ผู้เขียน: lalika69_admin

สาเหตุหลักการตายของลูกปูบลูแครบในอ่าวเชซาพีค

คุณเคยคิดไหมว่าสัตว์ทะเลที่เรารักอย่างปูบลูแครบ ลูกๆ ของมันจะตายเพราะอะไร? ไม่ใช่气候变化หรือมลพิษ แต่เป็น สาเหตุหลักการตายของลูกปูบลูแครบในอ่าวเชซาพีค ที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือการถูกปูตัวใหญ่กิน! งานวิจัยใหม่จากนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้เวลากว่า 37 ปี ยืนยันว่าปูผู้ใหญ่กินลูกหลานตัวเองถึง 97% ของการบาดเจ็บทั้งหมด และกว่าครึ่งนั้นถึงตายเลยทีเดียว

สาเหตุหลักการตายของลูกปูบลูแครบในอ่าวเชซาพีค

อ่าวเชซาพีค (Chesapeake Bay) ซึ่งเป็นอ่าวน้ำกร่อยที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เป็นบ้านของปูบลูแครบที่สำคัญมากทั้งทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ ปูพวกนี้เป็นทั้งนักล่าและเหยื่อหลักในห่วงโซ่อาหาร แต่ใครจะไปคิดว่าปูตัวใหญ่จะหันมากินลูกๆ ตัวเอง ตามผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อวานนี้ พบว่าปูผู้ใหญ่ก่อให้เกิดบาดเจ็บถึง 97% แก่ลูกปู และกว่า 50% เป็นอันตรายถึงชีวิต

Anson Hines ผู้เขียนนำและอดีตผู้อำนวยการ Smithsonian Environmental Research Center บอกกับ Gizmodo ทางอีเมลว่า “การกินกันเอง (cannibalism) พบบ่อยในสัตว์ทะเลอย่างปลา กุ้ง หอย และเม่นทะเล แต่เรายังขาดข้อมูลเชิงปริมาณ”

การศึกษาสาเหตุหลักการตายของลูกปูบลูแครบในอ่าวเชซาพีค นาน 37 ปี

โครงการเริ่มตั้งแต่ปี 1989 โดยทีมนักวิจัยผูกลูกปูไว้กับหนามโลหะเล็กๆ ในน้ำ เพื่อเลียนแบบการซ่อนตัวในตะกอนดิน ซึ่งช่วยให้ลูกปูรอดจากนักล่าได้ แต่ปูตัวใหญ่ใช้กลิ่นและสัมผัสในการตามล่า ทำให้ลูกปูตัวเล็กๆ หนีไม่พ้น

ผลการทดลองน่าทึ่งมาก:

  • การกินกันเองรุนแรงที่สุดในฤดูร้อน เมื่อปูตัวใหญ่ออกหากินมาก
  • ลูกปูตัวเล็กมีโอกาสถูกกินสูงกว่า
  • ลูกปูที่ซ่อนในน้ำตื้น (ประมาณ 15 ซม.) รอดชีวิตได้ดีกว่า
  • น่าแปลกที่ ไม่มีปลาใดๆ กินลูกปูเลยตลอด 37 ปี การตายทั้งหมดมาจากปูตัวใหญ่เท่านั้น!

ปูบลูแครบมีชื่อเสียงเรื่องความก้าวร้าวอยู่แล้ว ทีมวิจัยเคยพบซากปูในท้องปูตัวอื่น แต่การยืนยันให้เป็นรูปแบบปกติต้องใช้เวลานานขนาดนี้เพราะต้องเก็บข้อมูลสม่ำเสมอ

นักวิจัยยังไม่แน่ใจว่าการกินกันเองนี้มีประโยชน์วิวัฒนาการอย่างไร อาจเป็นวิธีควบคุมประชากร แต่ผลกระทบชัดเจน ลูกปูในน้ำตื้นที่มีความเค็มปานกลาง ซึ่งรอดดีที่สุด กลับเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงต่อน้ำทะเลหนุน สตอร์ม และสัตว์รุกราน

ข้อมูลนี้ช่วยให้ทีมพัฒนาโมเดลประเมินประชากรปูบลูแครบในอ่าวเชซาพีค เพื่อจัดการอย่างยั่งยืน เช่น สร้างที่หลบภัยในน้ำตื้นให้ลูกปู

นี่คือตัวอย่างว่าธรรมชาติมีด้านมืดที่เราต้องเข้าใจให้ลึก เพื่อปกป้องสายพันธุ์ ลองคิดดูสิ ถ้าปูยังกินกันเองแบบนี้ เราจะช่วยยังไงได้บ้าง? แชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วช่วยกันสนับสนุนการอนุรักษ์ทะเลไทยด้วยนะ!

ที่มา – In Chesapeake Bay, the Primary Cause of Death for Baby Blue Crabs: The Grown-Ups

ถ่ายภาพไก่ในไข่ได้อย่างไร

คุณเคยสงสัยไหมว่า ถ่ายภาพไก่ในไข่ได้อย่างไร ? วิดีโอบน YouTube จาก Jeremy Fielding ช่างภาพวิศวกรชื่อดัง ได้สัมภาษณ์เพื่อนสนิท Anand Varma ช่างภาพวิทยาศาสตร์ที่เคยได้รับรางวัลจาก National Geographic ด้วยภาพลูกไก่เพิ่งฟักไข่ปี 2025 วิดีโอนี้ไม่ใช่แค่น่าติดตาม แต่ยังเผยเทคนิคสุดล้ำในการถ่ายภาพไก่ตัวอ่อนภายในไข่แบบ time-lapse ที่งดงามจนอาจทำให้คุณเลิกกินไข่ไก่ไปเลย!

