่ในทุกการกดปุ่ม “เล่น” บน Spotify หากคุณยังไม่เคยสัมผัสเสียงเพลงของ Ozzy หรือ Black Sabbath — นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นฟังและเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็น The Prince of Darkness แห่งวงการดนตรี

อย่าแค่รอให้เหตุการณ์สะเทือนใจถึงรีบกลับไปฟังดนตรีดี ๆ หามุมสงบ ฟัง Paranoid หรือ Crazy Train หนึ่งรอบ แล้วคุณจะรู้ว่า ตำนานไม่เคยพูดเกินจริง

ที่มา – ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต

ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1: พลังแห่งการคัมแบ็กที่น่าจับตา

ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1

ถ้าจะพูดถึงความคืบหน้าและความสำเร็จของนักขับไทยระดับโลกอย่าง อเล็กซานเดอร์ อัลบอน อังศุสิงห์ ในศึกฟอร์มูล่าวัน 2025 นี่คือช่วงเวลาที่แฟนๆ ต้องรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะ ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1 นั้นน่าประทับใจเกินคาด เขาทำคะแนนได้แล้วถึง 54 แต้ม พร้อมกับขึ้นโพเดียมถึง 9 สนามจากทั้งหมด 13 สนามที่แข่งขันไปแล้ว

ตัวเลข 54 แต้ม อาจดูเหมือนไม่ใช่เรคคอร์ดแชมป์ แต่เมื่อเทียบกับผลงานในอดีตของตัวนักขับเอง กลับถือเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าผลงานรวมตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมาของอัลบอนกับทีมวิลเลียมส์ ที่มีเพียง 43 แต้มเท่านั้น การย้ายทีมและการปรับตัวเข้ากับรถแข่งใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักขับที่ติดตามได้น่าสนใจที่สุดในฤดูกาลนี้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผลงานของเขาพุ่งขึ้น

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเกิดจากหลายปัจจัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งความเข้าใจในรถแข่งที่ล้ำสมัยกว่าเดิม การสื่อสารกับทีมที่ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ คือ ความมั่นใจในตัวเองที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัลบอนแสดงให้เห็นว่า เขาไม่เพียงแต่ขับได้เร็ว แต่ยังขับได้ฉลาด มีวินัยในการแข่ง และรู้จังหวะในการแซงหรือรักษาตำแหน่งอย่างมีชั้นเชิง

อีกจุดสำคัญคือ การที่เขาย้ายมาอยู่กับทีมที่มีศักยภาพสูงขึ้น ซึ่งช่วยให้เขาสามารถโชว์ศักยภาพที่ซ่อนเร้นมาตลอดหลายปีได้อย่างเต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟอร์มูล่าวันหลายคนมองว่า อัลบอนคือตัวอย่างชั้นยอดของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเมื่อ “ใจ” เจอ “โอกาส” และ “เครื่องมือ” ที่เหมาะสม

ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1 สะท้อนอะไรกับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย?

ความสำเร็จนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ต่อตัวนักขับ แต่ยังกระตุ้นแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทยอีกหลายรุ่นให้มองเห็นว่า การเป็นนักแข่งระดับโลกไม่ใช่ความฝันไกลเกินเอื้อม โดยเฉพาะเมื่อมีนักกีฬาจากไทยที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถแข่งขันกับสุดยอดนักขับโลกได้ และยังสามารถทำผลงานได้ดีกว่าช่วงก่อนหน้าของตัวเอง

ในมุมของเทคโนโลยี มอเตอร์สปอร์ตในยุคนี้ก็ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ และ AI ที่ช่วยปรับจูนรถในทุกวินาที ซึ่งอัลบอนก็ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และลดข้อผิดพลาดในการแข่งขัน

อนาคตของอัลบอนใน F1 ดูสดใส ถ้าเขายังคงรักษาระดับฟอร์มการขับขี่และบริหารจัดการอาการบาดเจ็บได้ดีต่อไป โอกาสในการขึ้นโพเดียมอันดับ 1 หรือแม้แต่แย่งชิงแชมป์โลกก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

