ผู้เขียน: lalika69_admin

รัฐบาลเร่งคลี่คลายอุทกภัย 5 จังหวัด พร้อมวางแผนรับมือน้ำหลาก ส.ค.-ก.ย.นี้

รัฐบาลเร่งคลี่คลายอุทกภัย 5 จังหวัด พร้อมวางแผนรับมือน้ำหลาก ส.ค.-ก.ย.นี้

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายจังหวัดของไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง จากอิทธิพลของพายุวิภาและร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่ตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางฝั่งตะวันตก ซึ่งส่งผลให้เกิด อุทกภัย ในหลายพื้นที่ โดยรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ

แผนบูรณาการจัดการน้ำใน 4 ลุ่มน้ำสำคัญ

ภายใต้การนำของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ใน 4 ลุ่มน้ำหลัก เพื่อควบคุมและบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้:

  • ลุ่มน้ำชายฝั่งตะวันออก และบางปะกง: คลี่คลายปัญหาลุ่มน้ำที่ผ่านนิคมอุตสาหกรรมในระยอง โดยเน้นระบายลงทะเลและฝึกซ้อมแผนรับมือ
  • ลุ่มน้ำโขงเหนือ (เชียงราย): เฝ้าระวังน้ำจากเมียนมา ขุดลอกลำน้ำแม่สาย-แม่กก และร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ (หนองคาย): ประสาน สปป.ลาว เรื่องการระบายน้ำจากเขื่อน พร้อมเสริมคันกั้น
  • ลุ่มน้ำยม-น่าน (สุโขทัย): ควบคุมน้ำเหนือพร้อมใช้ทุ่งบางระกำหน่วงน้ำกว่า 400 ล้านลบ.ม.

ปัจจุบันมี 5 จังหวัดที่ยังคงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้แก่ เชียงราย น่าน แพร่ ตาก และสุโขทัย โดยเฉพาะเชียงรายที่มีประชาชนกว่า 60,000 คนใน 8 อำเภอได้รับความเดือดร้อน ขณะที่น่านมีปริมาณฝนสะสมสูงสุดในประเทศ เกิน 500 มม. อีกทั้งตากก็เผชิญน้ำท่วมฉับพลันจากแม่น้ำเมยที่ล้นตลิ่งอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลเร่งคลี่คลายอุทกภัย 5 จังหวัด พร้อมแผนดูแลระยะยาว

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินงานทั้งด้านระบายน้ำ เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง และจัดตั้งจุดอพยพ คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายภายใน 3-7 วัน หากระดับฝนไม่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังเน้นการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยประสานงานระหว่างเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อรองรับน้ำฝนในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าจะมีฝนตกหนักอีกครั้ง

เพื่อให้ข้อมูลทันต่อเหตุการณ์ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ แอปและเว็บไซต์ Nation Thai Water, LINE ไทยคู่ฟ้า และ Facebook Chat ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รวมถึงขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1748 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รัฐบาลเร่งคลี่คลายอุทกภัย 5 จังหวัด พร้อมวางแผนรับมือน้ำหลาก ส.ค.-ก.ย.นี้ ไม่ใช่แค่การจัดการวิกฤต แต่เป็นตัวอย่างของการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อวางแผนเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะการใช้แอปพลิเคชันสื่อสารกับประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในภาครัฐ

เรื่องนี้น่าจับตามอง เพราะเป็นทิศทางใหม่ของการบริหารสาธารณภัยที่ผสมผสานทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศ เทคโนโลยี และกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน หากพัฒนาต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง จะสร้างความมั่นคงภัยพิบัติให้ประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

คุณควรติดตามข่าวสารผ่านช่องทางการแจ้งเตือนของรัฐ และหมั่นตรวจสอบสภาพอากาศอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หากได้ช่วยกันทั้งประชาชนและภาครัฐ เราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – รัฐบาลเร่งคลี่คลายอุทกภัย 5 จังหวัด พร้อมวางแผนรับมือน้ำหลาก ส.ค.-ก.ย.นี้

โปรจีโน่ อาฒยา แชร์ข้อความ 5 ภาษา ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชายแดนไทย

โปรจีโน่ อาฒยา แชร์ข้อความ 5 ภาษา ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชายแดนไทย

ในโลกยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเดินทางได้เร็วกว่าแสง แม้แต่กีฬาและเทคโนโลยีก็แทบไม่อาจแยกจากประเด็นการเมืองและสังคมได้อย่างสิ้นเชิง ล่าสุด โปรจีโน่-อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟหญิงมือ 2 ของโลก วัยเพียง 22 ปี ได้ก้าวข้ามบทบาทนักกีฬา ออกมากระตุกกระแสสังคมด้วยการใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีสติและจุดยืนชัดเจน

ผ่านทาง Instagram Stories อาฒยาได้แชร์ข้อความประณามการกระทำของกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่า ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชายแดนไทย โดยข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ใน 5 ภาษาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และภาษาฝรั่งเศส ทำให้เสียงของเธอไม่เพียงถึงคนในประเทศ แต่ยังดังก้องไปถึงผู้ติดตามทั่วโลกที่ติดตามเส้นทางการเป็นนักกีฬาระดับตำนานของเธอ