ถ่ายภาพไก่ในไข่ได้อย่างไร

Jeremy Fielding ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม มักทำวิดีโอเกี่ยวกับเครื่องจักรอย่าง “The Ultimate Guide to Linear Actuators” แต่ครั้งนี้เขาหันมาสัมภาษณ์ Anand Varma ที่สตูดิโอ Berklee Varma แสดงให้เห็นกระบวนการ ถ่ายภาพไก่ในไข่ได้อย่างไร อย่างละเอียด ตั้งแต่การผ่ากะลาไข่ด้วยเครื่องเจียร แล้วใช้ชิ้นส่วนนั้นเป็นต้นแบบพิมพ์เปลือกไข่ปลอมด้วย 3D printer จากนั้นเทไข่จริงลงไป ปิดด้วยแผ่นกระจก และวางในเครื่องฟักไข่ที่ติดกล้องถ่ายลงด้านล่าง สัญญาณส่งไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างวิดีโอ time-lapse สุดมหัศจรรย์

เทคนิคนี้ไม่ใช่แค่งานศิลปะ แต่เป็นชัยชนะของวิศวกรรมกรรมด้วย Varma ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมให้ลูกไก่เจริญเติบโตปกติ ขณะที่กล้องจับภาพทุกช่วงวินาที ผลลัพธ์คือภาพไก่ตัวอ่อนพัฒนาจาก embryo สู่ลูกไก่เต็มตัวที่งดงามน่าทึ่ง

เทคนิคถ่ายภาพไก่ในไข่ได้อย่างไรแบบละเอียด

  • ผ่ากะลาไข่ด้วย die grinder เพื่อให้ได้รูปร่างสมจริง
  • พิมพ์เปลือกไข่เทียมด้วย 3D printer
  • เทไข่จริงลง ปิดฝาด้วยกระจกใส
  • วางใน incubator พิเศษพร้อมกล้องถ่ายลง
  • คอมไพล์เป็น time-lapse บนคอมพิวเตอร์

นอกจากนี้ Varma ยังเล่าถึงผลงานอื่นๆ ที่น่าทึ่ง เช่น การถ่ายผึ้งพัฒนาจากตัวอ่อนสู่ตัวเต็มวัย การจับภาพนกแก้วเขียวสั่นตัวไล่น้ำด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงสุด หรือเชื้อราที่ทำให้มดกลายเป็นซอมบี้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เกม The Last of Us

การสนทนาระหว่าง Fielding กับ Varma น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องศิลปะที่ไม่สามารถคำนวณได้ Fielding ถามว่า “ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว แต่ภาพสุดท้ายยังไม่ใช่” Varma ตอบว่า “มันมีเรื่องรสชาติที่แก้ไม่ได้ด้วยสมการ” Fielding สรุปว่า “นั่นคือสมการแห่งความมหัศจรรย์ที่ทุกคนตามหา”

Varma ยังแบ่งปันวิธีทำงานกับกองบรรณาธิการ เช่น การโต้เถียงเพื่อพัฒนาไอเดียโปรเจกต์ ซึ่งคล้ายกับงานข่าวสารทั่วไป วิดีโอนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ภาพนกแก้วเขียวที่ดูธรรมดา แต่ถ้าถ่ายด้วยเทคนิคสูง ก็กลายเป็นภาพระดับโลก

หากคุณสนใจวิศวกรรมหรือภาพถ่ายวิทยาศาสตร์ วิดีโอนี้เหมาะสำหรับคุณ Jeremy เป็นพิธีกรที่ฟังเงียบๆ และถามคำถามเชิงเทคนิคได้ตรงจุด ไปดูวิดีโอเต็มที่ ลิงก์นี้ แล้วคุณจะทึ่งกับวิธี ถ่ายภาพไก่ในไข่ได้อย่างไร แน่นอน! มันไม่ใช่แค่เทคนิค แต่คือการผสมผสานระหว่างศิลปะ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมที่สร้างความมหัศจรรย์ได้จริง

ที่มา – How Do You Photograph a Chicken Inside an Egg?

ที่ปรึกษาทรัมป์ ชี้ผู้บริโภคสหรัฐ ‘สุดท้ายห่วงใย’

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากสงครามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ริเริ่มกับอิหร่าน ที่ปรึกษาทรัมป์ ชี้ความเจ็บปวดผู้บริโภคสหรัฐ ‘สุดท้ายของความห่วงใย’ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเริ่มมาตรการจำกัดการใช้น้ำมันแล้ว ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหลักของทรัมป์อย่าง เควิน ฮาสเซ็ตต์ (Kevin Hassett) ให้สัมภาษณ์กับ CNBC โดยแสดงท่าทีไม่กังวลกับผลกระทบต่อประชาชนชาวอเมริกัน

ที่ปรึกษาทรัมป์ ชี้ความเจ็บปวดผู้บริโภคสหรัฐ ‘สุดท้ายของความห่วงใย’

ฮาสเซ็ตต์ตอบคำถามของพิธีกรเบ็คกี้ ควิก (Becky Quick) เกี่ยวกับระยะเวลาที่ช่องแคบฮอร์มุซจะปิดตัว และผลกระทบต่อราคาน้ำมัน โดยยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์ชัดเจนว่าสงครามจะจบใน 4-6 สัปดาห์ แม้ทรัมป์จะพูดเพียงว่า ‘เร็วๆ นี้’ เท่านั้น เขายังระบุว่าพวกอิหร่านหวังทำลายเศรษฐกิจสหรัฐให้ทรัมป์ถอย แต่จริงๆ แล้วเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น

สหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ แต่ฮาสเซ็ตต์มองข้ามว่าประมาณ 20% ของน้ำมันโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาโลกและค่อยๆ ซึมเข้าสู่เศรษฐกิจ ฮาสเซ็ตต์ผู้เคยทำนายดาวโจนส์แตะ 36,000 ในยุค 90s ยังยอมรับว่าผู้บริโภคสหรัฐเป็น ‘สุดท้ายของความห่วงใย’ ในตอนนี้ เพราะมั่นใจว่าสงครามดำเนินไปตามแผน

ผลกระทบราคาน้ำมันพุ่ง: ที่ปรึกษาทรัมป์ ไม่สนใจ?

ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยต่อแกลลอนในสหรัฐฯ พุ่งเป็น 3.79 ดอลลาร์ จาก 2.90 ดอลลาร์ก่อนสงครามเริ่มเมื่อ 28 ก.พ. 2569 ผู้นำธุรกิจเตือนว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้น สายการบินเดลต้าและอเมริกัน แอร์ไลน์ส์ขาดทุนคนละ 400 ล้านดอลลาร์จากต้นทุนน้ำมันเดือนมี.ค. เพียงเดือนเดียว

ประเทศอื่นยิ่งแย่กว่าเพราะพึ่งพาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซมาก สิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสจำกัดน้ำมัน:

  • ศรีลังกา: เริ่มจำกัดน้ำมันแล้ว
  • สหราชอาณาจักร: รัฐมนตรีเฝ้าดูสต็อก เตรียมมาตรการจำกัด
  • ออสเตรเลีย: หารือเรื่องจำกัดในระยะใกล้
  • สายการบินทั่วโลกขึ้นค่าโดยสาร ลดเส้นทาง

นอกจากน้ำมัน ยังกระทบปุ๋ยและฮีเลียม 30% ของฮีเลียมโลกจากกาตาร์หยุดชะงัก ส่งผลอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้ฮีเลียม 21% ในการผลิตชิปสำหรับ AI ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานชิปขาดแคลน

ฮาสเซ็ตต์พูดถึงแผนนำเข้าปุ๋ยจากเวเนซุเอลาและโมร็อกโก แต่หลีกเลี่ยงคำถามเรื่องฮีเลียม สงครามนี้อาจยืดเยื้อเพราะทรัมป์ยังไม่ให้เหตุผลชัดเจน และเลื่อนประชุมกับสี จิ้นผิง จนกว่าจะจบสงคราม โดยหวังจีนขอบคุณสหรัฐ

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับเป้าหมายทางทหารมากกว่าความเดือดร้อนของประชาชน ราคาน้ำมันที่พุ่งอาจนำไปสู่เงินเฟ้อและ recession หากสงครามยืดเยื้อ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและนโยบายพลังงานสหรัฐอย่างใกล้ชิด

คุณคิดว่าคำพูดของที่ปรึกษาทรัมป์นี้เหมาะสมหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ทราบข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – Trump Advisor Says Pain for U.S. Consumers ‘Last of Our Concerns’ as Other Countries Start Gas Rationing

อธิบายเพศฮัทต์ Star Wars ที่ไม่อยากรู้แต่แอบสงสัย

Star Wars เรื่องใหม่ The Mandalorian and Grogu ทำให้เกิดคำถามสำคัญเพียบเลย จะไป big screen ได้ไหม? Grogu จะเป็นยังไงต่อหลัง ปฏิเสธลุค สกายวอล์คเกอร์? ทำไม มาร์ติน สกอร์เซซี่ ถึงพากย์ตัวประหลาดสี่แขน? แต่คำถามที่ค้างคาใจที่สุดคือ ถ้า จาบบา เดอะ ฮัทต์ มีลูก แล้วเกิดยังไงกัน?

แฟน Star Warsตัวจริงรู้ดีว่าร็อตตา เดอะ ฮัทต์ (หรือสติ้งกี้กับเพื่อนๆ) เป็น canon ตั้งแต่หนัง Clone Wars ปี 2008 แต่ตอนนี้เขากลับมา กล้ามโตเวอร์วัง และทุกครั้งที่มีข่าวร็อตตาใน The Mandalorian and Grogu คำถามเรื่องเพศฮัทต์ก็ผุดขึ้นอีก อธิบายเพศฮัทต์ Star Wars ที่ไม่อยากรู้แต่แอบสงสัย มีคำตอบมาให้แล้ว!

อธิบายเพศฮัทต์ Star Wars ที่ไม่อยากรู้แต่แอบสงสัย

ถึงจะรู้เรื่องการสืบพันธุ์ของฮัทต์ใน Star Wars ไม่มากนัก แต่ใน Expanded Universe (EU) เก่าเคยลงรายละเอียดไว้เพราะ ทำไมจะไม่ล่ะ แม้รูปร่างเหมือนหงอน แต่สรีระฮัทต์ดึงมาจากสัตว์หลายชนิด เพศฮัทต์ยืดหยุ่นเปลี่ยนได้ตามใจ และทุกตัวเป็น hermaphroditic มีอวัยวะเพศหลายชุด

ฮัทต์ตัวไหนก็สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ เช่น จาบบาคือพ่อแม่เดี่ยวของร็อตตา หรือจับคู่กับฮัทต์ตัวอื่น เช่น ซิโร่ เดซิลิจิค ตูร์ ลุงของจาบบา มีพ่อแม่สองตัวชื่อมาม่าและพาป้า (ไม่รู้ชื่อจริงหรือแค่เรียกแบบนั้น รอตอนอื่นค่อยไข)

การเกิดและเลี้ยงดูฮัทต์เล็ต

ส่วน การมีเพศสัมพันธ์จริงๆ รู้ไม่มาก แต่พอฮัทต์น้อย (ฮัทต์เล็ต) เกิด ก็อยู่ใน brood pouch นาน 50 ปี ซึ่งทุกฮัทต์มีไม่ว่าจะเพศไหน พอออกมาก็โตเท่าพวกอายุสั้นๆ 10 ขวบ ฮัทต์เล็ตไม่จำเป็นต้องอยู่ใน pouch พ่อแม่ บนนาล ฮัทต้ามี nursery ร่วม 父母 ส่งลูกให้ surrogate ดูแลเพื่อโฟกัสธุรกิจคลัง