อย่าพลาดติดตาม ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1 ในสนามต่อๆ ไป เพราะนี่อาจเป็นฤดูกาลแห่งความสำเร็จที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของนักแข่งไทยในประวัติศาสตร์โลกมอเตอร์สปอร์ต

ที่มา – ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1

House of Creed เปิดตัวแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปีของน้ำหอมในตำนาน

หากคุณเป็นคนรักน้ำหอม หรือติดตามเทรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม คงไม่มีใครไม่รู้จัก House of Creed — แบรนด์น้ำหอมชั้นสูงจากฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าแห่งประวัติศาสตร์ งานฝีมืออันประณีต และกลิ่นหอมซึ่งกลายเป็นตำนานในตัวเอง โดยเฉพาะในปี 2025 นี้ แบรนด์ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญพิเศษอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ Creed Classics เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จครบรอบ 15 ปีของน้ำหอมระดับไอคอนอย่าง Aventus ที่ครองใจผู้ชายทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี

House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี ด้วยการรวมน้ำหอมสามกลิ่นคลาสสิกที่เป็นตัวแทนของความหรูหรา ความแม่นยำในงานฝีมือ และแรงบันดาลใจจากโลกแห่งแฟชั่นอย่างแท้จริง ได้แก่ Aventus, Green Irish Tweed และ Silver Mountain Water ทั้งสามกลิ่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่ ‘น้ำหอม’ แต่เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผสานศาสตร์การตัดเย็บผ้าและการออกแบบระดับไฮเอนด์เข้ากับศิลปะแห่งกลิ่น

แรงบันดาลใจจากผ้าทวีดสู่น้ำหอมระดับโลก

โดยเฉพาะ Green Irish Tweed ที่ได้รับอิทธิพลจากผ้า Linton Tweeds จากแคว้นคัมเบรีย ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นวัสดุชั้นยอดที่ครูตูร์ชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้ กลิ่นนี้จึงเปรียบเสมือนภาพวาดของทุ่งหญ้าเขียวขจีและไอเย็นจากเฟิร์นที่เติบโตใต้ฝนโปรยปรายในเกาะไอร์แลนด์ — เบอร์กามอต, ไอริส และแอมเบอร์ ผสมผสานกันอย่างล้ำลึก ให้ความสดชื่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน

House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ยังคงความพิถีพิถันอย่างมาก ทุกขวดผลิตด้วยมือในฝรั่งเศส โดยใช้วัตถุดิบพรีเมียมจากแหล่งเพาะปลูกรุ่นที่ห้าในแคว้น Calabria ประเทศอิตาลี อย่างมะกรูดที่คัดมาทีละผล สำหรับ Silver Mountain Water ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนน้ำประปาใสสะอาดจากเทือกเขาแอลป์ ผสมกับอุ่นของแสงแดดในเมืองอูรูบามบ้า

งานฝีมือที่เรียกว่า Millésime

หัวใจของน้ำหอม Creed คือกระบวนการ Millésime — เทคนิคเฉพาะตัวที่กะเทาะชั้นกลิ่นอย่างแม่นยำ ทำให้แต่ละกลิ่นมีมิติ ความต่อเนื่อง และติดทนนานอย่างน่าทึ่ง แม้แต่ในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ก็ยังคงความหอมได้เกือบครึ่งวัน

สำหรับผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตนเอง สามารถแวะไปที่ Creed Boutique ในห้าง เอ็มควอเทียร์ และ เมกาบางนา หรือร้าน Atelier De Prestige ที่ ไอคอนสยาม และ สยามพารากอน รวมถึงเคาน์เตอร์ Creed ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ และ เซ็นทรัลภูเก็ต ฟลอเรสต้า เพื่อลองและเป็นเจ้าของน้ำหอมคลาสสิกทั้งสามกลิ่น

