ผู้เขียน: lalika69_admin

John Ternus เตรียมเปลี่ยนทีมบริหาร Apple ยุคใหม่

John Ternus เตรียมเปลี่ยนทีมบริหาร Apple ยุคใหม่

วงการเทคโนโลยีต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อมีการรายงานว่า John Ternus กำลังจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ของ Apple ต่อจาก Tim Cook ในสัปดาห์หน้า และสิ่งที่แฟนๆ ค่ายผลไม้คาดหวังว่าจะได้เห็นก็คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในองค์กร ตามรายงานจาก Mark Gurman แห่ง Bloomberg ที่ระบุว่า John Ternus เตรียมเปลี่ยนทีมบริหาร Apple ยุคใหม่ ที่เริ่มดูจะมีความเป็น ‘ฟอสซิล’ มากขึ้นทุกที

ในอดีต Tim Cook ได้รับไม้ต่อในปี 2011 ท่ามกลางทีมงานที่มั่นคงและเชี่ยวชาญ แต่สำหรับ Ternus แล้ว สถานการณ์ดูจะท้าทายกว่ามาก เพราะเขาต้องแบกรับภาระในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้นำที่หลายคนเริ่มเข้าสู่วัยเกษียณภายในเวลาประมาณ 3 ปีข้างหน้า

ความท้าทายของ John Ternus เตรียมเปลี่ยนทีมบริหาร Apple ยุคใหม่

การทำงานของ Ternus จะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทีมบริหารชุดเดิมของ Cook หลายคนร่วมงานกับ Apple มานานจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์องค์กรไปแล้ว โดยรายชื่อที่ถูกจับตาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้:

  • Johny Srouji: หัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ ผู้เป็นมันสมองเบื้องหลัง Apple Silicon ที่ปฏิวัติวงการชิปของ Apple แม้จะมีข่าวลือการลาออกมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่หากเขาจากไปจริงๆ ก็ถือเป็นงานหนักของ Ternus ในการหาคนมาแทน
  • Deirdre O’Brien: ผู้ดูแลทั้งฝั่งค้าปลีกและทรัพยากรบุคคล (HR) ซึ่งร่วมงานมาตั้งแต่ปี 1988 เธอคือผู้กุมความรู้เชิงสถาบันของบริษัทไว้มหาศาล
  • Luca Maestri: แม้จะเพิ่งเปลี่ยนตำแหน่ง CFO ไป แต่การที่เขายังวนเวียนอยู่ในฐานะรองประธานฝ่ายบริการองค์กร ก็ชัดเจนว่าคือการส่งต่อภาระงานให้คนรุ่นใหม่
  • Greg Joswiak: ตำนานฝ่ายการตลาดที่ร่วมงานมาตั้งแต่ปี 1986 หากเขาเกษียณตามรายงาน Apple อาจต้องพึ่งพาดาวรุ่งใหม่อย่าง Lilian Rincon หรือ Kaiann Drance เข้ามาอุดช่องว่าง

ในฐานะที่ John Ternus เตรียมเปลี่ยนทีมบริหาร Apple ยุคใหม่ สิ่งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ Apple ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาของยุคดั้งเดิมไปสู่ยุค AI และนวัตกรรมที่รวดเร็วกว่าเดิม การเปลี่ยนผ่านผู้นำไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนชื่อบนป้ายหน้าห้อง แต่คือการรักษา DNA ของความสำเร็จไว้ในขณะที่ต้องกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องสำหรับอนาคตที่ไม่มีเงาของบรรดา ‘ฟอสซิล’ คอยค้ำยันอีกต่อไป

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การเตรียมแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นระบบเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เราคงต้องรอดูกันว่า Ternus จะนำพา Apple ไปในทิศทางไหนภายใต้แรงกดดันมหาศาลนี้

ที่มา – John Ternus Will Reportedly Replace Apple’s Rapidly Fossilizing Executives Soon After Becoming CEO

เขตพญาไทสั่งปิดชั่วคราว ‘ทีเด็ด 99’ ฐานเปิดคาราโอเกะไม่ขออนุญาต-ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อร้าน ‘ทีเด็ด 99’ กันมาบ้างนะครับ แต่วันนี้มีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานประกอบการแห่งนี้ เมื่อล่าสุดทางสำนักงานเขตพญาไทได้ออกคำสั่งด่วนให้ระงับการให้บริการทันที เรื่องราวนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับทั้งผู้ประกอบการและนักเที่ยวในบ้านเราได้ดีทีเดียวครับ โดยประเด็นหลักที่เกิดขึ้นคือเรื่องของการทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายและการรักษาสุขอนามัยของสถานที่

