ผู้เขียน: lalika69_admin

ส่องโฉมใหม่ ‘วิภาวดี 16’ เขตดินแดง ยกระดับถนน-ทางระบายน้ำ ตีเส้นทางเท้า

ส่องโฉมใหม่ ‘วิภาวดี 16’ เขตดินแดง หลังการปรับปรุงถนนและระบายน้ำเสร็จสิ้น

ส่องโฉมใหม่ ‘วิภาวดี 16’ เขตดินแดง เกิดขึ้นหลังจากที่มีการดำเนินโครงการปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำอย่างจริงจัง โดยสำนักงานเขตดินแดงตั้งใจที่จะแก้ปัญหาที่เคยเป็นมายาวนาน ทำให้ย่านนี้มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และน่าอยู่ขึ้นสำหรับผู้คนทั่วไปที่สัญจรผ่านไปมา

การปรับปรุงถนนและทางระบายน้ำเสร็จสมบูรณ์

จากการลงพื้นที่สำรวจของ THE STANDARD เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในซอยวิภาวดีรังสิต 16 ซึ่งจากการปรับภูมิทัศน์ใหม่ ได้มีการยกระดับพื้นถนนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมไปถึงปรับปรุงท่อระบายน้ำและขอบฝาท่อให้เรียบร้อย สอดคล้องกับมาตรฐานการก่อสร้างสมัยใหม่ รถยนต์สามารถวิ่งผ่านเข้าออกซอยได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัดหรือสะดุดอีกต่อไป

ความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเพิ่มขึ้นอย่างมาก

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือการ ตีเส้นทางเท้าและจราจรที่ชัดเจน สวยงาม ทำให้ทั้งคนขับรถและผู้ใช้ทางเท้ามีพื้นที่ในการสัญจรที่ปลอดภัยมากขึ้น ทางเท้าที่เคยมีสิ่งกีดขวางหรือไม่ได้มาตรฐาน ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งานอย่างแท้จริง และผู้สัญจรก็สามารถเข้าใจการใช้ช่องทางจราจรได้ง่ายขึ้นมาก

เสียงตอบรับจากประชาชนในพื้นที่

วิภาวดี 16 และการตอบรับที่ดีจากคนในซอย ได้รับการยืนยันจากงานลงพื้นที่ของผู้อำนวยการเขตดินแดงในวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นคือ การไม่เพียงแค่ปรับภูมิทัศน์ แต่ปัญหาน้ำท่วมขังก็ได้รับการเยียวยาอย่างชัดเจน หลายคนเห็นว่า สภาพแวดล้อมรอบตัวดีขึ้น มีความสะอาดและการจราจรติดขัดลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้า

ด้วยความตั้งใจของหน่วยงานท้องถิ่นในการรับฟังเสียงประชาชน สำนักงานเขตดินแดงวางแผนนำประสบการณ์และความสำเร็จจาก ส่องโฉมใหม่ ‘วิภาวดี 16’ เขตดินแดง ไปปรับใช้กับซอยหรือพื้นที่อื่นๆ ภายในเขต เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนในเมือง

อนาคตของเมืองน่าอยู่

ความสำเร็จของครั้งนี้ถือเป็นแบบอย่างให้กับโครงการพัฒนาเมืองอื่นๆ ได้ดี โดยเฉพาะในเขตที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง หากสำนักงานเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำตามแนวทางนี้ได้ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ก็น่าจะทำให้เกิด ‘เมืองที่น่าอยู่’ อย่างแท้จริง โดยทยอยแก้ไขปัญหาพื้นฐานก่อน และมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงทางกายภาพของเมืองอย่างสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งาน

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารจากภาครัฐและภาครัฐที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสียงประชาชน เป็นการพัฒนาที่คำนึงถึงผู้คนทั่วไป คนเดินถนน คนใช้รถและคนชราภาพ เพราะการพัฒนาถนนและทางระบายน้ำที่ได้มาตรฐานคือพื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตในเมือง

ทางออกของปัญหาเมืองเก่าเริ่มต้นที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงพื้นที่เพื่อความสวยงาม แต่ยังแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติจริงเช่นน้ำท่วมขัง ทางหลุดระดับ หรือแม้แต่การจัดการจราจรที่ดีขึ้น การสำนึกเรื่อง วิภาวดี 16 และการเปลี่ยนแปลง จึงควรเป็นจุดประเดิมของความคิดสร้างสรรค์และยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นในเขตอื่นๆ ตามมาอีกเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเมืองและลดความเหลื่อมล้ำในทางกายภาพ

ทั้งหมดนี้คือความเคลื่อนไหวที่ควรจับตามอง closely เพราะการพัฒนาของเมืองไม่ได้มีแค่ตึกสูงหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากพื้นฐานสำคัญอย่างถนน ทางเท้า และระบายน้ำที่ดีขึ้น ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงการใช้ชีวิตที่เป็นเรื่องง่ายขึ้นในแต่ละวัน

ผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุดบนขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอส ร่วมสดุดีทหารผู้เสียสละ

ผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุดบนขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอส สร้างสรรค์การแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี

สำหรับใครที่ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสในช่วงนี้ อาจสังเกตเห็นขบวนรถไฟที่โดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะได้ถูกพันรอบด้วยลวดลายธงชาติไทยอย่างเต็มรูปแบบ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจดจำทั้งในแวดวงเทคโนโลยีการขนส่งและวงการประชาสัมพันธ์ของการแสดงความรักชาติ โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติแก่เหล่าทหารผู้เสียสละ และยังมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนทั่วไป

แรงบันดาลใจจากผืนธงเพื่อเชิดชูทหารไทย

ความพิเศษของการพันธงชาติไว้รอบขบวนรถไฟบีทีเอสไม่ใช่เพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงการร่วมแรงร่วมใจกันของทุกภาคส่วนเพื่อเทิดทูนทหารผู้เสียสละให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันจะเป็นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของธงชาติไทยที่ชาวไทยทุกคนควรภาคภูมิใจ

รวบรวมพื้นที่ให้บริการของผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุดบนขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอส

ขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสธงชาติไทยนี้จะวิ่งผ่านทั้งหมด 60 สถานี ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อดิจิทัล ทั้งจอภาพภายในสถานีและสื่อออนไลน์ เพื่อให้คนไทยทั่วประเทศได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ด้วย

  • การให้บริการตลอดเวลา 08.00 น. และ 18.00 น. ทุกวัน
  • ครอบคลุม 3 จังหวัดสำคัญในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • เสื่อมส้องเสียงและภาพถ่ายทอดผ่านจอโฆษณาดิจิทัลทั่วประเทศ

สีแซมแห่งความสามัคคีและความเข้าใจ

ผืนธงชาติไทยบนรถไฟฟ้าบีทีเอสไม่ได้เป็นแค่การแสดงออกถึงความรักชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการรวมพลังของหน่วยงานเอกชนและรัฐบาลเพื่อน้อมรำลึกถึงการเสียสละของทหารกล้า โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมไทยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและกระแสต่าง ๆ ที่อาจทำให้คนรุ่นใหม่ขาดการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ช่วงเวลาสำคัญที่ทุกคนไม่ควรพลาด

ถ้าคุณเป็นสายเดินทางบนรถไฟฟ้า หรือชอบถ่ายภาพธีมวินเทจและวัฒนธรรมไทย ผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุดบนขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสคือสิ่งที่คุณไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะนอกจากความสวยงามของดีไซน์แล้ว ยังมีความหมายด้านสังคมและความถือดีที่ส่งต่อให้ทุกคนได้รับรู้ ใช่แล้วที่จะมีการเข้าถึงสื่อดิจิทัล แต่การเห็นผืนธงประดับไว้ตลอดตัวรถนั่น คือการสะท้อน ‘สัญลักษณ์’ ที่เข้าถึงได้ทุกคนจริง ๆ

ความสำคัญของการทราบประวัติของผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุดบนขบวนรถไฟบีทีเอสนี้ คือการระลึกถึงบทบาทของแต่ละส่วนในการสานพลังความเป็นชาติไทยให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะรุ่นใหม่ที่อาจมองข้ามถึงการมีอยู่ของผืนธงที่รวมทั้งความหมายทางประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจ

หากผ่านสถานีรถไฟฟ้า และพบเจอขบวนรถไฟพิเศษนี้ เตรียมมือถือถ่ายภาพได้เลย เพราะนี่คือโอกาสที่ดีในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมระดับชาติ และเป็นการช่วยเผยแพร่และเชิดชูคุณงามความดีของทหารที่ปกป้องพื้นที่บ้านเราให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ร่วมเชิดชูพลังแห่งความรักชาติในแบบของคุณ ผ่านผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุดบนขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอสโดยมีจิตวิญญาณของความสามัคคีที่ส่งต่อกันของทุกคน

ที่มา – ผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุดบนขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอส ร่วมสดุดีทหารผู้เสียสละ

เด็กกรุงเทพฯ เครียดพุ่ง 30% ทวิดา ชูระบบสุขภาพจิตใกล้ตัว ป้องกันก่อนรักษา

เด็กกรุงเทพฯ เครียดพุ่งสูงถึง 30% รองผู้ว่าฯ ทวิดา ชูแนวทางสุขภาพจิตใกล้ตัว

ข้อมูลล่าสุดจากกรุงเทพมหานครระบุว่า เด็กและวัยรุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ มีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น โดยพบว่าในช่วงอายุ 12-18 ปีมีเด็กที่มีอาการเครียดราวๆ 30% เลยทีเดียว การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีมีผลอย่างมากต่อสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชน

ปัญหาเริ่มต้นจากไหน?