จาบบาเลี้ยงร็อตตาแบบไม่ orthodox ปล่อยออกจาก pouch เพื่อสัมผัสโลกจริง ซึ่งอาจเป็นเหตุร็อตตาถูกลักพาตัวโดยอซัช เวนเทรสส์ ใน 22 BBY เพื่อกดดันฮัทต์คาร์เทลไม่ให้สาธารณรัฐใช้เส้น hyperspace ตอนสงครามโคลนเริ่ม

และฮัทต์มีสมรรถภาพทางเพศสูงมาก แค่บอกไว้เฉยๆ นะ

อธิบายเพศฮัทต์ Star Wars ใน canon ปัจจุบัน

canon สมัยใหม่ข้อมูลน้อยกว่า รายละเอียดสำคัญคือฮัทต์ไม่ genderfluid อีกต่อไป มีเพศกำหนดตั้งแต่เกิด ยืนยันโดยพablo Hidalgo สมาชิก Lucasfilm Story Group ใน panel ปี 2015 ที่ Star Wars Celebration Anaheim ต่างจาก EU

แต่ Star Wars: The Clone Wars เชื่อม EU เก่าและ canon ใหม่ ข้อมูลจาบบา-ร็อตตายังใช้ได้ คือจาบบาเป็นพ่อแม่เดี่ยว ฮัทต์สืบพันธุ์ asexual หรือกับคู่ได้ อธิบายเพศฮัทต์ Star Wars ใน canon นี้ยังคงลึกลับแต่ชัดเจนพอสมควร

ตอนนี้ร็อตตาคงมาเพื่อกล้ามโตต่อสู้ในอารีน่า หวังว่านั่นแหละทั้งหมด

อยากอัพเดทข่าวเพิ่ม? เช็คตารางหนัง Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who ล่าสุดได้เลย สนุกแน่!

ที่มา – The Hutt Sex Explainer You Don’t Want But Are Kind of Curious About

แว่นอัจฉริยะ Samsung อาจไม่ต้องทำอะไรมาก ขอบคุณ Meta

แว่นอัจฉริยะ Samsung อาจไม่ต้องทำอะไรมาก ขอบคุณ Meta ที่ทำให้ตลาดแว่นสมาร์ทดูซ้ำซากจำเจไปแล้ว! แม้ว่าแว่นสมาร์ทจะเป็นหมวดสินค้าใหม่ๆ ในเชิงพาณิชย์ แต่ตอนนี้หลายรุ่นเริ่มดูคล้ายกันมาก โดยเฉพาะRay-Ban Meta AI glasses ที่กลายเป็นต้นแบบ และแว่น “Galaxy Glasses” ของ Samsung ที่ยังไม่เปิดตัว ก็น่าจะตามเทรนด์นี้ด้วย

แว่นอัจฉริยะ Samsung อาจไม่ต้องทำอะไรมาก ขอบคุณ Meta

ถึงแม้ Samsung จะยังไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการมากนัก แต่ข่าวลือชี้ว่ามีความคล้ายคลึงกับ Ray-Ban AI glasses หลายจุด เช่น ขนาดแบตเตอรี่ จากรายงานของ SamMobile รุ่นหนึ่งของแว่นอัจฉริยะ Samsung จะมีแบตเตอรี่ 245mAh ซึ่งเกือบเท่ากับ Ray-Ban Meta Gen 2 ที่ 248mAh คาดว่าจะใช้งานได้ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เหมือนกันเลย

ไม่ใช่แค่แบตเตอรี่นะ ความคล้ายกันยังมีอีกเยอะ Samsung เพิ่งเผยกับ CNBC ในงาน MWC 2026 ว่าแว่นจะมีกล้องที่ระดับสายตา และเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ตรงกับ Meta เป๊ะๆ รายงานยังบอกว่ามี computer vision ด้วย กล้องประมาณ 12 ล้านพิกเซล เหมือน Ray-Ban Meta เลย

การควบคุมแว่นอัจฉริยะ Samsung จะเหมือน Meta?

การควบคุมก็คล้ายกัน จากข่าวลือ จะมีแถบสัมผัสที่ขาแว่น สำหรับสไลด์และแตะ ดูท่าจะตามสูตรสำเร็จของ Meta ไปซะแล้ว แต่ Samsung อาจพัฒนาให้ดีขึ้นได้ แม้จะคล้ายกันมาก

เหตุผลหลักที่จะซื้อแว่นสมาร์ทที่ไม่ใช่ Meta คือเรื่องความเป็นส่วนตัว! การสืบสวนล่าสุด เผยว่า Meta ส่งวิดีโอจากแว่น AI ไปให้พนักงานย่อยในเคนยาเพื่อเทรน AI ซึ่งมีคลิปส่วนตัวอย่างการเข้าห้องน้ำ มีเซ็กส์ หรือข้อมูลบัตรเครดิต บางคลิปอาจถ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ

ไม่น่าประทับใจเลย ถ้าคุณกังวลเรื่องนี้ Samsung อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ถ้า Galaxy Glasses ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากขึ้น นอกจากนี้ Samsung ยังเป็นยักษ์ใหญ่ด้านสมาร์ทโฟน แว่นจะผสานกับ Galaxy devices ได้ดี ดีกว่า Meta ที่ต้องผ่านแอป Meta AI ซึ่งเพิ่งยัด AI เยอะไป

แว่น Galaxy ยังมี Knox security ของ Samsung ที่เน้นความปลอดภัย แม้ไม่มีระบบไหนสมบูรณ์แบบ แต่ดีกว่า Meta ที่กำลังยกเลิก end-to-end encryption ใน Instagram DMs วันที่ 8 พ.ค. ทำให้ผู้ใช้มั่นใจเรื่องวิดีโอ POV มากกว่า

สรุปแล้ว แม้แว่นอัจฉริยะ Samsung จะคล้าย Meta แต่ Meta กำลังทำลายตัวเองด้วยปัญหาความเป็นส่วนตัวและการตัดราคา ทำให้แว่นคู่แข่งมีโอกาสสูง คุณล่ะ พร้อมลอง Galaxy Glasses มั้ย? คอมเมนต์บอกเราหน่อยสิ!