เขตพญาไทสั่งปิดชั่วคราว ‘ทีเด็ด 99’ ฐานเปิดคาราโอเกะไม่ขออนุญาต-ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางสำนักงานเขตพญาไทได้ออกหนังสือคำสั่งระงับกิจการร้านดังกล่าว หลังจากเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา และพบว่าทางร้านมีการเปิดให้บริการคาราโอเกะโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่ต้องมีการควบคุมตามกฎหมายของกรุงเทพมหานครอย่างเคร่งครัด

เหตุผลเบื้องหลังคำสั่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการที่ทางร้านเพิกเฉยต่อคำเตือนจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่เคยเข้ามาแนะนำให้ปรับปรุงสถานที่ให้ถูกสุขลักษณะและขออนุญาตให้ถูกต้อง แต่ทางร้านกลับยังคงเปิดให้บริการต่อไปโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จึงนำมาสู่มาตรการขั้นเด็ดขาดที่ต้องสั่งให้ปิดชั่วคราวเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย

บทลงโทษทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการควรรู้

หลายท่านอาจสงสัยว่าการฝ่าฝืนคำสั่งนี้มีโทษอย่างไร? ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ที่เกี่ยวข้องกับข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร การฝ่าฝืนคำสั่งนี้มีโทษค่อนข้างหนักครับ:

  • โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
  • โทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท
  • หากยังฝ่าฝืนต่อเนื่อง จะมีการปรับเพิ่มอีกวันละไม่เกิน 25,000 บาทตลอดระยะเวลาที่ยังคงกระทำผิด

นี่คือตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อนว่า เขตพญาไทสั่งปิดชั่วคราว ‘ทีเด็ด 99’ ฐานเปิดคาราโอเกะไม่ขออนุญาต-ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นไปตามกระบวนการเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการเองครับ

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการกำกับดูแลสถานบันเทิงและร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่นับวันจะเน้นเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยมากขึ้น ผู้ประกอบการยุคใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับใบอนุญาตและการปรับปรุงสถานที่ให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ หากร้านใดเพิกเฉย ไม่เพียงแต่จะเสียชื่อเสียง แต่ยังต้องแบกรับภาระค่าปรับมหาศาลและอาจถึงขั้นถูกสั่งปิดถาวรในอนาคตได้ครับ

สุดท้ายนี้ สำหรับเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบการออกไปสังสรรค์ ก็อย่าลืมมองหาร้านที่ถูกสุขลักษณะและมีใบอนุญาตประกอบการที่ชัดเจน เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตครับ หากผู้ประกอบการรายใดต้องการแก้ไขให้ถูกต้อง กฎหมายยังมีช่องทางให้อุทธรณ์ภายใน 30 วันตามขั้นตอนครับ

ที่มา – เขตพญาไทสั่งปิดชั่วคราว ‘ทีเด็ด 99’ ฐานเปิดคาราโอเกะไม่ขออนุญาต-ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

DSI เตรียมเรียก ‘สมชาติ’ สส. ภูเก็ต พรรคประชาชน แจงปมนอมินีอสังหาฯ เจ้าตัวลั่นพร้อมให้ตรวจสอบ-ชี้เป็นเกมการเมือง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีของ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส. ภูเก็ต จากพรรคประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญคือ DSI เตรียมเรียก ‘สมชาติ’ สส. ภูเก็ต พรรคประชาชน แจงปมนอมินีอสังหาฯ เจ้าตัวลั่นพร้อมให้ตรวจสอบ-ชี้เป็นเกมการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษในแวดวงการเมืองและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ตครับ

DSI เตรียมเรียก ‘สมชาติ’ สส. ภูเก็ต พรรคประชาชน แจงปมนอมินีอสังหาฯ เจ้าตัวลั่นพร้อมให้ตรวจสอบ-ชี้เป็นเกมการเมือง

สำหรับจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากการที่คณะพนักงานสืบสวนจากกองคดีความมั่นคงของ DSI ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก และพบเบาะแสว่า สส. สมชาติ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการหรือถือหุ้นในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับชาวต่างชาติ โดยทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาข้อเท็จจริงว่าการดำเนินธุรกิจดังกล่าว เข้าข่ายการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าการใช้ ‘นอมินี’ หรือไม่

ทางแหล่งข่าวภายใน DSI ได้ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังเป็นเพียงการเชิญตัวมาให้ข้อมูลในฐานะ ‘พยาน’ เท่านั้น เพื่อสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย โดยต้องการทราบถึงรูปแบบการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ระยะเวลาในการดำเนินงาน รวมถึงแหล่งที่มาของเงินทุน ซึ่งทางหน่วยงานย้ำชัดว่าขณะนี้ยังไม่มีการตั้งข้อหาหรือแจ้งดำเนินคดีกับใครทั้งสิ้น

ท่าทีของ สส. สมชาติ ต่อการถูกตรวจสอบ

เมื่อเราลองมาดูฝั่งของผู้ถูกกล่าวถึงกันบ้าง ทาง สส. สมชาติ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่แสดงความบริสุทธิ์ใจว่า ตนเองพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยระบุว่าหากได้รับหมายเรียกอย่างเป็นทางการ จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนทันทีโดยไม่ขอใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด

  • จุดยืนชัดเจน: สส. สมชาติ ยืนยันผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ไม่มีแผ่นดินไทยแม้แต่ตารางมิลลิเมตรเดียวที่ตกไปอยู่ในมือของคนต่างด้าว”
  • มุมมองต่อคดี: เจ้าตัวมองว่าการตรวจสอบครั้งนี้มีความคล้ายคลึงกับกรณีของเพื่อนร่วมพรรค และตั้งข้อสังเกตว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เกมการเมือง’
  • ความโปร่งใส: พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความจริงให้สังคมได้รับทราบ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ณ ศูนย์ราชการฯ อาคารซี ยังคงมีความชุลมุนเล็กน้อยในแง่ของการสื่อสาร โดยทาง DSI ยืนยันว่าได้ส่งหนังสือเชิญแล้ว แต่ทาง สส. สมชาติ ยังคงระบุว่าไม่ได้รับเอกสารใดๆ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล การสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐและผู้ที่มีชื่อเสียงต้องมีความแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อป้องกันข่าวลือที่อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ สิ่งที่น่าสนใจคือผลกระทบของคดีนี้ต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต หาก DSI สามารถคลี่คลายคดีนี้ได้อย่างโปร่งใส ก็จะถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการเรื่องนอมินีที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร นี่คือบทเรียนที่สำคัญสำหรับนักธุรกิจทุกคนที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติว่าควรทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในภายหลัง

สุดท้ายนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า DSI จะดำเนินการอย่างไรในขั้นตอนถัดไป และบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นการเคลียร์ใจให้กระจ่าง หรือจะเป็นชนวนเหตุให้เกิดการถกเถียงในเวทีการเมืองที่ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง

ที่มา – DSI เตรียมเรียก ‘สมชาติ’ สส. ภูเก็ต พรรคประชาชน แจงปมนอมินีอสังหาฯ เจ้าตัวลั่นพร้อมให้ตรวจสอบ-ชี้เป็นเกมการเมือง

ลูกเขย ‘หรั่ง ธุระพล’ ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. อุดรธานี เขต 3 รักษาเก้าอี้สีน้ำเงินในสภาฯ

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตบรรยากาศการเมืองที่ร้อนแรงกันสักนิดครับ หลังจากที่มีการจัดเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เขต 3 ซึ่งเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย ผลลัพธ์ล่าสุดออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยภาพรวมถือว่าเป็นการตอกย้ำฐานเสียงเดิมของพรรคภูมิใจไทยได้อย่างแข็งแกร่งครับ

ลูกเขย ‘หรั่ง ธุระพล’ ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. อุดรธานี เขต 3 รักษาเก้าอี้สีน้ำเงินในสภาฯ

สำหรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ต้องบอกว่าน่าทึ่งมากครับ เมื่อ อธิการ แก้วเครือศรี ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย สามารถกวาดคะแนนเสียงไปได้แบบทิ้งห่างคู่แข่งกว่า 2.3 หมื่นคะแนน ซึ่งการที่ ลูกเขย ‘หรั่ง ธุระพล’ ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. อุดรธานี เขต 3 รักษาเก้าอี้สีน้ำเงินในสภาฯ ได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของคนในพื้นที่ที่มีต่ออดีต สส. ท่านเดิมและพรรคภูมิใจไทยอย่างลึกซึ้ง

หากย้อนกลับไปดูเส้นทางก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ อธิการ แก้วเครือศรี เข้ามาลงสมัครแทนที่พ่อตาผู้ล่วงลับ คือคุณหรั่ง ธุระพล โดยมีภรรยาอย่าง สจ.เลียม คอยเคียงข้างสนับสนุน ซึ่งด้วยพื้นเพเดิมที่ประกอบอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้างและเป็นคนในพื้นที่ ทำให้เข้าถึงใจชาวบ้านได้ไม่ยากครับ

เบื้องหลังชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในอุดรธานี

บรรยากาศที่ศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย จังหวัดอุดรธานี ในคืนวันนับคะแนนเป็นไปอย่างคึกคัก เมื่อหัวหน้าพรรคอย่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางไปให้กำลังใจด้วยตนเอง โดยผลคะแนนที่ออกมามีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • อันดับ 1: อธิการ แก้วเครือศรี (พรรคภูมิใจไทย) ได้คะแนน 36,097 คะแนน
  • อันดับ 2: ขจิตร ชัยนิคม (พรรคประชาธิปไตยใหม่) ได้คะแนน 12,323 คะแนน
  • อันดับ 3: คำผัน จันทจร (พรรคเพื่อบ้านเมือง) ได้คะแนน 4,350 คะแนน

ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า กระแสความนิยมในระดับท้องถิ่นนั้นทรงพลังมาก ซึ่ง ลูกเขย ‘หรั่ง ธุระพล’ ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. อุดรธานี เขต 3 รักษาเก้าอี้สีน้ำเงินในสภาฯ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการรักษาพื้นที่เดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าฐานเสียงของภูมิใจไทยในภาคอีสานยังคงเหนียวแน่นและมีการจัดการภายในพรรคที่ดีเยี่ยม

ในมุมมองของผม นี่คือบทเรียนสำคัญของสนามการเมืองระดับเขต ที่ความสัมพันธ์ของครอบครัวและตัวบุคคลมักจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนมากกว่ากระแสในโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว สำหรับใครที่ติดตามการเมืองไทยอยู่ นี่เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่าคนในพื้นที่มีความคาดหวังต่อตัวแทนที่ “เข้าถึงง่าย” และ “คุ้นเคย” มากที่สุดครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าการรักษาเก้าอี้ในสภาฯ จะเป็นบทพิสูจน์งานหนักสำหรับคุณอธิการว่าจะสานต่องานของคุณหรั่ง ธุระพล ได้ดีแค่ไหน เรามารอลุ้นผลงานในสภาฯ ของท่านกันต่อไปครับ

ที่มา – ลูกเขย ‘หรั่ง ธุระพล’ ชนะเลือกตั้งซ่อม สส. อุดรธานี เขต 3 รักษาเก้าอี้สีน้ำเงินในสภาฯ

ย้อนรอย Shailene Woodley เกือบได้เป็น Mary Jane ใน Amazing Spider-Man 2

เชื่อว่าแฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่หลายคนคงยังจำภาพยนตร์เรื่อง The Amazing Spider-Man 2 กันได้ดี ซึ่งนอกจากจะเป็นหนังที่รวมเอาตัวร้ายและปมเรื่องราวไว้แน่นเอี้ยดแล้ว รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วนักแสดงสาวมากฝีมืออย่าง Shailene Woodley เคยถูกวางตัวให้รับบทเป็น Mary Jane Watson อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ฉากของเธอถูกตัดออกไปจนหมด ซึ่งเรื่องนี้ยังคงติดอยู่ในใจของเธอจนถึงทุกวันนี้