จากการสำรวจครั้งล่าสุดระบุว่า มีประชาชนในกรุงเทพฯ ที่เผชิญปัญหาความเครียดถึง 11.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และเมื่อดูในกลุ่มของเด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะอายุ 12-18 ปี พบว่าความเครียดเพิ่มขึ้นเป็น 30%

ปัญหาเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การแข่งขันในโรงเรียน ความกดดันทางสังคมออนไลน์ และปัญหาในครอบครัว รองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช จึงได้เสนอแนวทางการดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่เริ่มต้นในชุมชนก่อน

ระบบสุขภาพจิตใกล้ตัว ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ ได้ดีที่สุด

ระบบสุขภาพจิตที่ดีที่สุดตามคำแนะนำของรองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช คือ ‘ระบบธรรมชาติง่าย ๆ’ ที่เริ่มจากครอบครัว เพื่อน หรือครูอาจารย์ ช่วยกันดูแลสุขภาพจิตของเด็กก่อนจะลุกลามไปถึงระดับการรักษา

ด้วยระบบเหล่านี้ เราจะสามารถรับมือปัญหาสุขภาพจิตได้เร็วขึ้น และลดภาระของระบบสาธารณสุขในระยะยาว โดยในขณะนี้มีการเริ่มนำร่องเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งระดับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เรียนรู้ เพื่อวางแผนเชื่อมต่อกับศูนย์บริการสาธารณสุขอย่างจริงจัง

ขยับสู่ยุคใหม่ ใช้ Telemedicine เพื่อชุมชนสุขภาพจิตดีที่ยั่งยืน

กรุงเทพฯ กำลังผลักดันให้ Telemedicine หรือการให้บริการด้านสุขภาพผ่านระบบออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในการดูแลสุขภาพจิตแบบครบวงจร ระบบนี้จะช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่าย แม้ไม่อยู่ใกล้โรงพยาบาล

ในความคิดเห็นของรองผู้ว่าฯ ทวิดา การดูแลจิตใจเริ่มต้นได้จากสิ่งใกล้ตัว เช่น การฟัง การแสดงความเป็นห่วงเป็นใยกันก่อนที่จะถึงมือแพทย์ และระบบ Telemedicine จะเป็นตัวเสริมให้การดูแลคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ และเด็กโดยเฉพาะ เติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ ต้องทำงานสุขภาพจิตแบบบูรณาการ

รองผู้ว่าฯ ย้ำในที่ประชุมว่า การทำงานด้านสุขภาพจิตในกรุงเทพฯ ควรหลีกเลี่ยงรูปแบบเดิม ๆ หรือแม้แต่การนำวิธีการทำงานจากระบบอื่นมาใช้โดยไม่ปรับให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของเมืองหลวงที่แตกต่างไป

ควรให้ความสำคัญกับงานแบบ Hybrid ที่ผสมผสานเครือข่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เริ่มจากชุมชน ครอบครัว และโรงเรียนให้เยาวชนได้เข้าถึงความช่วยเหลือในรูปแบบที่ใกล้เคียงตัวที่สุด

ร่วมสร้างชุมชนสุขภาพจิตดีผ่านการสัมมนาเด่นประเด็นสุขภาพจิต

เมื่อวันที่ 5-6 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มีการจัดการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ โดยกรมสุขภาพจิต ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันทั้งในระดับตำบลจนถึงระดับกรม งานประชุมนี้มีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ประกอบด้วย คณะผู้แทนจากท้องถิ่น มหาวิทยาลัย องค์กร เจ้าหน้าที่จาก รพ.สต. และบุคลากรด้านจิตวิทยา รวมทั้งหมดกว่า 600 คน มีการนำผลงานจากหน่วยงานต่าง ๆ มาแบ่งปันมากถึง 107 ผลงาน ครอบคลุม 8 ประเด็นหลักที่มีผลต่อสุขภาพจิตของประชาชน

สรุปและบทวิชาการจากที่ประชุม

งานสัมมนาครั้งนี้ช่วยกระตุ้นให้เครือข่ายต่าง ๆ เริ่มเข้าใจว่า สุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอ ‘รักษา’ แต่ต้องเริ่มจากการป้องกัน

  • การดูแลสุขภาพจิตในชุมชนสำคัญมากกว่าแค่หน้าที่ของโรงพยาบาล
  • ระบบ Telemedicine เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายการดูแลจิตใจ
  • การทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และเจ้าหน้าที่สุขภาพต้องเพิ่มความร่วมมือ

เด็กกรุงเทพฯ เครียดเพิ่ม เราต้องไม่เพิกเฉย

สิ่งสำคัญที่เราต้องรับฟังจากประเด็นนี้คือ เราต้องเริ่มฟังกันมากขึ้น เพื่อช่วยกันสร้างระบบสุขภาพจิตที่ออกแบบมาสำหรับผู้คนในพื้นที่จริง ๆ ไม่ใช่แค่รูปแบบที่นำเข้ามาโดยไม่ปรับให้เหมาะกับวิถีชีวิตเมืองแบบกรุงเทพฯ

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนให้ทุกคนติดตามโครงการสุขภาพจิตใกล้บ้าน พร้อมนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือโรงเรียน เริ่มรักษาด้วยการรักษาใจกันก่อนดีที่สุด

ที่มา – เด็กกรุงเทพฯ เครียดพุ่ง 30% รองผู้ว่าฯ ทวิดา ชูระบบสุขภาพจิตใกล้ตัว ป้องกันก่อนรักษา เดินหน้าเชื่อมศูนย์บริการ ขยาย Telemedicine ทั่วกรุงฯ