ในยุคที่น้ำหอมกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของอัตลักษณ์ส่วนตัว การมีบอทเทิลหนึ่งจาก House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี จึงไม่ใช่แค่การใช้น้ำหอม แต่คือการสวมใส่งานศิลปะที่มีชีวิต

เคล็ดลับจากผู้รู้: ถ้าคุณชอบกลิ่นที่ให้ทั้งความมั่นใจและความเท่ในแบบไม่โอ้อวด ควรเริ่มต้นด้วย Aventus หรือ Silver Mountain Water — ทั้งสองกลิ่นนี้เหมาะกับการใช้ทั้งวันงานและการพบปะทางธุรกิจได้อย่างลงตัว

อย่ารอช้า! ใช้โอกาสจากแคมเปญนี้เพื่อเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้สัมผัส ‘กลิ่นในตำนาน’ ก่อนที่สต็อกจะหมด

ที่มา – House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี

ย้อนเหตุการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย – กัมพูชา จากปี 2554 ถึง 2568

ในปี 2568 เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากเงียบไปหลายทศวรรษ ความขัดแย้งที่เคยสงบดูเหมือนจะลุกเป็นไฟอีกครั้ง จากเหตุปะทะที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายต้องเผชิญกับความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรง เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่เป็นเพียงบทต่อไปของ ย้อนเหตุการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย – กัมพูชา จากปี 2554 ถึง 2568 ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

ย้อนเหตุการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย – กัมพูชา จากปี 2554 ถึง 2568

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งนี้ย้อนกลับไปไกลถึงปี 2505 เมื่อศาลโลกมีคำตัดสินว่า ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นของกัมพูชา ตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสจัดทำไว้ในปี 2450 แต่คำตัดสินดังกล่าวไม่ได้ระบุเส้นเขตแดนรอบๆ อย่างชัดเจน ทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาตีความคนละทิศ กลายเป็นชนวนของความขัดแย้งที่ต่อเนื่องยาวนาน

ความตึงเครียดเริ่มบานปลายอีกครั้งในปี 2551 เมื่อกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว พร้อมแนบแผนที่ที่ไทยมองว่าล้ำเข้ามาในพื้นที่พิพาท แม้รัฐบาลไทยจะเห็นชอบร่วมกันในขั้นต้น แต่การไม่ผ่านกระบวนการรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ก็กลายเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (PAD) โจมตีว่ารัฐบาล ‘ขายชาติ’

เหตุปะทะปี 2554 กับบทเรียนที่ถูกลืม

ในช่วงรัฐบาล ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ความขัดแย้งกลายเป็นเหตุปะทะทางทหารอย่างหนัก โดยเฉพาะในปี 2554 ที่เกิดการยิงปืนใหญ่และปะทะกันรอบปราสาทพระวิหาร มีผู้เสียชีวิตทั้งไทยและกัมพูชากว่า 34 ราย ศาลโลกต้องออกคำสั่งให้ทั้งสองฝ่ายถอนทหารออกจากพื้นที่ แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ

ปี 2556 ศาลโลกตีความเพิ่มเติมว่า แม้ตัวปราสาทจะเป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่รอบๆ 4.6 ตารางกิโลเมตรยังไม่ได้ตัดสินว่าเป็นของใคร ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันสิทธิ์ในพื้นที่นี้

ความตึงเครียดกลับมาอีกครั้งในปี 2568

หลังเงียบไปเกือบ 10 ปี ในปี 2568 กัมพูชากลับมาแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ปราสาทตาเมือนธม และต่อด้วยการปะทะที่ช่องบก โดยอีกฝ่ายกล่าวหากันว่าเป็นผู้เริ่มยิงก่อน ความตึงเครียดบานปลายจนถึงจุดที่ไทยต้องเรียกทูตกลับประเทศ และปิดด่านชายแดน 4 แห่ง