จากนักกีฬาสู่กระบอกเสียงแห่งชาติ

ข้อความที่โปรจีโน่แชร์ระบุอย่างชัดเจนว่า: “กัมพูชาละเมิดหยุดยิง! กองทัพไทยยืนยันตอบโต้หากถูกล้ำอธิปไตยอีกครั้ง!” ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ภูมะเขือ ในช่วงค่ำคืนวันที่ 29 กรกฎาคม ที่มีรายงานการปะทุของความขัดแย้งอีกครั้ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่งบรรลุ ข้อตกลงหยุดยิงชายแดนไทย โดยไม่มีเงื่อนไขเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ภายใต้การเจรจานานาชาติที่ประเทศมาเลเซีย

การกระทำของอาฒยานั้นไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นการใช้อิทธิพลจากตำแหน่งที่เธอยืนอยู่อย่างมีจริยธรรม โปรจีโน่ไม่เพียงเป็นตัวแทนของวงการกีฬา แต่ยังเป็นแบบอย่างของคนรุ่นใหม่ที่กล้าใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้

ทำไมโปรกีฬาถึงออกมาพูด?

คำถามนี้เกิดขึ้นบ่อยในยุคที่นักกีฬากลายเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ที่มีพลังเหนือกว่าดารามากมาย อาฒยาเองก็เป็นหนึ่งในนักกีฬาไทยที่มีผู้ติดตามจากทุกมุมโลก โดยเฉพาะในตลาดจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งการแชร์ข้อความ 5 ภาษาของเธอจึงถือเป็นกลยุทธ์เชิงสื่อสารที่ทรงพลัง

นอกจากนี้ ยังสะท้อนว่า แม้เธอจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในสนามกอล์ฟ แต่จิตสำนึกของเธอยังพันแน่นกับความมั่นคงของชาติไทย การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “เราควรจะอยู่เฉยหรือไม่เมื่อประเทศถูกล่วงละเมิด?”

  • การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงถูกมองว่าเป็นการท้าทายเสถียรภาพในภูมิภาค
  • ทหารไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและไม่ยั่วยุ
  • สื่อท้องถิ่นและสื่อนานาชาติจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • การใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเผยแพร่ข้อมูลจริงจึงมีความสำคัญมากขึ้น

การที่ โปรจีโน่ อาธยา แชร์ข้อความ 5 ภาษา ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชายแดนไทย จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นตัวอย่างของพลเมืองดาวฤกษ์ที่ใช้ชื่อเสียงเพื่อประโยชน์สาธารณะ การพูดในจุดที่คนส่วนใหญ่ยังลังเล คือจุดที่เปลี่ยนความเงียบให้กลายเป็นพลัง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย อย่าลืมตรวจสอบแหล่งข้อมูลก่อนแชร์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อย่ากลัวที่จะใช้เสียงของคุณ เมื่อเรื่องของ “ชาติ” และ “ความยุติธรรม” ถูกท้าทาย

ที่มา – โปรจีโน่ อาฒยา แชร์ข้อความ 5 ภาษา ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชายแดนไทย

โฆษก ทบ. เผย กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ถูกโจมตี ‘ภูมะเขือ-ช่องอานม้า’ ทำให้มีการตอบโต้ตลอดคืน

โฆษก ทบ. เผย กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ถูกโจมตี ‘ภูมะเขือ-ช่องอานม้า’ ทำให้มีการตอบโต้ตลอดคืน

โฆษก ทบ. เผย กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ถูกโจมตี ‘ภูมะเขือ-ช่องอานม้า’ ทำให้มีการตอบโต้ตลอดคืน – เหตุการณ์รุนแรงที่ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาทวีความตึงเครียดอีกครั้ง หลังกองทัพบกไทยเปิดเผยข้อมูลชัดเจนว่า มีการปะทะกันระหว่างทหารสองประเทศเมื่อคืนวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยจุดเกิดเหตุหลักอยู่ที่บริเวณ ภูมะเขือ และ ช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่มีข้อพิพาททางชายแดนที่มีประวัติการปะทะกันมาอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งรุนแรงเริ่มตั้งแต่ค่ำคืนวันที่ 29 กรกฎาคม

พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ช่วงเวลาประมาณ 21.30 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม เกิดเหตุทหารกัมพูชายิงอาวุธปืนเล็กลงมาบริเวณที่ตั้งของกำลังทหารไทยที่ช่องอานม้า ส่งผลให้ทหารไทยต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง การปะทะกันรายนี้ใช้เวลานานประมาณ 30 นาที ก่อนที่เสียงปืนจะสงบลง

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดยังไม่ยุติ เพราะไม่นานหลังจากนั้น ห่างเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง เวลา 22.00 น. ที่ ภูมะเขือ ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทั้งปืนเล็กและปืนกลหนัก (ปืน ค.) ส่งเสียงยิงเข้ามาที่ทหารไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้กองกำลังไทยจำเป็นต้องยิงตอบโต้เพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเอง

กัมพูชาไม่เคารพข้อตกลงหยุดยิง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทรวงกลาโหมไทยตีความว่า ถือเป็นการกระทำที่สะท้อนถึงท่าทีของกัมพูชาที่ไม่มีความตั้งใจจริงในการรักษาข้อตกลงร่วมกันระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะข้อตกลงเรื่องการงดใช้กำลังและหยุดปะทะบริเวณชายแดน ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างเคร่งครัด