ตำรวจแนะวิธีสังเกตความแตกต่าง โดรน กับ เครื่องบิน ย้ำหากพบโดรนต้องสงสัยแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ 24 ชั่วโมง

ตำรวจแนะวิธีสังเกตความแตกต่าง โดรน กับ เครื่องบิน

วันนี้ (5 สิงหาคม) ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีรายงานจากประชาชนเกี่ยวกับการเห็นวัตถุบินที่คล้ายโดรนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสร้างความกังวลให้หลายคนว่าอาจเป็นโดรนสอดแนมจากต่างประเทศ พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ หัวหน้าชุดแอนตี้โดรน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ออกมาชี้แจงและให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างโดรนกับเครื่องบิน

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยสงสัยว่า วัตถุที่บินผ่านหัวเราตอนกลางคืนหรือในท้องฟ้า เป็นเครื่องบินปกติ หรือเป็นโดรนกันแน่ วันนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับเทคนิคที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำเกี่ยวกับวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างโดรนกับเครื่องบิน เพื่อให้คุณสามารถคาดเดาและแจ้งเบาะแสได้อย่างถูกต้อง

ไฟสัญญาณและทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ

วิธีดูความแตกต่างระหว่างโดรนกับเครื่องบินอย่างง่าย คือการสังเกต ไฟสัญญาณ และ ทิศทางการบิน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • โดรน: โดยทั่วไป หากเป็นโดรน ไฟสัญญาณจะมีลักษณะเฉพาะ ด้านหน้าส่วนใหญ่มักมีไฟสีเขียวสลับแดง ด้านหลังมีไฟสีเขียวกระพริบ และสำหรับโดรนที่มีระบบปีกสองข้าง ปีกขวาจะมีไฟสีเขียว ส่วนปีกซ้ายจะมีไฟสีแดงกระพริบ นอกจากนี้ โดรนยังสามารถบินได้หลากหลายรูปแบบ เช่น บินถอยหลัง บินซิกแซ็ก หรือบินรอบตัวเองได้ 360 องศา
  • เครื่องบิน: กับกรณีเครื่องบินปกติ ไฟจะเป็นลำดับชัดเจน โดยจะมีสีเขียวที่ปีกขวา สีแดงที่ปีกซ้าย พร้อมทั้งไฟสีขาวที่ปลายปีกและด้านล่างของลำตัว ส่วนทิศทางการบินนั้นจะตรงไปตรงมา ไม่มีการเปลี่ยนทิศทางแบบฉับพลันเหมือนโดรน

เสียงและการสังเกตด้วยตาเปล่า

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือ เสียง ของวัตถุที่กำลังบินอยู่ในอากาศ โดยพ.ต.ท.วสุเทพ ได้เน้นว่าโดรนมีเสียงที่แตกต่างจากเครื่องบิน ซึ่งสามารถรับรู้ได้ชัดเจนในพื้นที่ที่ไม่มีเสียงรบกวน เช่น ชานเมืองหรือพื้นที่โล่ง แต่ในเขตเมืองใหญ่หรือพื้นที่ชุมชน อาจฟังเสียงได้ยากเนื่องจากมีเสียงจากจราจร หรือสิ่งแวดล้อมมาก

ส่วน ความสูงของวัตถุ มักสังเกตด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น และแม้แต่เจ้าหน้าที่เองก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ตรวจสอบเพื่อให้ทราบอย่างชัดเจน ถึงแม้จะไม่สามารถดูด้วยตาเปล่าได้ง่าย แต่การรู้จักสังเกตพฤติกรรมการบินและลักษณะเฉพาะของโดรนจะช่วยให้คุณตอบเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

หากพบโดรนต้องสงสัย ต้องทำอย่างไร?

จากข้อมูลล่าสุดรายงานกล่าวว่า บางส่วนได้มีการใช้โดรนในทางที่ถูกต้อง เช่น การเกษตร หรือการถ่ายภาพกิจกรรมต่าง ๆ เจ้าหน้าที่เข้าใจและให้การสนับสนุนการใช้โดรนในทางที่ถูกกฎหมาย

แต่หากคุณเห็นวัตถุที่เคลื่อนไหวแปลก ๆ หรือบินอยู่ในเวลากลางคืนโดยไม่ทราบเจตนา ควรแจ้ง ตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดและป้องกันสถานการณ์ผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้

การรู้จักวิธีสังเกตความแตกต่างระหว่างโดรนกับเครื่องบินนั้นเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรเรียนรู้ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้น หากคุณพบวัตถุใด ๆ ที่น่าสงสัยอย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อศูนย์ควบคุมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัย

หากพบโดรนต้องสงสัย สามารถติดต่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของคุณและคนรอบข้าง

ที่มา – ตำรวจแนะวิธีสังเกตความแตกต่าง โดรน กับ เครื่องบิน ย้ำหากพบโดรนต้องสงสัยแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ 24 ชั่วโมง

ตำรวจร่วมกับสำนักพุทธฯ กวาดล้างพระสงฆ์ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัยทั่วประเทศ จับได้แล้ว 154 ราย