  • จุดเด่น Samsung: ผสาน Galaxy + Knox
  • จุดอ่อน Meta: ปัญหา privacy
  • สเปกคล้าย: แบต กล้อง ควบคุม

ที่มา – Samsung’s Smart Glasses Might Not Have to Do Much, Thanks to Meta

โปรโตไทป์ฮูเวอร์บอร์ดของยูทูบเบอร์ พาเราใกล้ Back to the Future

มีฉากหนึ่งในตอนเปิดซีซั่นที่สองของซีรีส์ Empire ดราม่าฮิปฮอปสุดอลังการ ซึ่งตระกูล Lyon เดินเข้าออฟฟิศบริษัทเพื่อประชุมบอร์ด กล้องแพนไปตามกลุ่มคนที่กำลังก้าวย่ำอย่างมั่นใจ ก่อนจะหยุดที่ลูกชายคนเล็ก Hakeem ที่กำลังขี่ฮูเวอร์บอร์ดสีทองแวววาวอย่างยิ่งใหญ่ มันคือโมเมนต์ที่เป็น 2015 สุดๆ อ้างอิงถึงปีสุดท้ายก่อนยุคทรัมป์ และน่าจะเป็นจุดสูงสุดของฮูเวอร์บอร์ด อุปกรณ์ที่ดูไร้สาระแต่เป็นสัญลักษณ์ไอคอนิกของยุคสมัยสั้นๆ นั้น

ความเชื่อมโยงระหว่างปี 2015 กับฮูเวอร์บอร์ดมีมานานก่อน Empire ตั้งแต่ปี 1989 ในภาพยนตร์ Back to the Future Part II ที่ Michael J. Fox เดินทางไปปี 2015 ในจินตนาการและแล่นไปตามถนนด้วยสเก็ตบอร์ดไซไฟสีชมพูร้อนแรง แต่ฮูเวอร์บอร์ดในชีวิตจริงช่วง 2010s มันไม่ได้ลอยจริงๆ นะ มันแค่ Segway ที่มีไจโรสโคปช่วยปรับสมดุลน้ำหนักของผู้ขี่เรียกได้ว่าเป็น “สกู๊ตเตอร์สมดุลตัวเอง” (หรือ “สกู๊ตเตอร์ติดไฟเอง” ตาม ข่าวเรียกคืน) ฮูเวอร์บอร์ดที่ลอยจริงยังคงเป็นรายการในลิสต์สิ่งที่อนาคตสัญญาแต่ไม่เคยมา เช่น รถบิน สันติภาพโลก และสัปดาห์ทำงาน 4 วัน

โปรโตไทป์ฮูเวอร์บอร์ดของยูทูบเบอร์

แต่มีชายคนหนึ่งที่ยังพยายามทำให้ฮูเวอร์บอร์ดลอยจริงเป็นจริง นั่นคือยูทูบเบอร์รุ่นเก๋า Colin Furze ที่เพิ่งอัพโหลดวิดีโอแสดงโปรเจกต์ของเขา โปรโตไทป์ฮูเวอร์บอร์ดของยูทูบเบอร์ นี้เป็นสเก็ตบอร์ดที่ถอดประกอบ: ส่วนล่างเป็นคู่ล้อที่เชื่อมด้วยเฟรมเบาๆ ส่วนบนเป็นแผ่นสเก็ตบอร์ดธรรมดาที่ถอดล้อออก แต่ละส่วนติดตั้งแม่เหล็กแรร์เอิร์ธแรงสูง 2 ตัว จัดขั้วเหมือนกันเพื่อสร้างแรงผลักไส แบบระบบลอยแม่เหล็กเหมือนรถไฟ Maglev

วิธีสร้างโปรโตไทป์ฮูเวอร์บอร์ดของยูทูบเบอร์

ปัญหาหลักคือการเชื่อมสองส่วนให้อยู่ด้วยกันโดยไม่ให้ส่วนบนพุ่งหนี Furze ทดลองหลายวิธี เริ่มจากแบริ่งเลื่อนแนวตั้ง ไปลองบานพับหลังและสายเคเบิลต่างๆ สุดท้ายกลับมาใช้แบริ่ง การเชื่อมแบบนี้ถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนระหว่างสองส่วน ทำให้ไม่ลอยไร้แรงเสียดทาน 100% ถ้าคิดค้นวิธีให้ส่วนบนลอยนิ่งโดยไม่ต้องผูกติด จะใกล้เคียงฮูเวอร์บอร์ดใน Back to the Future II มาก!

Colin Furze เป็นยูทูบเบอร์ชาวอังกฤษชื่อดังที่ชอบสร้างของแปลกๆ เช่น จรวดส่วนตัวหรือสไลด์น้ำยักษ์ วิดีโอโปรโตไทป์นี้แสดงให้เห็นความทุ่มเท เขาใช้แม่เหล็กนีโอไดเมียมเกรดสูงที่แพงหูฉี่เพื่อแรงผลักที่แข็งแกร่งพอรับน้ำหนักคน ทดสอบบนพื้นเรียบและพื้นขรุขระ ถึงจะมีปัญหาการลื่นไถลบ้าง แต่ก็ลอยได้จริง 10-20 มม.

เทคโนโลยีนี้คล้ายระบบ Maglev ที่ใช้ในรถไฟญี่ปุ่นและจีน แต่ย่อขนาดลงมาเป็นบอร์ดขี่สนุก ถ้าพัฒนาต่อ เช่น เพิ่มเซ็นเซอร์ปรับขั้วแม่เหล็กหรือใช้ซุปเปอร์คอนดักเตอร์ จะลอยได้ไกลกว่านี้ อนาคตอาจมีฮูเวอร์บอร์ดจริงขายในปี 2035 ไม่ใช่แค่ของเล่นไฟฟ้าที่ระเบิด!