ย้อนรอย Shailene Woodley เกือบได้เป็น Mary Jane ใน Amazing Spider-Man 2

ในรายการ SAG-AFTRA’s Conversations เมื่อเร็วๆ นี้ Shailene ได้เล่าถึงเบื้องหลังที่น่าสนใจว่า การที่เธอได้รับบทนี้ไม่ใช่การผ่านกระบวนการออดิชั่นแบบปกติทั่วไป แต่เป็นการพูดคุยกับผู้กำกับ Marc Webb โดยตรง เธอสารภาพว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้าง “น่าประหม่า” เพราะเธอชินกับการต้องออดิชั่นเพื่อพิสูจน์ฝีมือมาตลอด การได้รับเสนอชื่อโดยไม่ต้องทดสอบบททำให้เธอเกิดความกังวลว่า เธอคือคนที่ใช่สำหรับบทนี้จริงๆ หรือเป็นเพียงคนที่สตูดิโอต้องการตัวกันแน่

ความทรงจำของ Shailene Woodley เกือบได้เป็น Mary Jane ใน Amazing Spider-Man 2

แม้จะมีความกังวล แต่ในฐานะแฟนตัวยงของ Spider-Man และชื่นชอบตัวละคร Mary Jane ตั้งแต่เด็ก การได้รับโอกาสนี้เปรียบเสมือนความฝันที่กลายเป็นจริง เธอได้ถ่ายทำไปเพียงไม่กี่ฉากกับ Andrew Garfield และถูกวางตัวให้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในภาคที่ 3 แต่แล้วเธอก็ได้รับโทรศัพท์จากทาง Sony ว่าจำเป็นต้องตัดฉากของเธอออกเพื่อให้ตัวละครเปิดตัวได้อย่างสวยงามในภาคต่อ ซึ่งเธอก็เข้าใจในเหตุผลนั้นเป็นอย่างดี แม้จะแอบติดตลกขำๆ ว่าทางสตูดิโออาจจะเสียใจที่เลือกเธอมาตั้งแต่แรกก็ได้

หากเรามองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น:

  • ไม่มี The Amazing Spider-Man 3 เกิดขึ้นจริง
  • Tom Holland เข้ามารับบท Spider-Man ในจักรวาล MCU
  • Zendaya กลายเป็น MJ ที่แฟนๆ ทั่วโลกหลงรัก

แม้เหตุการณ์จะเปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกที่ว่า Shailene Woodley เกือบได้เป็น Mary Jane ใน Amazing Spider-Man 2 ก็ยังคงเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ถึงแม้ว่าปัจจุบัน Sony จะยังไม่มีแผนที่จะพา Andrew Garfield กลับมาสานต่อจักรวาลนี้ แต่ด้วยกระแสตอบรับที่ดีหลังจากที่เขาปรากฏตัวใน Spider-Man: No Way Home ก็ทำให้เรายังแอบหวังลึกๆ ว่า สักวันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นการจับคู่ที่เคยเกือบเกิดขึ้นจริงนี้ในอนาคต

ในมุมมองของผม แม้เราจะไม่ได้เห็น Shailene ในบทบาทนี้ แต่นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าโลกของภาพยนตร์มีอะไรให้น่าประหลาดใจเสมอ และบางครั้งการที่ฉากหนึ่งถูกตัดออกไป ก็เพื่อรอโอกาสที่เหมาะสมกว่าในอนาคตสำหรับนักแสดงทุกคนครับ

ที่มา – Shailene Woodley Remembers Almost Being in ‘Amazing Spider-Man 2’

Phil Tippett เกษียณอายุและขายสตูดิโอทิ้งแล้ว

Phil Tippett เกษียณอายุและขายสตูดิโอทิ้งแล้ว

สำหรับแฟนภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง Star Wars และ Jurassic Park เชื่อว่าชื่อของ Phil Tippett คือบุคคลที่แฟนหนังต้องรู้จักเป็นอย่างดี เพราะเขาคือปรมาจารย์ด้าน Stop-motion ผู้สร้างสรรค์ผลงานระดับขึ้นหิ้งให้เราได้ชมกันมาอย่างยาวนาน แต่ข่าวล่าสุดที่ทำให้แฟนคลับทั่วโลกต้องใจหายคือการที่ Phil Tippett เกษียณอายุและขายสตูดิโอทิ้งแล้ว ซึ่งถือเป็นการปิดตำนานบริษัทผลิตงานภาพที่มีอายุยาวนานกว่า 4 ทศวรรษลงอย่างเป็นทางการ