ตำรวจร่วมกับสำนักพุทธฯ กวาดล้างพระสงฆ์ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัยทั่วประเทศ

วันนี้ (5 สิงหาคม) ถือเป็นวันสำคัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักพุทธฯ ได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่เพื่อจัดการกับพระสงฆ์ที่กระทำผิดทั้งทางกฎหมายและพระธรรมวิไนย ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว 154 ราย จากเป้าหมายทั้งหมด 181 ราย สร้างความมั่นใจให้กับพุทธศาสนิกชนที่บริสุทธิ์ใจ

เด็ดขาดเพื่อศาสนาและกฎหมาย

พล.ต.อ. ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการปราบปรามผู้ใช้ผ้าเหลืองเป็นเกราะกำบังเพื่อแอบหนีความผิดทางกฎหมาย โดยเฉพาะ คดีอาญาและคดียาเสพติด ซึ่งพบจำนวนสูงสุดในขบวนการสแกนครั้งนี้

แม้จะมีพระบางรูปที่ไม่ยอมลาสิกขา แต่เนื่องจากระเบียบใหม่ของมหาเถรสมาคมที่สั่งลดระยะเวลาในการพิจารณาการดำเนินคดีเหลือเพียง 10 วัน ทำให้พระสงฆ์ที่ตกเป็นผู้ต้องหาต้องถูกดำเนินการให้ลาสิกขาและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ทันที

  • จับกุมได้แล้ว 154 รูป จาก 181 เป้าหมาย
  • ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและคดีอาญา
  • ใช้กระบวนการที่รวดเร็วเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดหนีคดี

การร่วมมือของหน่วยงานเพื่อกวาดล้างพระทำผิด

ทางด้านสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามจับกุมพระสงฆ์ที่หลบหนีไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ยืนยันว่าสามารถนำกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยได้ตามกฎหมาย ส่วนความเคลื่อนไหวในอนาคตจะมีการขยายผลไปจนถึงพระชั้นผู้ใหญ่ที่อาจเกี่ยวข้องด้วย

พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวเสริมว่า ข้อมูลในการตรวจสอบและจับกุมนั้นมาจากหลายแหล่ง ไม่เพียงแต่หน่วยงานของตำรวจ แต่ยังมีความร่วมมือกับศูนย์ป้องกันปราบปรามภัยคุกคามทางพระพุทธศาสนา รวมถึงสำนักพุทธฯ โดยตำรวจจะนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ความร่วมมือที่โปร่งใส 100%

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ เผยเพิ่มเติมว่า สำนักพุทธฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ หากตำรวจขอข้อมูลใดเพิ่มเติมจะส่งทั้งหมดเพื่อช่วยเบาะแสในการตรวจสอบอย่างโปร่งใส

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ไกรบุญยังกล่าวว่า ได้มีการทำข้อตกลงร่วมกันว่า หากมีการจับกุมพระสงฆ์ที่กระทำผิดในจังหวัดใดเกิน 3 รูป ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาในจังหวัดนั้นจะต้องถูกย้ายออกจากตำแหน่งทันที เพื่อรับผิดชอบต่อการบริหารจัดการ โดยมาตรการนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้อยู่

สิ่งสำคัญของปฏิบัติการนี้ไม่ใช่เพียงการจับกุมหรือตรวจสอบความผิด แต่ยังรวมถึงการคืนความน่าเชื่อถือให้กับศาสนาพุทธ และป้องกันไม่ให้ผู้คนต้องรู้สึกสงสัยหรือไม่มั่นใจในการทำบุญหรือบริจาคเงินให้แก่พระสงฆ์ในอนาคต

ที่มา: ตำรวจร่วมกับสำนักพุทธฯ กวาดล้างพระสงฆ์ทำผิดกฎหมายและพระธรรมวินัยทั่วประเทศ จับได้แล้ว 154 ราย จาก 181 เป้าหมาย

“พวกเขาถูกเล็งยิงเข้าที่ศีรษะและหน้าอก”: เปิดทุกมิติคดียิงสังหารเด็กในฉนวนกาซา

คดียิงสังหารเด็กในฉนวนกาซา: โศกนาฏกรรมที่โลกต้องรู้

จากข่าวที่ถูกนำเสนอโดย BBC ในช่วงปลายปี 2023 ถึงเหตุการณ์สังหารเด็กสองคนในฉนวนกาซา ได้ก่อให้เกิดการเปิดเผยเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจอีกครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ตามรายงานของ คดียิงสังหารเด็กในฉนวนกาซา สาธารณะชนคุ้นชินกับภาพลูกสาววัยสองขวบและพ่อที่ถูกยิงเสียชีวิตบนถนน Hamid Street พร้อมกับการตั้งคำถามว่าทหารอิสราเอลเกี่ยวข้องหรือไม่?