นอกจากนี้ Furze ยังแชร์เคล็ดลับการประกอบ เช่น การยึดแม่เหล็กให้มั่นคงเพื่อป้องกันการพลิกคว่ำ และคำเตือนเรื่องความปลอดภัยเพราะแม่เหล็กรุนแรงมาก สามารถบีบนิ้วขาดได้ ใครสนใจ DIY ต้องระวัง

  • ใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อความทนทาน
  • ทดสอบในพื้นที่ปลอดภัย
  • ศึกษาฟิสิกส์แม่เหล็กก่อนลงมือ

โปรเจกต์นี้จุดประกายให้คนรักเทคโนโลยีคิดต่อยอด บางคนเสนอไอเดียใช้ electrodynamic suspension หรือเพิ่มใบพัดช่วยลอย คุณล่ะคิดยังไง ลองดูวิดีโอเต็มแล้วคอมเมนต์ไอเดียของคุณได้เลย!

นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ฝันใน Back to the Future ใกล้ความจริงมากขึ้น ถ้าไม่ติดปัญหาโลกร้อนหรือสงครามโลกครั้งที่ 3

ที่มา – YouTuber’s Hoverboard Prototype Takes Us One Step Closer to ‘Back to the Future’

น้ำมันหมดหน้าปั๊มกระทบใครบ้าง? เปิดมาตรการรัฐไทย แก้ดีมานด์พุ่งช่วงวิกฤต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในช่วงวิกฤตพลังงานที่กำลังตึงเครียดแบบนี้ หลายคนคงเจอปัญหาน้ำมันหมดหน้าปั๊มแล้วต้องวนรถหาปั๊มอื่นต่อไม่ใช่เหรอ? วันนี้ผมจะมาอัปเดตสถานการณ์แบบเป็นกันเอง แต่มีข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ ว่าปัญหาน้ำมันหมดหน้าปั๊มกระทบใครบ้าง? เปิดมาตรการรัฐไทย แก้ดีมานด์พุ่งช่วงวิกฤตกันชัดๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและไม่ตื่นตระหนกเกินไป

น้ำมันหมดหน้าปั๊มกระทบใครบ้าง? เปิดมาตรการรัฐไทย แก้ดีมานด์พุ่งช่วงวิกฤต

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนน้ำมันทั้งประเทศนะครับ ไทยมีสต็อกน้ำมันสำรองถึง 101 วัน โรงกลั่นก็ผลิตเต็มที่ 100% แถมห้ามส่งออกแล้ว แต่ทำไมปั๊มถึงหมด? สาเหตุหลักคือ ‘ดีมานด์พุ่ง’ จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า โดยเฉพาะเบนซินจาก 34 ล้านลิตร/วัน พุ่งไป 118 ล้านลิตร! ประชาชนตื่นตระหนกกักตุน ภาคอุตสาหกรรม-ขนส่งหันมาเติมที่ปั๊มแทน เพราะพ่อค้าคนกลาง (จ๊อบเบอร์) หยุดส่งเนื่องจากต้นทุนสูง

กระทบใครบ้าง? ประชาชนทั่วไปที่ต้องวนหาน้ำมัน ขนส่งที่หยุดชะงัก สินค้าอาจแพงขึ้นทางอ้อม และธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตตะวันออกกลางที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน

มาตรการเด็ดจากรัฐ: ปรับราคาขั้นบันได ดัน B20 ขายตรง

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ประกาศชัด เริ่ม 18 มี.ค. ปรับราคาดีเซล B7 ขึ้นทีละ 50 สตางค์ ไม่ก้าวกระโดด เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันวันละ 35 ล้านบาท สูงสุดไม่เกิน 33 บาท/ลิตร แถมเปิดราคาหน้าโรงกลั่น-คลังให้โปร่งใส

ไฮไลต์คือน้ำมัน B20 ขายตรงให้ขนส่ง-อุตสาหกรรม-เกษตร ไม่ผ่านปั๊ม ราคาถูกกว่า B7 ถึง 5 บาท! B10 ถูกกว่า 2 บาท ช่วยดึงดีมานด์รายใหญ่ไป ลดแย่งกับประชาชน นอกจากนี้ยังผสมปาล์มน้ำมันเพิ่ม พยุงราคาเกษตรกรด้วย

  • เปิดคลังน้ำมัน 24 ชม.
  • ผ่อนปรนรถขนส่ง เพิ่มเที่ยววิ่ง
  • ผ่อนเวลาวิ่งรถบรรทุก ประสานตร.จราจร
  • รณรงค์ใช้ E20 (รถ 60% รองรับ แต่ใช้จริงแค่ 16%) ราคาลด 79 สตางค์

กระทรวงพลังงานยัน: น้ำมันไม่ขาด แต่ระบบส่งไม่ทัน

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ชี้ปัญหาอยู่ที่โลจิสติกส์ รถขนส่งเฉพาะทางไม่พอ ขอประชาชนอย่ากักตุน สั่งหาน้ำมันดิบเพิ่มจากแองโกลา-สหรัฐฯ

กระทรวงพาณิชย์ตรึงราคาสินค้า ไม่กระทบค่าครองชีพ

ศุภจี สุธรรมพัฒน์ ยืนยันสินค้าควบคุม 8 หมวดยังไม่ขึ้น เช่น บะหมี่ นม ผงซักฟอก ปุ๋ย (สต็อกถึงพ.ค.-ส.ค.) ถ้าขึ้นต้องขออนุญาต สายด่วน 1569 รายงานได้ แผนสำรองมี ถุงเขียวลดปุ๋ย 200 บ./กระสอบ หาแหล่งนำเข้าปุ๋ย-เม็ดพลาสติกเพิ่ม จัดสินค้าราคาพิเศษ 77 จังหวัด

3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ จาก สศช.