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการประกาศขายทรัพย์สินจำนวนมหาศาลจาก Tippett Studio ซึ่งประกอบไปด้วยโมเดลจำลอง, สตอรี่บอร์ด, โปสเตอร์พร้อมลายเซ็น และเครื่องมือในการทำงานระดับมืออาชีพกว่า 273 รายการ โดยกิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นในรูปแบบ ‘everything must go!’ หรือการระบายของทั้งหมดเพื่อปิดกิจการ จะเว้นก็เพียงแค่รางวัลออสการ์ที่เขาได้รับจากผลงานระดับตำนานที่เขายังคงเก็บรักษาไว้เป็นความภูมิใจส่วนตัวเท่านั้น

จุดเริ่มต้นและบทสรุปของ Phil Tippett เกษียณอายุและขายสตูดิโอทิ้งแล้ว

สตูดิโอดังกล่าวถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดย Phil Tippett และภรรยาของเขาอย่าง Jules Roman โดยในช่วงแรกเน้นไปที่งาน Stop-motion และเทคนิค Go-motion ก่อนจะขยับขยายไปสู่การสร้างพร็อพภาพยนตร์และงาน CGI ในยุคต่อมา สตูดิโอนี้มีผลงานเด่นมากมาย เช่น:

  • ไตรภาค Robocop
  • Starship Troopers
  • ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดอย่าง Black Adam และ Alien: Romulus
  • ผลงานที่เป็นจิตวิญญาณของเขาอย่าง Mad God

แม้ว่าการที่ Phil Tippett เกษียณอายุและขายสตูดิโอทิ้งแล้ว จะเป็นเรื่องที่น่าใจหาย แต่ในเชิงธุรกิจ สตูดิโอแห่งนี้ต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายภายหลังการเข้าซื้อกิจการโดย PhantomFX ในปี 2024 ทำให้เขาต้องตัดสินใจเลือกทางเดินที่เจ็บปวดเพื่อปิดฉากบริษัทที่เขารัก การจากไปของสตูดิโอแห่งนี้เปรียบเสมือนการจบลงของยุคสมัยที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ตะวันตกมาอย่างยาวนาน

ในฐานะแฟนหนัง เราคงทำได้เพียงมองย้อนกลับไปดูผลงานที่ Phil ได้ฝากไว้ให้โลกใบนี้ แม้สตูดิโอจะปิดตัวลงไป แต่เทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ของเขาจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นใหม่ต่อไปอีกนานแสนนาน หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นการนำผลงานระดับมาสเตอร์พีซเหล่านี้ไปเก็บรักษาหรือจัดนิทรรศการเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ความสำคัญของงานทำมือในโลกภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วย CGI แบบในปัจจุบันครับ

ที่มา – Animator Phil Tippett Retired and Sold His Studio This Weekend

Google ยอมเปลี่ยนชื่อ Lake Ontario ตามคำสั่ง Trump

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งพิเศษให้เปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอเป็น “Lake America” งานนี้บอกเลยว่า Google ยอมเปลี่ยนชื่อ Lake Ontario ตามคำสั่ง Trump อย่างรวดเร็ว จนสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใช้งานทั่วโลกไม่น้อยเลยทีเดียว

Google ยอมเปลี่ยนชื่อ Lake Ontario ตามคำสั่ง Trump

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Google ทำตามความต้องการของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ เพราะย้อนกลับไปไม่นาน ทรัมป์ก็เคยพยายามเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกให้กลายเป็น “Gulf of America” มาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นก็นำมาซึ่งกระแสต้านอย่างหนักจากนานาประเทศ โดยเฉพาะจากประธานาธิบดีเม็กซิโกที่มองว่าสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการเปลี่ยนชื่อสากลได้ตามใจชอบ แต่ดูเหมือนว่า Google จะยังคงยึดหลักการเดิมคือการปรับข้อมูลตามแหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

  • ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อทะเลสาบเป็น “Lake America”
  • ผู้ใช้งานในต่างประเทศจะเห็นชื่อเป็น “Lake Ontario (Lake America)”
  • สำหรับชาวแคนาดา Google ยังคงแสดงผลชื่อเดิมคือ “Lake Ontario”