เรื่องราวสองพ่อลูก: ลายานและโมฮาเหม็ด อัล มัจดาลาวี

ในช่วงเที่ยงของวันที่ 9 พฤศจิกายน 2023 ครอบครัวอัล มัจดาลาวีที่เพิ่งหนีรอดจากการโจมตีทางอากาศถูกทหารอิสราเอลเล็งยิงจนเสียชีวิต ก่อนหน้านี้ประชาชนในอาคารเรียนใช้พื้นที่ค่ายผู้อพยพอัลชาตีเป็นที่หลบภัย และเชื่อตามข้อมูลจากชาวบ้านที่ว่าถนน Hamid Street ปลอดภัย

แต่ชั่วพริบตา ชาฮัดพี่สาววัย 12 ปีเล่าว่ารถถังของอิสราเอลปรากฏบนถนนสายเดิมอีกครั้ง ก่อนลุงของเธอจะวิ่งหนีพร้อมลายานแล้วล้มลง เธอพยายามช่วยพ่อแต่กลับถูกยิงเข้าที่แขน ใบมรณบัตรที่ได้รับการตรวจสอบยืนยันว่าเด็กหญิงถูกยิงตรงจุดเสียวคมตามรายงานจาก專家ด้านนิติเวช

มีรา ตันบูรา: กระสุนสไนเปอร์พรากชีวิตเด็กวัย 6 ขวบ

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ BM สืบสวนคือกรณีของ คดียิงแฟนลูกในฉนวนกาซา มีรา ตันบูรา เด็กหญิงวัย 6 ขวบไม่นั่งยันเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอ ซาอีดพ่อเล่าถึงคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ กล้องของหม่อม ยืนยันสังเกตเห็นกองกำลังอิสราเอลบนเนินทรายและซากอาคารที่เป็นที่ตั้งหลักของนักแม่นปืน

แม้ทหารอ้างว่าช่วยเหลือพลเรือน แต่ภาพถ่ายดาวเทียมและปากคำจากช่างภาพของ BBC ยืนยันว่าทหารประจำการในจุดเสี่ยงตลอดเวลา ความจริงที่ส่งกลิ้งจากคำสั่งเหนือว่ายิงได้ทุกอย่างบนถนนสายหลัก ยิ่งช่วยเพิ่มช่องว่างให้เด็กเสี่ยงอันตราย

หลักฐานชี้ช่องอันตรายจากอาวุธ Lindsay ที่ถูกใช้เกินกว่าวัตถุประสงค์

คดียิงลูกหนูในฉนวนกาซา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เหตุการณ์รายบุคคล ข้อมูลล่าสุดของ BBC สัมผัสบันทึกรvspจากแพทย์ในกาซา พบเด็กกว่า 95 ราย ถูกวิสามัญเข้าที่ศีรษะหรือหน้าอกโดยไม่มีสัญญาณการสู้รบใด ๆ แม้แต่หน่วยง้างของกลุ่มฮามาสก็ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำต่อเด็กเหล่านี้

ศ.นพ.นิซัม ยืนยันจากภาพเอกซเรย์ว่ามีเด็กหลายรายในเมืองวัย 12 ปี โดยกว่า 57 วีดีโอ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝีมือทหารอิสราเอล ส่วนอีกสองกรณีเป็นลูกหลงจากการฉลองชัยของชาวปาเลสไตน์เท่านั้น การไม่อัประบบการควบคุมสถานการณ์ให้มูลนิธิการกุศลหลัก ยิ่งทวีความสนใจจากทั่วโลก

ประเดิมงานแรก ‘วิพุธ’ ประธานสภา กทม. คนใหม่ ส่งมอบสิ่งของถึงหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี

ประเดิมงานแรก ‘วิพุธ’ ประธานสภา กทม. คนใหม่ มอบสิ่งของกำลังใจให้ทหารชายแดน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา คุณวิพุธ ศรีวะอุไร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางรัก และประธานสภากรุงเทพมหานครคนใหม่ล่าสุด พร้อมด้วยคณะ ส.ก.กทม. ได้ร่วมกันส่งมอบสิ่งของช่วยเหลือให้กับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ซึ่งเป็นกองกำลังที่ทำหน้าที่บริเวณชายแดนจันทบุรี-ตราด ใกล้กับชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและความห่วงใย ให้กับทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักในการปกป้องประเทศชาติ

การส่งมอบน้ำใจแทนความห่วงใยจากชาวกรุงเทพฯ

หลังจากคุณวิพุธได้เข้ารับตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้มีการดำเนินภารกิจครั้งสำคัญนอกพื้นที่ในเมืองหลวง นั่นคือการส่งมอบสิ่งของจำเป็นและกำลังใจไปยังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ที่กำลังปฏิบัติภารกิจปกป้องความมั่นคงของชาติ ซึ่งในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน การสนับสนุนจิตใจและความจำเป็นพื้นฐานให้ทหารจึงมีความหมายมากกว่าแค่ของใช้

จากการที่ ส.ก.กทม. ได้รวมพลังกันรวบรวมสิ่งของจากประชาชนในกรุงเทพฯ มีทั้งอาหารแห้ง ของใช้ประจำวัน และข้อความชื่นชมจากใจ ขอบคุณในสิ่งที่ทหารได้เสียสละเพื่อประเทศ ทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนสิ่งเล็กน้อย แต่มันคือการรวมพลังจากเมืองหลวงเพื่อส่งต่อแรงใจไปยังแนวหน้า ตามแนวทางที่ประธานสภา กทม. ให้ความสำคัญ

ไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือการร่วมแรงร่วมใจ

คุณวิพุธให้ความเห็นว่า "เจตนารมณ์ของกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการบริจาคสิ่งของ แต่คือการบอกให้เห็นว่าสภา กทม. พร้อมที่จะทำหน้าที่เชื่อมโยงพลังของคนในกรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนพี่น้องทหารให้มากที่สุด" การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสภาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมือง แต่สามารถออกไปไกลถึงชายแดน ด้วยการเป็นแรงสะท้อนของความรักชาติและความปรารถนาดีจากประชาชนทั่วไป

เขายังได้กล่าวขอบคุณทหารทุกคนที่ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้ต้องเสียสละบางสิ่งในชีวิตส่วนตัว รวมถึงขอบคุณ ส.ก.ทุกคนที่ร่วมหนุนหลังกิจกรรมในครั้งนี้

มุมมองเชิงลึก: การใส่ใจในความมั่นคงคือพื้นฐานของการสนับสนุน

การสนับสนุนหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีโดยประธานสภา กทม. สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่อาจขยายตัวของเขา ที่ไม่เพียงทำหน้าที่จัดการภายในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังเข้าไปมีส่วนในแนวคิดของการเชื่อมน้ำใจจากคนเมืองกับทหารในแนวหน้า ได้อย่างลึกซึ้ง การลงพื้นที่ชายแดนแม้จะเป็นเพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกผูกพันระหว่างพลเรือนและทหาร และเป็นการแสดงใหัเห็นว่า พลังของเมืองใหญ่สามารถส่งผลต่อบริบทระดับชาติ ได้เช่นกัน

หากคุณเป็นหนึ่งในคนกลุ่มที่ติดตามข่าวด้านความมั่นคงและการเมืองอย่างใกล้ชิด กิจกรรมครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่แสดงให้เห็นว่าการทำงานของสภาไม่ได้เป็นแค่การประชุมหรือกฎหมาย แต่คือการแสดงความเป็นหัวใจเดียวกันกับประชาชน และกับกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติ

คุณพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงชาติผ่านการรับรู้และความร่วมมือทางสังคมมานุษย์ไหม? แล้วคุณคิดว่า กิจกรรมเช่นนี้ควรถูกส่งเสริมหรือไหม?

แสดงความเห็น หรือติดตามกิจกรรมต่อเนื่องของสภา กทม. เพื่อไม่พลาดทุกพลังใจที่เคลื่อนไหว

ที่มา – ประเดิมงานแรก ‘วิพุธ’ ประธานสภา กทม. คนใหม่ ส่งมอบสิ่งของถึงหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี

กองทัพบกอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและอนุสัญญาเจนีวา

กองทัพบกอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย

วันนี้ (5 สิงหาคม) กองทัพบกอำนวยความสะดวกให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นาย ณ สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี

ความร่วมมือระดับนานาชาติในการดูแลเชลยศึก

การเยี่ยมของ ICRC ในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ขั้นตอนปกติขององค์กร โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างใด ๆ จากฝ่ายกัมพูชา โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก และรับรองว่าพวกเขาสามารถติดต่อกับครอบครัวได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งกองทัพบกเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ

  • ICRC มีโอกาสพูดคุยกับเชลยศึกอย่างเป็นอิสระ
  • การตรวจสุขภาพดำเนินการสม่ำเสมอ
  • ป้องกันการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับความจริง

การยืนยันมาตรฐานการปฏิบัติดูแลเชลยศึก

สำหรับเชลยศึกที่เข้ารับการเยี่ยมตรวจครั้งนี้ ทั้ง 18 นายสุขภาพแข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากกองทัพบก ไม่ว่าจะเป็นอาหารครบ 3 มื้อ ที่พักที่ถูกสุขลักษณะ และการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

ความโปร่งใสของการปฏิบัติตามแนวทางระดับโลก

ระหว่างการพูดคุยกับเชลยศึก เจ้าหน้าที่จาก ICRC สามารถติดต่อพูดคุยกับผู้ถูกควบคุมตัวได้อย่างเสรีโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา นอกจากนี้ กองทัพบกยังไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนและผู้แทนไทยร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและแสดงถึงความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างไทยกับองค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ไทยปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวากว่า 75 ปีอย่างเคร่งครัด

ภายใต้อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ไทยเป็นภาคีกันอย่างยาวนาน กองทัพบกยังได้บรรยายสรุปลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่การควบคุมตัว และมาตรการที่ดำเนินการเกี่ยวกับเชลยศึกที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการทางจิตเวช โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ส่งตัวเชลยศึกบางส่วนกลับประเทศเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ กองทัพบกยังเน้นย้ำว่า ทุกการปฏิบัติที่ผ่านมาเป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ที่มุ่งเน้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความปลอดภัยของเชลยศึกเป็นหลัก

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของไทยในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด และพร้อมรับการตรวจสอบจากองค์กรระดับโลก ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของกองทัพไทยในเวทีนานาชาติ

ที่มา – กองทัพบกอำนวยความสะดวกให้ ICRC เข้าเยี่ยมเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย เพื่อยืนยันการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและอนุสัญญาเจนีวา

เจ้าหน้าที่ EOD ตชด.21 ร่วมตรวจสอบและทำลายวัตถุต้องสงสัย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พบกระสุน BM-21 ที่ไม่ระเบิดสมบูรณ์

วันนี้ (5 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด หรือ EOD จากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 (ตชด.21) ได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและจัดการกับวัตถุต้องสงสัยอย่างละเอียดอ่อน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำลายกระสุนระเบิดไม่สมบูรณ์ที่อาจเป็นอันตรายต่อชุมชนใกล้เคียง

กระสุน BM-21 ที่ไม่ระเบิดสมบูรณ์ คืออะไร?