ประเด็นนี้ยิ่งเด่นชัดในช่วงเช้าของวันที่ 30 กรกฎาคม แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่จากรายงานของ พ.อ. ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เผยว่า ฝ่ายกัมพูหายังคงใช้อาวุธยิงก่อกวนเข้ามาตั้งแต่เวลา 04.15 ถึง 05.25 น. ซึ่งบ่งชี้ว่าฝ่ายตรงข้ามยังไม่มีความจริงใจในการลดความตึงเครียด

  • เวลา 22.24 น. : รายงานการปะทะทั้งสองจุด ภูมะเขือและช่องอานม้า
  • เวลา 23.27 น. : แก้ไขข้อมูล เน้นที่ภูมะเขือเพียงจุดเดียว
  • เวลา 01.43 น. : ยืนยันการปะทะ 2 จุด แต่ใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาที
  • เวลา 04.15–05.25 น. : ยิงก่อกวนต่อเนื่องที่ภูมะเขือ

สิ่งที่น่ากังวลคือ โฆษก ทบ. เผย กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ถูกโจมตี ‘ภูมะเขือ-ช่องอานม้า’ ทำให้มีการตอบโต้ตลอดคืน ไม่ใช่แค่เรื่องทางทหาร แต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ หากการละเมิดข้อตกลงทางการทูตยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการชี้แจงหรือขอโทษ ก็อาจทำให้ความเชื่อมั่นในกัมพูชาลดลง โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศอาเซียนและนานาชาติ

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ การที่กองทัพบกไทยออกมาเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนและมีไทม์ไลน์ที่ตรงกันในหลายจุด สะท้อนถึงความโปร่งใส และต้องการสื่อสารกับประชาชนว่าทหารไทยไม่เป็นฝ่ายเริ่ม แต่จำเป็นต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตัวเองในภาวะที่เสี่ยงต่อชีวิต

หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย คาดว่ารัฐบาลทั้งสองฝ่ายอาจต้องเรียกประชุมฉุกเฉินผ่านช่องทางการทูต เพื่อกำหนดแนวทางร่วมใหม่ และเร่งตั้งหน่วยเฝ้าระวังร่วม เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย

บทสรุป: ความสงบสุขที่ชายแดนมิใช่เรื่องที่ควรถูกมองข้าม แม้บางครั้งอาจดูไกลตัว แต่มันเป็นรากฐานของความมั่นคงและความสงบสุขของทั้งชาติ การยืนยันหลักการ ปฏิบัติตามข้อตกลง และการดำเนินการอย่างโปร่งใสคือสิ่งที่จำเป็นที่สุดในยามวิกฤต เราควรติดตามสถานการณ์อย่างมีสติ และให้การสนับสนุนหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงอย่างรอบด้านด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา – โฆษก ทบ. เผย กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ถูกโจมตี ‘ภูมะเขือ-ช่องอานม้า’ ทำให้มีการตอบโต้ตลอดคืน

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2568

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่หลายฝ่ายรอคอย เมื่อ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2568 อย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างทั่วถึง

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2568

ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2568 ด้วยพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องการให้ผู้กระทำผิดในอดีตได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ กลับตัวเป็นพลเมืองดี และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

การประกาศ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2568 ในครั้งนี้ อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 175, มาตรา 179 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 261 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบทางกฎหมาย และการเคารพขั้นตอนตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

รายละเอียดคุณสมบัติผู้ได้รับการอภัยโทษ

คุณสมบัติของผู้ต้องราชทัณฑ์ที่จะได้รับสิทธิภายใต้ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2568 มีดังนี้:

  • ต้องเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกเด็ดขาด และได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษตามคำพิพากษาสุดท้าย
  • หรืออย่างน้อยต้องได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 8 ปี (แล้วแต่ว่ากรณีใดจะเป็นผลดีกว่า)
  • ในกรณีที่ติดคุกหลายคดี ให้ใช้คดีที่มีโทษสูงที่สุดเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา

ทั้งนี้ พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีการระบุชื่อ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งแสดงถึงความเป็นทางการและโปร่งใสในการดำเนินการตามโบราณราชประเพณี

หากใครต้องการอ่านฉบับเต็มของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/80356.pdf

การประกาศให้ อภัยโทษ ในทุกปี ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่ถือเป็นสัญลักษณ์ของ “ความเมตตา” และ “การให้โอกาส” ที่รัฐมีต่อประชาชน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจพาชีวิตคน ๆ หนึ่งกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ข้อสังเกตเชิงสังคม: ในปีนี้ มีแนวโน้มว่ากลุ่มที่ได้รับประโยชน์อาจครอบคลุมทั้งผู้กระทำผิดทางอาญาทั่วไปและผู้ต้องขังในคดีคดีเศรษฐกิจที่ไม่ร้ายแรง สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ต้องการบำบัดผู้กระทำผิดมากกว่าลงโทษเพียงอย่างเดียว

หากคุณหรือคนในครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบเงื่อนไขอย่างละเอียดเพื่อประเมินสิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีผลโดยตรงต่อชีวิตและอนาคต

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2568

อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ อันตรายกำลังถล่มภาคตะวันออกของสหรัฐ กระทบสุขภาพอย่างรุนแรง

อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ อันตรายกำลังถล่มภาคตะวันออกของสหรัฐ

ช่วงนี้ ประชาชนกว่า 170 ล้านคนในสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะอากาศร้อนจัดที่กินพื้นที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ถูกครอบคลุมด้วย “โดมความร้อน” ที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงติดต่อกันหลายวัน ขณะที่ความชื้นก็สูงเกินระดับปกติ ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกร้อนจัดกว่าที่จริงหลายองศา จนถึงขั้นเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตได้ โดย อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ หรือที่เรียกว่า Wet-Bulb Temperature ได้กลายเป็นดัชนีสำคัญที่นักอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ใช้ประเมินความเสี่ยงต่อชีวิตมนุษย์ในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบนี้

อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ คืออะไร และทำไมถึงอันตราย?