จุดแตกหักคือการรั่วไหลของคลิปเสียงระหว่าง ‘แพทองธาร ชินวัตร’ กับ ‘สมเด็จฮุน เซน’ ที่ทำให้เกิดวิกฤตการเมืองภายในไทย และนำไปสู่การต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวของนายกรัฐมนตรี จนถึง 24 กรกฎาคม เกิดการปะทะอย่างเต็มรูปแบบในหลายจุดชายแดน

แต่เรื่องที่ต่างจากปี 2554 คือ ครั้งนี้ไทยเปิดกว้างกว่าเดิม เห็นชอบให้มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน มารับบทเจรจาไกล่เกลี่ย ทำให้การยุติยิงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ

บทเรียนจากความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบ

หากยังคงเทียบเหตุการณ์ในปี 2554 และ 2568 จะเห็นว่า ย้อนเหตุการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย – กัมพูชา จากปี 2554 ถึง 2568 ยังหมุนอยู่กับปัญหาเดิม คือการขาดเส้นเขตแดนที่ชัดเจน แต่แนวทางการจัดการเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

  • กรอบทวิภาคีในอดีต ถูกแทนที่ด้วยการเปิดรับบทบาทของอาเซียน
  • รัฐบาลที่ไม่มั่นคงจากวิกฤตภายใน ยังส่งผลต่อการตัดสินใจด้านความมั่นคง
  • การใช้สื่อและโซเชียลมีเดียในการรบเชิงข้อมูล กลายเป็นส่วนสำคัญของวิกฤต

สุดท้ายแล้ว ความขัดแย้งชายแดนมิอาจแก้ด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว การเจรจา การยอมรับข้อเท็จจริงร่วม และความมั่นคงทางการเมืองภายในประเทศ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ ‘ย้อนเหตุการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย – กัมพูชา จากปี 2554 ถึง 2568’ กลับมาเกิดซ้ำอีก

วันนี้สันติภาพอาจยังเปราะบาง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าทุกฝ่ายยังตั้งใจจริงที่จะพูดคุยมากกว่าสู้รบ

ที่มา – ย้อนเหตุการณ์ความขัดแย้ง ชายแดนไทย – กัมพูชา จากปี 2554 ถึง 2568

โบราณวัตถุโรมันชิ้นนี้คือฟอสซิลอายุ 453 ล้านปี!

ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวของฟอสซิลที่ดูเหมือนจะเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ กลับแฝงเรื่องราวของมนุษย์โบราณที่หลงใหลในสิ่งลึกลับและเหนือธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ โบราณวัตถุโรมันชิ้นนี้คือฟอสซิลอายุ 453 ล้านปี ที่ไม่ใช่แค่สิ่งของทางโบราณคดี แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ที่มีมายาวนานกว่าที่คุณคิด

โบราณวัตถุโรมันชิ้นนี้คือฟอสซิลอายุ 453 ล้านปี

แม้ในซีรีส์ดังอย่าง Friends จะแซวอาชีพนักบรรพชีวิน์อย่างโรสอยู่บ่อยครั้ง แต่ความจริงก็คือ การได้ค้นพบซากของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่เมื่อนับร้อยล้านปีก่อนเรา คือประสบการณ์ที่วิเศษและเต็มไปด้วยความลึกลับ ซึ่งมนุษย์สมัยใหม่ไม่ใช่กลุ่มแรกที่รู้สึกแบบนี้ ชาวโรมันโบราณก็หลงใหลในฟอสซิลไม่แพ้กัน

ตามบันทึกของซูเอโทเนียส นักประวัติศาสตร์โรมัน จักรพรรดิออกุสตุสได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์บรรพชีวิน์ที่วิลล่าของเขาบนเกาะคาปรี โดยจัดแสดงกระดูกของ “ยักษ์” และ “สัตว์ประหลาด” ซึ่งแม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน แต่การค้นพบครั้งล่าสุดในวารสาร Science กลับเผยให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั่นคือการนำฟอสซิลไทรโลไบต์ อายุราว 453-460 ล้านปี มาทำเป็นเครื่องราง