จากข้อมูลเบื้องต้น หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ไปถึงจุดที่มีการร้องเรียน เจ้าหน้าที่พบหลุมระเบิดหลายจุด ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่ามาจากกระสุน BM-21 ที่ยังไม่ระเบิดหรือระเบิดไม่สมบูรณ์ กระสุนชนิดนี้เป็นประเภทที่ใช้ในระบบยิงสกัดแบบหลายท่อยิง หรือที่หลายคนอาจรู้จักในชื่อ ‘เกรเนเดอร์ลมกรด’ ซึ่งมักพบได้ในพื้นที่เก่าแก่ที่เคยมีประวัติการสู้รบหรือความขัดแย้งทางชายแดน

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

การปฏิบัติงานในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยทีม EOD ตชด.21 มีบทบาทสำคัญในการชันสูตรและทำลายวัตถุต้องสงสัยอย่างปลอดภัย โดยเน้นย้ำการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากมีการสัมผัสหรือเคลื่อนย้ายวัตถุดังกล่าวด้วยตนเอง

หลังจากที่สถานการณ์บริเวณพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับการจัดการ และการเคลื่อนย้ายทีม EOD ต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่กลุ่มเสี่ยง จังหวัดอย่างสุรินทร์ที่เคยมีประวัติความขัดแย้งในอดีตจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญ กระสุน BM-21 ที่ยังค้างอยู่อาจเกิดจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ จึงจำเป็นต้องมีการสำรวจและรื้อถอนอย่างเหมาะสม เพื่อคืนความปลอดภัยให้กับชุมชน

สำหรับประชาชน: อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง

เจ้าหน้าที่ทุกคนย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่า หากประชาชนพบเห็นวัตถุที่เคลื่อนไหวไปมาได้ยาก หรือมีลักษณะน่าสงสัยควรกระทำตามหลักมาตรฐาน 3 ข้อ ‘อย่าจับ จดจำ รีบแจ้ง’ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะในการป้องกันการสูญเสียที่มาจากกระสุนระเบิดไม่สมบูรณ์ หรือวัตถุระเบิดต่าง ๆ ทั้งนี้ หากรู้จักเพื่อนบ้านใกล้เคียง หรือหน่วยงานทหาร ตำรวจในพื้นที่ ควรรีบแจ้งทันทีเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน

บทบาทของ EOD (ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด) ในพื้นที่เสี่ยงภัย

อย่างที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าทีม EOD มีบทบาทสำคัญในการปกป้องประชาชนจากสถานการณ์ที่อาจเป็นภัยคุกคามทุกระดับ ตั้งแต่ปัญหาปกติทั่วไปจนถึงสถานที่ที่ยังมีผลจากวัตถุระเบิดบางชนิดที่อาจค้างอยู่จากยุคสงคราม โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างจังหวัดสุรินทร์ ที่อาจไม่ใช่พื้นที่ความขัดแย้งในปัจจุบัน แต่ยังมีลูกหลงหรือระเบิดที่ไม่ถูกทำลายจากอดีตตกค้างอยู่

ในโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีและเครื่องมือในการตรวจสอบและทำลายวัตถุระเบิดได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยและปลอดภัยมากขึ้น เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการไม่เพียงแค่ทำลายระเบิด แต่ยังมีบทบาทในการให้ความรู้แก่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการระมัดระวังที่ยั่งยืน

หากใครสนใจติดตามตัวอย่างความจริงที่ล้ำค่าของทีม EOD ตชด.21 การปฏิบัติงานในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่พวกเขาจัดการอย่างชำนาญ ด้วยตนเองเสียสละเหล่านี้ จึงเป็นหนึ่งในนักรบเงียบที่ช่วยปกป้องความปลอดภัยของพวกเรา

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! หากพบเจ้าหน้าที่ EOD ตชด.21 กำลังทำงาน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ

การการร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น EOD จะยังคงมีอยู่เพื่อแก้ปัญหาวัตถุระเบิดค้างเครื่องหลง ในขณะที่เราทุกคนมีส่วนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยด้วยการไม่เข้าใกล้หรือจับต้องวัตถุต้องสงสัย และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าไปตรวจสอบทันที

ที่มา – เจ้าหน้าที่ EOD ตชด.21 ร่วมลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตรวจสอบและทำลายวัตถุต้องสงสัย พบเป็นกระสุน BM-21 ที่ไม่ระเบิดสมบูรณ์