อธิบายง่ายๆ ก็คือ อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ คือการวัดอุณหภูมิจากเทอร์โมมิเตอร์ที่มีผ้าชุบน้ำหุ้มปลาย คล้ายร่างกายคนที่กำลังเหงื่อออก การระเหยของน้ำในผ้าจะช่วยดูดซับความร้อน ทำให้อุณหภูมิลดลง ซึ่งเปรียบเสมือนกับเหงื่อที่ระเหยออกจากผิวหนังเพื่อระบายความร้อนร่างกาย

“แต่ร่างกายคนเรามีการผลิตความร้อนจากกิจกรรมทางชีวภาพอยู่ตลอด ทำให้เมื่ออุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ เข้าใกล้ 37 องศาเซลเซียส (98.6°F) ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนออกได้เลย” ดร.เดวิด รอมป์ส ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์โลกและดาวเคราะก์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ระบุ

เกณฑ์ที่เคยคิดว่าปลอดภัย อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

เคยเชื่อกันว่า อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ ที่ 35 องศาเซลเซียส (95°F ที่ความชื้น 100%) คือจุดที่มนุษย์ไม่สามารถอยู่รอดได้นาน แต่การวิจัยล่าสุดชี้ว่า ขีดจำกัดที่แท้จริงอาจต่ำกว่านั้นมาก โดยแค่ 30.6 องศาเซลเซียส (87°F ที่ความชื้น 100%) ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิแกนกลางได้

  • ความร้อน+ความชื้นสูง = การระเหยเหงื่อช้าลง
  • ร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน = ความร้อนสะสม = เสี่ยงฮีทสโตรก
  • ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้มีโรคประจำตัว เสี่ยงสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมี Wet-Bulb Globe Temperature (WBGT) ซึ่งคำนวณจากรวมอุณหภูมิ ความชื้น ลม แสงแดด และมุมของดวงอาทิตย์ ซึ่งในวันที่ 29 กรกฎาคม หลายพื้นที่ทางตะวันออกและกลางสหรัฐฯ มีค่า WBGT สูงถึง 35-37 องศาเซลเซียส ถือว่าเป็นระดับ “เสี่ยงสูงมาก”

เมื่อ WBGT เกิน 32 องศาเซลเซียส (90°F) การทำกิจกรรมกลางแจ้งเพียง 15 นาทีก็อาจทำให้เกิดอาการช็อกจากความร้อนได้

แนวโน้มในอนาคต: อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ อาจกลายเป็นเรื่องปกติ

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยิ่งอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ชั้นบรรยากาศก็ยิ่งกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น NASA ชี้ว่าภายใน 30-50 ปี บางพื้นที่ทั่วโลกอาจมี อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ เกิน 35 องศาตลอดเวลาเลยก็เป็นไปได้

แม้แต่รัฐอย่างอาร์คันซอ มิสซูรี ไอโอวา ก็คาดว่าจะเข้าสู่จุดวิกฤตภายในครึ่งศตวรรษนี้ นั่นหมายถึงโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ระบบสุขภาพ และการเตรียมรับมือภัยพิบัติของประเทศต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน

ในสหรัฐฯ ความร้อนจัดเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตคนมากที่สุด โดย CDC ระบุว่ามีคนเสียชีวิตจากความร้อนประมาณ 2,000 คนต่อปี แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น เพราะหลายกรณีไม่ได้ถูกรายงาน หรือไม่ได้ระบุว่าเกิดจากความร้อนโดยตรง

เราต้องเริ่มตระหนักว่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิม การอยู่รอดไม่ใช่แค่เรื่องของความทนทาน แต่คือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ การวางแผนเมือง การออกแบบเครื่องปรับอากาศ และการสร้างนโยบายสุขภาพต้องอิงข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ความคาดเดา

อุณหภูมิ ‘วัดบัลบ์’ อันตรายกำลังกลายเป็นเรื่องปกติในโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน คำถามคือ เราจะปรับตัวทันไหม?

ที่มา – Deadly ‘Wet-Bulb’ Temperatures Are Smothering the Eastern U.S.That’s bad news for human health.

OpenAI เปิดตัว ‘โหมดเรียนรู้’ ช่วยนักเรียนพัฒนาความเข้าใจลึกซึ้งผ่าน AI

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นต้นเหตุของ การคัดลอก-ตัดปะงานการบ้าน ระดับคลื่นสึนามิในระบบการศึกษาของสหรัฐฯ เพิ่งไม่กี่วันก่อน ผมเพิ่ง สัมภาษณ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่บอกว่าตอนนี้นักศึกษาส่งงานที่เขียนโดย AI กันอย่างพรึ่บ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ตามมา: แล้วการเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ที่ไหน?