ความสำคัญของฟอสซิลไทรโลไบต์

ไทรโลไบต์เป็นสัตว์ทะเลชนิดหนึ่งที่มีชีวิตอยู่ระหว่าง 521 ถึง 251 ล้านปีก่อน และสูญพันธุ์ไปแล้ว นักวิจัยระบุว่า โบราณวัตถุชิ้นนี้ “เป็นไทรโลไบต์ชิ้นแรกที่มีเอกสารยืนยันในโลกโรมัน และเป็นการจัดการกับฟอสซิลไทรโลไบต์อย่างตั้งใจที่เก่าแก่ที่สุดในยุคคลาสสิก” แถมเป็นเพียงหนึ่งในสามชิ้นทั่วโลกที่รู้ว่ามนุษย์เก็บมาใช้เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว

พบฟอสซิลชิ้นนี้ที่อาเซียติ้งโรมันในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน ชื่อ A Cidbá of Armea ซึ่งมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ถึง 3 โดยเชื่อว่าฟอสซิลนี้เดินทางมาไกลกว่า 430 กิโลเมตร จากแหล่งหินศิลาในลูซีทาเนีย อาจผ่านเส้นทางการค้าหรือติดตัวผู้คนที่ย้ายถิ่น

ถูกแปรสภาพเพื่อจุดประสงค์พิเศษ

สิ่งที่น่าสนใจคือ มีร่องรอยมนุษย์ปรับแต่งชิ้นฟอสซิลนี้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านล่างและด้านซ้าย ส่วนด้านบนยังคงรักษาลวดลายโครงกระดูกภายนอกไว้ครบถ้วน แสดงว่าผู้ปรับแต่งตั้งใจเก็บผิวธรรมชาติไว้เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าของมัน

นักวิจัยเชื่อว่า ชิ้นนี้อาจใช้เป็นโทเค็นเล่นเกม เป็นจี้ประดับสร้อย หรือแม้แต่เครื่องรางนำโชคที่พกติดตัว พวกเขาระบุว่า “เป็นไปได้ว่าผู้สวมใส่เชื่อว่าฟอสซิลนี้มีพลังวิเศษในการป้องกันภัย หรือเสริมโชคลาภ” โดยบังเอิญที่พบฟอสซิลชิ้นนี้ใกล้เหรียญทองแดงของจักรพรรดิออกุสตุส

การค้นพบนี้สื่อถึงความอยากรู้ของมนุษย์ที่ข้ามเวลา วัฒนธรรม และภูมิภาคได้ แม้เราจะแตกต่างกันในหลายเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความหลงใหลในอดีต และแรงดึงดูดจากสิ่งที่เราไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด

ข้อคิดส่งท้าย: ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า เราอาจดูรู้ทุกอย่าง แต่การค้นพบ โบราณวัตถุโรมันชิ้นนี้คือฟอสซิลอายุ 453 ล้านปี ย้ำเตือนว่า มนุษย์ยังคงอยากรู้และต้องการหาเหตุผลให้กับสิ่งรอบตัวเสมอ ลองเปิดใจกับประวัติศาสตร์มากขึ้น คุณอาจพบเรื่องที่เหนือจินตนาการได้ไม่ต่างจากชาวโรมันโบราณ

แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว รับพิษเศรษฐกิจโลกชะลอ

แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว

แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว ตามที่คาดการณ์จาก SCB EIC ซึ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมยางพาราของไทยในปีหน้าอาจเผชิญกับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาส่งออกที่คาดว่าจะลดลง รวมถึงปัจจัยภายในด้านผลผลิตและต้นทุนการผลิต ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมดูไม่สดใสเท่าที่ควร

เศรษฐกิจโลกชะลอ กระทบความต้องการยางพารา

แม้มูลค่าการส่งออกยางพาราของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 จะเพิ่มขึ้นถึง 22.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่แนวโน้มของทั้งปีกลับไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ โดย SCB EIC คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกยางพาราทั้งปี 2025 จะหดตัวลง 3.8% อยู่ที่ประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์

สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ เช่น มาตรการภาษีตอบโต้ของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ส่งผลให้ความต้องการยางพาราในตลาดสากลลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มลดลงก็ส่งผลโดยตรงต่อยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ใช้ยาง ทำให้ราคายางธรรมชาติถูกกดดันตามไปด้วย

ผลผลิตฟื้นตัว ราคายางพาราปรับตัวลง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ปริมาณผลผลิตยางพาราทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาภัยแล้งและโรคระบาดในต้นยาง โดยเฉพาะโรคใบร่วงยางพารา ที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้การผลิตในหลายประเทศเพิ่มขึ้น และภาวะขาดแคลนในตลาดโลกค่อยๆ ลดลง

ข้อมูลเบื้องต้นจาก การยางแห่งประเทศไทย ชี้ว่า ราคาส่งออกในเดือนมิถุนายน 2025 ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยยางแท่งลดลง 11.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่น้ำยางข้นลดถึง 23% และยางแผ่นรมควันลด 7.8%

ผู้ผลิตรายเล็กเสี่ยงถูกเบียดออกจากตลาด

แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว ยังส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าผู้เล่นรายใหญ่ อุตสาหกรรมนี้มีลักษณะประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีข้อได้เปรียบชัดเจน และสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้ต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สัดส่วนตลาดการส่งออกยางพาราของไทยถูกครองโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียง 4 ราย คิดเป็นประมาณ 70% ของตลาด ผู้ที่จะอยู่รอดและเติบโตได้คือผู้ที่บริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคา ต้นทุน และความต้องการตลาดได้ดี รวมถึงสามารถปรับตัวตามข้อกำหนดสากลอย่าง EUDR (กฎระเบียบยางปลอด deforestation ของสหภาพยุโรป)

ข้อได้เปรียบของไทยคือ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ผู้นำเข้าจากยุโรปเลือกซื้อยางจากไทยมากขึ้น เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบแหล่งที่มา

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศสุดขั้ว โรคระบาดใหม่ และความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจพลิกผันตลาดได้ตลอดเวลา

สรุป: ถึงแม้แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จะหดตัว แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ใส่ใจความยั่งยืน และบริหารจัดการได้ดี คว้าโอกาสจากตลาดโลกที่ต้องการยางพาราคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากใครเตรียมตัวล่วงหน้าได้ดี ก็อาจกลายเป็นผู้ชนะในเกมนี้

ที่มา – แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว รับพิษเศรษฐกิจโลกชะลอ กดดันราคายางพาราดิ่ง ‘ผู้ผลิตรายเล็ก’ สุ่มเสี่ยง

สมาคมกีฬาโป๊กเกอร์ แถลงรับรองโป๊กเกอร์เป็นกีฬา พร้อมจัดแข่งสาธิต

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการกีฬาไทย เมื่อ “กีฬาโป๊กเกอร์” ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย ให้เป็นชนิดกีฬาที่ถูกต้องตามกฎหมาย งานแถลงข่าวจัดขึ้นที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน โดยมี สมาคมกีฬาโป๊กเกอร์แห่งประเทศไทย เป็นผู้จัดงาน พร้อมประกาศเปิดตัวการแข่งขันสาธิตระดับโลกในชื่อ Thailand’s First WPT Texas Hold’em Exhibition Tournament ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

สมาคมกีฬาโป๊กเกอร์ แถลงรับรองโป๊กเกอร์เป็นกีฬา พร้อมจัดแข่งสาธิต

พลตำรวจตรี ลัทธสัญญา เพียรสมภาร ในฐานะนายกสมาคมกีฬาโป๊กเกอร์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการเพื่อขอบคุณรัฐบาล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกีฬาทุกฝ่าย ที่ตระหนักถึง ศักยภาพของโป๊กเกอร์ ที่เป็นมากกว่าเกมไพ่ธรรมดา แต่เป็นกีฬาที่ใช้ทักษะทางความคิด จิตวิทยา กลยุทธ์ และการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพนันแต่อย่างใด