ดนุชา พิชยนันท์ ประเมิน:

  • คลี่คลาย 1 เดือน: น้ำมันเฉลี่ย 85 USD, เงินเฟ้อไทย +1%
  • ยืดเยื้อ 3 เดือน: 95-105 USD, เสี่ยง Stagflation, เงินเฟ้อ +1.9%
  • สงครามใหญ่: >120 USD, เงินเฟ้อเกิน 3%

สรุปคือปัญหาไม่ใช่ขาด แต่โครงสร้างตลาด+พฤติกรรมตื่นตระหนก ระยะยาวต้องปรับโครงสร้างพลังงาน ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น เพิ่มทางเลือกชีวภาพและ EV

ความเห็นผมในฐานะคนติดตามข่าวพลังงานมานาน: วิกฤตนี้เป็นโอกาสผลักดันเทรนด์เทคโนโลยีอย่าง EV และพลังงานหมุนเวียนให้เร็วขึ้น อย่าตื่นตระหนก ใช้ตามปกติ รัฐกำลังแก้ระบบ ลองหันมาใช้ E20 หรือรอ B20 สำหรับรถใหญ่ๆ ครับ สุดท้าย อย่าลืมติดตามอัปเดต และแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง ถ้าชอบกดไลค์แชร์ด้วยนะ! ช่วยกันผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

ที่มา – น้ำมันหมดหน้าปั๊มกระทบใครบ้าง? เปิดมาตรการรัฐไทย แก้ดีมานด์พุ่งช่วงวิกฤต

มอเตอร์ไซค์เซลฟ์บาลานซ์จาก ‘เทสลาของมอเตอร์ไซค์’ พร้อมผลิต

สำหรับหลายๆ คน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในการขี่มอเตอร์ไซค์สองล้อ ไม่ใช่เรื่องแมลงตอม ฝนตก หรือรถบรรทุกพุ่งชน แต่คือความกลัวที่จะล้มคว่ำ ตอนนี้มีทางออกแล้ว! มอเตอร์ไซค์เซลฟ์บาลานซ์จาก ‘เทสลาของมอเตอร์ไซค์’ พร้อมผลิตในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างสิ้นเชิง

มอเตอร์ไซค์เซลฟ์บาลานซ์จาก ‘เทสลาของมอเตอร์ไซค์’ พร้อมผลิต: OMO-X จาก OMOWAY

บริษัท OMOWAY จากสิงคโปร์ ประกาศเปิดตัว OMO-X มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์เซลฟ์บาลานซ์มวลผลิตตัวแรกของโลก ชื่อเล่นว่า “เทสลาของมอเตอร์ไซค์” ทำให้รู้เลยว่าเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ตามที่บริษัทแถลงในพรีสไรส์ มีฟีเจอร์เด็ดๆ มากมาย

หัวใจหลัก: ระบบ HALO Pilot

เทคโนโลยีหลักคือ HALO Pilot ที่ผสมผสานการประมวลผลภาพกับระบบสมดุลอัตโนมัติ OMO ทำให้มอเตอร์ไซค์ทรงตัวได้แม้ในจราจรติดขัดความเร็วต่ำ เหมือนขับรถยนต์เลย มีฟีเจอร์อย่าง Adaptive Cruise Control (ACC) จอดรถแบบ one-touch และ summon เรียกจักรยานยนต์มาหา นอกจากนี้ HALO Link Connect ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับรถยนต์ กุญแจดิจิทัลปลดล็อกระยะไกล V2X Connect สำหรับสื่อสารรถต่อรถ

ค็อกพิทสมาร์ทขนาด 10.25 นิ้ว แสดงแผนที่เรียลไทม์และสถานีชาร์จ ไม่ต้องกังวลเรื่องที่วางโทรศัพท์อีกต่อไป เหมาะสำหรับการขี่กลุ่ม แชร์เส้นทางได้เลย

โหมดการขี่ที่ปรับได้ 3 แบบ

เพราะมีระบบเซลฟ์บาลานซ์ มอเตอร์ไซค์เซลฟ์บาลานซ์จาก ‘เทสลาของมอเตอร์ไซค์’ พร้อมผลิตนี้จึงมี 3 โหมด:

  • Scooter Mode: เหมาะสำหรับขี่ชิลๆ คนเดียว พกเป้หลัง เปลี่ยนภาพลักษณ์มอเตอร์แบบเก่าๆ
  • Street Mode: เพิ่มอุปกรณ์เสริมสำหรับโหลดหนักและความเร็วสูง ซอฟต์แวร์ปรับอัตโนมัติ
  • GT Mode: สำหรับทริปยาว มีอุปกรณ์行李 เพิ่ม ระบบปรับเซ็ตติ้งตามน้ำหนักและถนน

ยิโรสโคปปรับตามโหมดและความเร็ว ช่วยต้านการล้มจากน้ำหนักหรือพื้นผิวถนน ทำให้มือใหม่ไม่ต้องกังวลเรื่องบาลานซ์ ซอฟต์แวร์คลาวด์ยังเรียนรู้เส้นทาง ทำให้ขี่ลื่นไหลขึ้นเรื่อยๆ

พื้นหลังบริษัทและเงินทุน

OMOWAY ก่อตั้งโดยผู้ร่วมก่อตั้ง XPeng ผู้ผลิตรถ EV จีน มีฐานที่สิงคโปร์ ศูนย์พัฒนาที่กวางโจว และผลิตที่จาการ์ตา เดือนมกราคม ได้ทุน “หลายสิบล้านดอลลาร์” จาก Hui Capital ซึ่งก่อตั้งโดยผู้ร่วมก่อตั้ง BYD

ตลาดหลักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่จะขายทั่วโลก ท้าชน e-bike อื่นๆ เว็บไซต์บอก preorder ปลายเมษายน เปิดตัวพฤษภาคม

ถึงแม้กำหนดการอาจคลาดเคลื่อน แต่ด้วยความก้าวหน้าของ EV จีน น่าจะเห็นมอเตอร์ไซค์เซลฟ์บาลานซ์แบบนี้มากขึ้นในอนาคต มันจะเปลี่ยนโลกการขี่สองล้อ โดยเฉพาะมือใหม่ที่กลัวล้ม ลองจินตนาการขี่แบบไม่ต้องคิดถึงสมดุลสิ!