OpenAI เปิดตัว ‘โหมดเรียนรู้’ ช่วยนักเรียนพัฒนาความเข้าใจลึกซึ้งผ่าน AI

ล่าสุด OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ตัดสินใจไม่นิ่งนอนใจ ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ “โหมดเรียนรู้” (Study Mode) ที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนจากการ “ให้คำตอบทันที” เป็นการ “เดินทีละก้าวไปกับผู้เรียน” โดยเน้นให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์เอง แทนที่จะแค่ก๊อปปี้แล้วส่งงาน

ใน บล็อกโพสต์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บริษัทระบุว่า โหมดเรียนรู้นี้เปิดให้ใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ที่ล็อกอิน ไม่ว่าจะเป็นระดับ Free, Plus, Pro หรือ Team และอีกไม่กี่สัปดาห์จะปล่อยให้ ChatGPT Edu ใช้งานได้ด้วย ซึ่งเป็นเวอร์ชันเฉพาะสำหรับสถาบันการศึกษาในมหาวิทยาลัย

เรียนแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่ท่องจำคำตอบ

จุดเด่นของ โหมดเรียนรู้ คือการตั้งคำถามนำทีละขั้น คล้ายสไตล์การสอนแบบโสกราตีส ที่ไม่ได้บอกตรงๆ แต่ช่วยให้ผู้เรียนค่อยๆ คิดตามด้วยตัวเอง โดย AI จะปรับระดับของคำถามให้เหมาะกับทักษะและเป้าหมายของผู้ใช้ เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึก มากกว่าการเข้าใจผิวเผิน

OpenAI ยอมรับตรงๆ ว่า แม้ AI จะช่วยให้เรียนรู้เร็วขึ้น แต่ก็เกิดปัญหาการลัดขั้นตอน จนหลายโรงเรียนเริ่มกังวลถึงคุณภาพของการเรียนรู้จริงหรือเปล่า

  • เน้นให้ผู้เรียนคิดเอง วิเคราะห์เอง
  • ตอบสนองตามระดับความรู้ของแต่ละคน
  • พัฒนาความเข้าใจเชิงลึก ไม่ใช่แค่ท่องจำ
  • ออกแบบร่วมกับครู นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการศึกษา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า โหมดเรียนรู้ จะฟังดูดีแค่ไหน การใช้งานจริงก็อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นักเรียนส่วนใหญ่หันไปใช้ AI เพราะมัน ง่าย และรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะอยากเข้าใจลึกซึ้ง หากคุณเป็นคนที่มีแรงจูงใจในการเรียนรู้อยู่แล้ว ฟีเจอร์นี้อาจกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่มีประโยชน์ แต่คนที่ต้องการทางลัด อาจเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ

นอกจากนี้ งานวิจัยหลายชิ้น เริ่มชี้ว่า การพึ่งพา AI มากเกินไปขณะเรียน อาจทำให้เข้าใจเนื้อหาแบบตื้นเขิน แทนที่จะจดจำและตีความอย่างมีวิจารณญาณ

ในยุคที่ AI กลายเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของห้องเรียน การมีเครื่องมืออย่าง โหมดเรียนรู้ ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่สุดท้าย ความสำเร็จหรือล้มเหลวจะขึ้นอยู่กับว่า เราจะขับเคลื่อนเทคโนโลยีให้เป็นตัวช่วย หรือปล่อยให้มันกลายเป็นกับดักแห่งความสะดวกสบาย

ข้อคิดท้ายบทความ: ถ้าเราอยากให้อนาคตของวงการศึกษาไม่ถูกทำลายโดย AI แต่ถูกยกระดับด้วย AI การใช้เครื่องมืออย่าง “โหมดเรียนรู้” อย่างมีวิจารณญาณ คือกุญแจสำคัญ ทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครองควรร่วมมือกันสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวแทนสมอง

ที่มา – As AI Throws Education Into Chaos, OpenAI Introduces ‘Study Mode’ to Help Students ‘Learn’OpenAI wants educators and students to know that, actually, it’s here to help.

Universal Epic Universe จะปรากฏในบ้านคุณผ่านรายการพิเศษทางทีวี พาเที่ยวสวนสนุกใหม่ล่าสุดที่ออร์แลนโด

คุณกำลังจะได้สัมผัสโลกแห่งจินตนาการแบบเต็มตาจากบ้านของคุณเอง กับการเปิดตัวสวนสนุกใหม่ล่าสุดของ Universal Studios อย่าง Epic Universe ที่กำลังจะมาพร้อมกับรายการพิเศษทาง NBC ที่จะพาคุณลอดผ่านประตูวาร์ปเข้าสู่โลกแฟนตาซีภายในสวนสนุกที่ทันสมัยที่สุดในอเมริกา

Universal Epic Universe จะปรากฏในบ้านคุณผ่านรายการพิเศษทางทีวี

รายการที่มีชื่อว่า Inside the Worlds of Epic Universe จะออกอากาศในวันพุธที่ 20 สิงหาคม เวลา 21.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา (ET/PT) โดยมีนักแสดงมากความสามารถอย่าง Joe Manganiello จากซีรีส์ One Piece มาเป็นพิธีกรนำทัวร์ผู้ชมไปยังทุกมุมของสวนสนุกที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์