สิ่งที่น่าสนใจคือ กีฬาโป๊กเกอร์ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็น กีฬาเชิงปัญญา หรือที่เรียกว่า Mind Sport มีการจัดการแข่งขันในระดับนานาชาติ และแม้แต่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เช่น MIT, Harvard, Johns Hopkins และ Stanford ยังมีการเปิดสอนวิชา “Strategy and Game Theory” ที่ใช้โป๊กเกอร์เป็นกรณีศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะการตัดสินใจ

แยกโป๊กเกอร์ออกจากภาพลักษณ์ของการพนัน

พลตำรวจตรี ลัทธสัญญา ย้ำว่า หนึ่งในเป้าหมายหลักของสมาคมฯ คือการ แยกกีฬาโป๊กเกอร์ออกจากภาพลักษณ์ของ “การพนัน” อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถจัดการแข่งขันได้อย่างอิสระภายใต้กรอบกฎหมายกีฬา ไม่ถูกรวมอยู่ในข้อห้ามหรือข้อจำกัดของกฎหมายการพนัน

นอกจากนี้ นายกสมาคมฯ ยังชื่นชม ปุณณัตถ์ ปุณศรี นักกีฬาโป๊กเกอร์ชาวไทยที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก โดยสามารถขึ้นไปครองอันดับ 1 ของโลกใน Global Poker Index ปี 2024 ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬารุ่นใหม่ในการพัฒนาทักษะและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

ผู้ร่วมก่อตั้งที่ผลักดันให้สำเร็จ

ในงานยังมีการเปิดตัว ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมกีฬาโป๊กเกอร์แห่งประเทศไทย ทั้ง 9 คน ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้โป๊กเกอร์ได้รับการรับรอง ได้แก่:

  • พลตำรวจตรี ลัทธสัญญา เพียรสมภาร
  • พลตำรวจตรี ประยนต์ ลาเสือ
  • จิตรนรา นวรัตน์
  • พลตำรวจตรี คมสัน แตงจุ้ย
  • ธนิช นุ่มน้อย
  • พลตำรวจตรี นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน
  • จิตรจรรยา เพิ่มภัทร
  • วัลลภ วฒาพาณิชย์
  • เชิงฉาง แสงเหม่า

แนวร่วมผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ สมาคมกีฬาโป๊กเกอร์ แถลงรับรองโป๊กเกอร์เป็นกีฬา พร้อมจัดแข่งสาธิต ได้สำเร็จ

จัดทัวร์นาเมนต์ระดับโลก ดันเศรษฐกิจและท่องเที่ยว

สมาคมฯ ร่วมกับ Ruifeng Tourism and Sports Competition Club จัดการแข่งขัน WPT Texas Hold’em Exhibition Tournament ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2568 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากทั่วโลก และผู้ชมต่างชาติอีกมากกว่า 1,000 คน รวมถึงนักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับโลก

หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้ประเทศมากกว่า 1,000 ล้านบาท และสร้างงานกว่า 1,500 ตำแหน่ง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของเส้นทาง “กีฬา + การท่องเที่ยว” ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของโป๊กเกอร์ในไทย แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมกีฬา ความบันเทิง และเทคโนโลยีเกมล่างของโลกดิจิทัล หากไทยสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ อาจกลายเป็นศูนย์กลางกีฬาเชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชียได้ในอนาคต

คุณคิดว่าโป๊กเกอร์ควรเป็นกีฬาสำหรับการแข่งขันในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไทยหรือไม่? เขียนความเห็นไว้ข้างล่างได้เลย!

ที่มา – สมาคมกีฬาโป๊กเกอร์ แถลงรับรองโป๊กเกอร์เป็นกีฬา พร้อมจัดแข่งสาธิต