คุณคิดยังไงกับเทคโนโลยีนี้? ถ้าสนใจ ลองติดตาม preorder ได้เลย มันอาจเป็นอนาคตของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

ที่มา – Self-Balancing Bikes From the ‘Tesla of Motorcycles’ Are Ready for Production

แว่นอัจฉริยะทำให้ผู้พิทักษ์ความเป็นส่วนตัวตื่นตระหนก

แว่นอัจฉริยะกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถกเถียงกันหนักเลยนะ โดยเฉพาะเรื่องความเป็นส่วนตัวที่กลายเป็นฝันร้ายไปแล้ว แบบว่า ฝันร้ายด้านความเป็นส่วนตัว นั่นแหละ

ยากมากที่จะรู้ว่าใครกำลังถ่ายคลิปอยู่ เพราะมันซ่อนได้เนียนสุดๆ ทำให้เอาไปใช้ในทางไม่ดีได้หลายอย่าง เช่น แอบถ่ายแบบลับๆ หรือเอาไป โกงข้อสอบ SAT และแม้กระทั่ง ให้การเท็จในศาล ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ Meta ผู้เล่นใหญ่ในวงการนี้ ยังส่งวิดีโอที่ถ่ายจากแว่น Ray-Ban Meta AI ไปให้คนอื่นดูอีก โดยบางคลิปมีเนื้อหา敏感มาก เช่น คนกำลังเข้าห้องน้ำ มีเซ็กส์ หรือข้อมูลบัตรเครดิต บางอันยังถ่ายโดย บังเอิญ อีก!

แว่นอัจฉริยะทำให้ผู้พิทักษ์ความเป็นส่วนตัวตื่นตระหนก

ความวุ่นวายทั้งหมดนี้นำไปสู่การถกเถียงว่าเราจะรับมือกับความนิยมของแว่นพวกนี้ยังไงดี ความกังวลเรื่องแว่นอัจฉริยะทำให้ผู้พิทักษ์ความเป็นส่วนตัวตื่นตระหนก จนลุกลามไปถึงระดับกฎหมายแล้ว จากรายงานของ Nola.com มีร่างกฎหมายใหม่จาก Rep. Laurie Schlegel จากหลุยเซียน่า ที่เสนอในสภาแห่งรัฐหลุยเซียน่า เพื่อปรับกฎการบันทึกเสียงให้เข้ากับเทคโนโลยีอย่างแว่นอัจฉริยะ โดยระบุชื่อแว่นพวกนี้ตรงๆ และปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย

ตัวอย่างประโยคในร่างกฎหมาย: “เหตุการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นการใช้เครื่องบันทึกสวมใส่ เช่น แว่นอัจฉริยะ เพื่อแอบถ่ายบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม คลิปเหล่านี้มักถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย นำไปสู่การรังแกและละเมิดความเป็นส่วนตัว”

ร่างกฎหมายนี้ ลงลึกในรายละเอียด เช่น กำหนดนิยาม “การสนทนาโดยตรง” และเมื่อไหร่ที่ “อุปกรณ์” สามารถบันทึกหรือถอดความสนทนาได้ รวมถึงต้องแจ้งทั้งสองฝ่ายหรือไม่

แว่นอัจฉริยะทำให้ผู้พิทักษ์ความเป็นส่วนตัวตื่นตระหนก: กฎหมายใหม่จะช่วยได้ไหม?

พูดตรงๆ นะ แม้การกำหนดกฎหมายความเป็นส่วนตัวจะสำคัญ แต่ร่างนี้ดูเหมือนจะหยาบไปหน่อย หลุยเซียน่าปัจจุบันเป็นรัฐ one-party consent คือบันทึกได้ถ้าฝ่ายหนึ่งรู้ตัว กฎนี้ช่วยนักข่าวอย่างผม Whistleblower หรือคนบันทึกหลักฐานการทำร้ายได้ การเปลี่ยนแปลงอาจมีผลข้างเคียงไม่ดี

แต่ร่างนี้ก็มีข้อดี เช่น ยังอนุญาตบันทึกตำรวจ การประชุมสาธารณะ หรือกรณีฉุกเฉินที่มีอาชญากรรมเกิดขึ้น แว่นอัจฉริยะเป็นปัญหาเฉพาะเจาะจง ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการแก้ไข ตอนนี้ยังเป็นแค่ร่าง แต่แสดงให้เห็นว่าการสนทนาเรื่องความเป็นส่วนตัวกับแว่นอัจฉริยะทำให้ผู้พิทักษ์ความเป็นส่วนตัวตื่นตระหนกจริงจังแค่ไหน การแบนบนเรือสำราญ อย่าง Cruise เป็นเรื่องหนึ่ง แต่กฎหมายระดับรัฐต่างหากที่จริงจัง

อย่างที่ผมเคยเขียน แว่นพวกนี้กำลังมุ่งสู่ Google Glass 2.0 จากปัญหาของ Meta เลย ไม่แปลกที่คนกลัว Meta อาจไม่ใช่ตัวแทนที่ดีสำหรับเทคโนโลยีที่พร้อมถูกใช้ในทางมิชอบ

คุณคิดยังไงกับแว่นอัจฉริยะ? ควรมีกฎหมายเข้มงวดกว่านี้ไหม คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะ!

ที่มา – Smart Glasses Have Privacy Advocates Scrambling