รายการนี้จะพาคุณเที่ยวผ่านโลกแฟนตาซี 5 โซนหลักของสวนสนุก ได้แก่ Celestial Park, โลกเวทมนตร์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ – กระทรวงเวทมนตร์, Super Nintendo World, เกาะเบิร์ก จาก How to Train Your Dragon และ Dark Universe ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครสยองขวัญในตำนานของ Universal เช่น แฟรงเกนสไตน์, เดอะหมาป่า, และแดรกคิวล่า

ประสบการณ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนัง

Joe Manganiello กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “ตอนเด็กๆ ฉันเป็นแฟนตัวยงของหนังยูนิเวอร์แซลมาโดยตลอด ความตื่นเต้นที่จะได้มีชีวิตอยู่ในโลกเหล่านี้ ที่ตัวละครในดวงใจของฉันกลายเป็นความจริง มันช่างเหลือเชื่อ” เขากล่าวเสริมว่า “ไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ใน Dark Universe หรือเครื่องเล่นขนาดมหึมาใน Isle of Berk ก็มีบางอย่างให้ทุกคนได้เพลิดเพลิน”

สิ่งที่ทำให้รายการนี้ยิ่งน่าสนใจคือการปรากฏตัวของดาราและทีมครีเอทีฟจากโครงการของ Universal ที่มาร่วมพูดคุย ไม่ว่าจะเป็น Bowen Yang, Bryce Dallas Howard, Jon M. Chu, Mason Thames, Michelle Yeoh, รวมถึง Vin Diesel และ Warwick Davis ที่เป็นที่รู้จักในวงการมานาน นอกจากนี้ยังมีบทสัมภาษณ์พิเศษกับผู้กำกับระดับตำนาน Steven Spielberg เกี่ยวกับการสร้างโลกภาพยนตร์ในสวนสนุกที่เขามีส่วนร่วม

ทำไมคุณต้องไม่พลาดรายการนี้

  • เป็นภาพรวมก่อนใครของ Universal Epic Universe ก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการ
  • ได้เห็นมุมมองจริงจากผู้ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมบันเทิง
  • ตรงกับแนวโน้มการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อจำลองประสบการณ์การท่องเที่ยว ที่กำลังเป็นที่นิยมจากทั้ง Disney และ Universal
  • เหมาะสำหรับคนที่วางแผนจะเดินทางไปฟลอริดาในอนาคต หรือแค่ต้องการหนีจากความจริงผ่านหน้าจอ

Universal Epic Universe ไม่ได้เป็นแค่สวนสนุกธรรมดา แต่คือโลกเสมือนจริงที่ผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูง เรื่องเล่าที่น่าหลงใหล และการออกแบบที่ละเอียดสุดๆ อีกทั้งการได้เห็นผ่านสายตาของ Joe Manganiello ที่ชื่นชอบความแฟนตาซีมาก จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของโครงการนี้ยิ่งกว่าเดิม

หลังจากรายการออกอากาศ จะสามารถรับชมซ้ำได้ผ่านบริการสตรีมมิ่ง Peacock ตั้งแต่วันถัดไป และในปลายปีนี้ยังมีซีรีส์สารคดี 3 ตอนเรื่อง Epic Ride: The Story of Universal Theme Parks ที่กำลังจะตามมาให้แฟนๆ ได้ดื่มด่ำกันต่อ

ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของจักรวาลเรื่องเล่า ไม่ว่าจะเป็น Nintendo, Harry Potter หรือมอนสเตอร์ในฝันร้าย เราขอแนะนำว่าอย่าพลาดรายการนี้ เพราะมันไม่ใช่แค่โฆษณา แต่คือ ‘ประสบการณ์นิรันดร์’ ที่คุณสามารถย้อนกลับมาดูได้ทุกเมื่อที่คิดถึงความมหัศจรรย์ — ที่สำคัญ ช่วยให้เราใกล้ชิดกับ Universal Epic Universe ได้มากกว่าที่เคย

ที่มา – Epic Universe Will Portal Into Your House With a TV SpecialTake a tour of Orlando, Florida’s brand-new theme park hosted by Joe Manganiello.

‘Predator: Badlands’ กำเนิดมาจากความตั้งใจที่จะทำสิ่งใหม่ ผสานกลิ่นอาย ‘Star Wars’

‘Predator: Badlands’ กำเนิดมาจากความตั้งใจที่จะทำสิ่งใหม่ ผสานกลิ่นอาย ‘Star Wars’

เมื่อพูดถึงแฟรนไชส์ Predator หลายคนคงนึกถึงความดุดัน ความโหด รวมถึงฉากแอ็กชันที่เต็มไปด้วยความล้ำยุคและภัยคุกคามจากนอกโลก แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในปี 2022 เมื่อ Dan Trachtenberg ผู้กำกับมากฝีมือได้ส่ง Prey ออกมา ซึ่งพลิกโฉมแฟรนไชส์ให้สดใหม่และทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ โดยกลับไปตั้งต้นใหม่ในยุค 18 векаกับมุมมองของชนเผ่าคือห์มาเช ทำให้แฟน ๆ ต่างตั้งตารอว่าเขาน่าจะสานต่อซีรีส์นี้ต่อไปอย่างไร

แต่แทนที่จะสร้าง Prey 2 ตรง ๆ เหมือนที่หลายคนคาดไว้ Trachtenberg เลือกที่จะคิดใหญ่และเดินหน้าอย่างกล้าหาญ ด้วยโปรเจกต์สองชิ้นที่แบ่งเป็นคนละแนวทาง สำหรับแฟน ๆ ที่ได้ดูไปแล้ว Predator: Killer of Killers ก็เปิดตัวไปแล้วบน Hulu พร้อมฉากเอนด์เครดิตที่เปลี่ยนโครงสร้างเรื่องราวทั้งแฟรนไชส์ ส่วนอีกชิ้นที่น่าจับตามองที่สุดคือ ‘Predator: Badlands’

ทำไม ‘Predator: Badlands’ ถึงไม่ใช่หนังล่าแบบเดิม ๆ

หนึ่งในคำถามที่ Trachtenberg ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มต้นคือ “ตลอดมา Predator แพ้เสมอ ทั้งที่พวกเขาถูกออกแบบให้เป็นนักล่าที่ดีที่สุดในจักรวาล แต่มนุษย์กลับเอาชนะพวกมันได้ตลอด” เขาจึงเกิดคำถามในใจว่า แล้วถ้ารอบนี้…นักล่าเป็นผู้ชนะล่ะ?

แต่เขาไม่ต้องการให้หนังกลายเป็นหนังแนวสลิปเปอร์ปกติที่ตัวร้ายฆ่าทุกคนแล้วจบแบบไม่มีความรู้สึก ดังนั้น โจทย์ถัดไปคือ “จะทำอย่างไรให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงกับ Predator ได้”

  • การให้ Predator เป็นตัวเอกเรื่อง
  • เปลี่ยนมุมมองจาก “เหยื่อ” มาเป็น “นักล่า”
  • เล่าเรื่องผ่านตัวละครนอกโลกที่เต็มไปด้วยแรงจูงใจและอารมณ์

นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ‘Predator: Badlands’ ไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันเดินยิง แต่เป็นการผจญภัยที่เข้มข้นทางอารมณ์ เหมือนเราได้นั่งขี่หลังนักล่าผ่านดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ต่อสู้เพื่ออยู่รอด ไม่ใช่แค่เพื่อล่า

แรงบันดาลใจจาก ‘Star Wars’ และตัวประกอบในหนังไซไฟ

Trachtenberg เปิดเผยว่า ความคิดนี้เริ่มชัดขึ้นเมื่อเขาสังเกตว่าในหนังไซไฟ สิ่งมีชีวิตหรือปีศาจที่อยู่ข้าง ๆ ตัวเอกอย่าง Chewbacca หรือ C-3PO มักจะเป็นที่รักของแฟน ๆ แต่แทบไม่เคยได้เป็นตัวนำ

“ผมนึกถึงภาพ Chewbacca กับ C-3PO ที่เดินข้ามทุ่งน้ำแข็งใน The Empire Strikes Back” เขาเล่า “แต่ถ้าแทนที่ Chewbacca ด้วย Predator ที่ดุร้าย โหด และเต็มไปด้วยพลัง แล้วให้มนุษย์อย่าง Thia (รับบทโดย Elle Fanning) ถูกมัดอยู่บนหลังเขาล่ะ?”

ภาพนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘Predator: Badlands’ — ไม่ใช่เพื่อนร่วมทางที่น่ารัก แต่เป็นนักล่าในคราบแอนตี้ฮีโร่ ที่เราอาจไม่ชอบเขา แต่เรากลับเอาใจช่วยเขาโดยไม่รู้ตัว

เขาเปรียบเทียบตัวละครนี้กับ Mad Max, Conan หรือ Clint Eastwood — ตัวละครที่ไม่ใช่ฮีโร่โดยนิยาม แต่มีภารกิจที่ลึกซึ้ง น่าติดตาม และได้อารมณ์เหมือนเราได้เข้าไปอยู่ในหนัง Amazing Adventure แบบยุค Ray Harryhausen

‘Predator: Badlands’ จะลงฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ พร้อมสัญญาณว่ามันจะไม่ใช่แค่ภาคต่อ แต่คือการปฏิวัติใหม่ของแฟรนไชส์ที่ท้าทายทุกความคาดหมาย โดยเฉพาะความสามารถในการทำให้เรารู้สึก “อิน” กับตัวละครที่เคยเป็นแค่สัตว์ประหลาด

ถ้าคุณเป็นแฟนหนังไซไฟ หรือชอบเรื่องราวที่พลิกผัน ห้ามพลาด ‘Predator: Badlands’ — มันอาจเป็นต้นแบบของหนังแอ็กชันยุคใหม่ ที่กล้าที่จะให้ผู้ร้ายลุกขึ้นมาเป็นผู้นำของเรื่องได้สำเร็จ

ที่มา – ‘Predator: Badlands’ Came From a Desire to Do Something New, With a Dash of ‘Star Wars’Director Dan Trachtenberg spoke about his upcoming ‘Predator’ film at San Diego Comic-Con 2025.

ผู้ก่อตั้งเทสลารองไม่พอใจ มัสก์เปิดตัว ‘รถบรรทุกหน้าตาเหมือนตู้ขยะ’

ผู้ก่อตั้งเทสลารองไม่พอใจ มัสก์เปิดตัว ‘รถบรรทุกหน้าตาเหมือนตู้ขยะ’

หลายคนอาจไม่รู้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เอลอน มัสก์ ไม่ใช่ผู้ก่อตั้งบริษัทเทสล่า (Tesla) โดยตรง เขาเข้ามาร่วมบริษัทตั้งแต่ปี 2008 แต่ในตำแหน่งซีอีโอคนที่ 4 ไม่ใช่ผู้เริ่มต้นธุรกิจเสียเอง ผู้ที่ก่อตั้งและปิ๊งไอเดียสร้างยานยนต์ไฟฟ้ายั่งยืนตั้งแต่ปี 2003 คือ มาร์ติน เอบเบอร์ฮาร์ด (Martin Eberhard) และมาร์ค ทาร์เพนนิ่ง (Marc Tarpenning) ซึ่งถือว่าเป็นผู้วางรากฐานสำคัญให้กับบริษัทที่วันนี้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้า

ขัดแย้งมาตั้งแต่อดีต

ความสัมพันธ์ระหว่างมัสก์กับผู้ก่อตั้งเดิมไม่ได้ราบรื่นนัก ความขัดแย้งระหว่างเขากับเอบเบอร์ฮาร์ดเคยบานปลายถึงขั้นฟ้องร้องกันในปี 2009 ซึ่งสุดท้ายต้องตกลงร่วมกันว่า มัสก์สามารถเรียกตัวเองว่า ‘ผู้ก่อตั้งร่วม’ ได้ ร่วมกับคนอื่นอีกสี่คนรวมถึงตัวเอง

ล่าสุด เอบเบอร์ฮาร์ดได้ให้สัมภาษณ์กับช่องยูทูบ EV ที่ดำเนินโดย Kim Java และแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อแนวทางของเทสล่าในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถบรรทุกไซเบอร์ทรัค (Cybertruck) ที่มัสก์ภูมิใจนำเสนอ เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า: “ผมรู้สึกผิดหวังมากที่เทสล่าเลิกแผนรถรุ่นราคาประหยัด เพราะสิ่งที่โลกต้องการ คือรถที่เอื้อมถึงได้ ไม่ใช่รถบรรทุกที่หน้าตาเหมือนตู้ขยะ”

ผู้ก่อตั้งเทสลารองไม่พอใจ มัสก์เปิดตัว ‘รถบรรทุกหน้าตาเหมือนตู้ขยะ’

ความเห็นของเขายังชี้ถึงความสูญเสียในวิสัยทัศน์เดิมของเทสล่า ที่เคยประกาศแผนจะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าราคา 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 900,000 บาท) เพื่อให้คนทั่วไปสามารถซื้อได้ แต่แผนดังกล่าวกลับถูกมัสก์ยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าเขาจะปฏิเสธในตอนแรกและกล่าวหานักข่าวว่า ‘โกหก’ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม จากเอกสารภายในที่เปิดเผยในช่วงประชุมผลประกอบการล่าสุด เทสล่ายังอ้างว่าจะเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นราคาประหยัดในเดือนมิถุนายนนี้ และวางแผนผลิตจำนวนมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 แต่ราคายังคงเป็นปริศนา โดยที่ยังไม่มีการคอนเฟิร์มว่าจะอยู่ที่ 25,000 ดอลลาร์หรือไม่

  • มัสก์ยกเลิกแผนรถราคาประหยัด แต่ยังอ้างว่าพัฒนาต่อ
  • ไซเบอร์ทรัคถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งดีไซน์และราคา
  • ผู้ใช้งานไซเบอร์ทรัคถึงขั้นตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กเพื่อช่วยกันต้านกระแสวิจารณ์

ที่น่าสนใจคือ เอบเบอร์ฮาร์ดไม่ได้วิจารณ์มัสก์ทั้งหมด เขายกย่องว่า มัสก์เป็นคนที่เปลี่ยนเทสล่าให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก พร้อมบอกว่า “ดีใจที่เห็นลูกของตัวเองยังอยู่รอด” เขายังชื่นชมบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ว่าเป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม แต่ติงว่ามัสก์มักไม่ให้เครดิตกับทีมงาน อย่างกินเน็ต ชอตเวลล์ (Gwynne Shotwell) ที่ทำหน้าที่สำคัญจนทำให้จรวดยังสามารถขึ้นได้ทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม หากดูจากเทรนด์เทคโนโลยีและความต้องการของตลาด ผู้บริโภคทั่วโลกยังต้องการความประหยัด ความยั่งยืน และการเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่สุดยอดดีไซน์ที่ดูดุและแตกต่าง ก่อนจะสายเกินไป บางทีมัสก์อาจต้องกลับไปทบทวนวิสัยทัศน์เดิมที่ผู้ก่อตั้งตั้งใจวางไว้

คำแนะนำจากเรา: เทคโนโลยีต้องไปข้างหน้า แต่ก็อย่าลืมผู้คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ และตลาดที่รอคอยนวัตกรรมในราคาที่เอื้อมถึง หากเทสล่าอยากยังคงเป็นผู้นำ ต้องกลับมาทำในสิ่งที่โลก “ต้องการ” ไม่ใช่แค่สิ่งที่ “ชมเชย”

ที่มา – Original Tesla Founder Is Sad That Musk Made a ‘Truck That Looks Like a Dumpster’Shots fired from the real co-founder.