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า แม้แต่ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กอย่าง Kathy Hochul ซึ่งรัฐของเธอมีพรมแดนติดกับทะเลสาบแห่งนี้โดยตรง ยังได้ออกมาประกาศชัดเจนผ่านโซเชียลมีเดียว่า เธอจะไม่ยอมเรียกชื่อใหม่นี้อย่างแน่นอน ในขณะที่ Apple Maps เองก็ยังไม่ได้มีการขยับตัวตามในกรณีนี้ แต่ Google กลับเลือกที่จะยอมทำตามคำสั่งในขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมีการตั้งกำแพงภาษีโต้ตอบกันไปมาถึง 50%

ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังได้เปรยๆ ออกมาอีกว่าในอนาคตเขาอาจจะเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกให้เป็น “East American Ocean” หรือ “West American Ocean” อีกด้วย ซึ่งคำพูดเหล่านี้แม้จะดูเหมือนเป็นการพูดเล่น แต่ในยุคที่การเมืองเปลี่ยนชื่อภูมิศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

ในมุมมองของผู้ใช้งานทั่วไป คงต้องตั้งคำถามว่า Google ควรวางตัวเป็นกลางในระดับไหนต่อการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานที่ระดับโลก เพราะการยอมตามเกมการเมืองอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มในระยะยาวได้ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? ท้ายที่สุดแล้วเทคโนโลยีควรจะเป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลที่เป็นกลาง หรือควรสะท้อนตัวตนทางการเมืองของผู้มีอำนาจกันแน่?

ที่มา – Google Caves to Trump Again, Renames Lake Ontario

Google ยอมเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอตามคำสั่งทรัมป์

เชื่อเลยว่าหลายคนต้องมีอึ้ง! ล่าสุดยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยีอย่าง Google ได้ออกมาขยับตัวอีกครั้งด้วยการเปลี่ยนชื่อ “ทะเลสาบออนแทรีโอ” ให้กลายเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” บน Google Maps หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งพิเศษในประเด็นนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาที่กำลังร้อนระอุ

Google ยอมเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอตามคำสั่งทรัมป์

การตัดสินใจของ Google ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เมื่อบริษัทได้ปรับเปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวอเมริกา” มาแล้ว ซึ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก สำหรับการเปลี่ยนชื่อ Google ยอมเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอตามคำสั่งทรัมป์ ในครั้งนี้ ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ จะเห็นชื่อใหม่บนแผนที่ทันที ส่วนผู้ใช้งานในต่างประเทศจะเห็นชื่อ “ทะเลสาบออนแทรีโอ (ทะเลสาบอเมริกา)” ในขณะที่ชาวแคนาดายังคงเห็นชื่อเดิมของตนเองอยู่

เบื้องหลังการตัดสินใจและผลกระทบที่ตามมา

Google ให้เหตุผลว่าบริษัทจำเป็นต้องปรับปรุงแผนที่ให้สอดคล้องกับข้อมูลจากแหล่งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ แต่การกระทำของ Google กลับสวนทางกับท่าทีของนักการเมืองระดับท้องถิ่น โดยคุณ Kathy Hochul ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นรัฐที่ติดกับทะเลสาบออนแทรีโอโดยตรง ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่าเธอจะไม่เรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่าทะเลสาบอเมริกาอย่างแน่นอน

  • ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-แคนาดาที่ตึงเครียดจากสงครามการค้า
  • การโต้ตอบด้วยภาษีนำเข้าสูงถึง 50% ของทั้งสองประเทศ
  • ความกังวลว่า Google อาจตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากเกินไป

นอกจากนี้ ในวงสนทนาที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ยังมีการเปรยๆ แบบทีเล่นทีจริงว่าอาจจะมีการเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกให้เป็น “มหาสมุทรอเมริกาตะวันออก” และ “มหาสมุทรอเมริกาตะวันตก” อีกด้วย ซึ่งคงต้องรอดูกันต่อไปว่าหากมีการเปลี่ยนชื่อจริง Google ยอมเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอตามคำสั่งทรัมป์ แบบนี้แล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ไอทีจะยอมทำตามคำสั่งแปลกๆ เหล่านี้อีกหรือไม่

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าในยุคดิจิทัล แผนที่ที่เราใช้อยู่ทุกวันอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือนำทาง แต่ยังสามารถกลายเป็นพื้นที่แห่งการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์และการเมืองได้ตลอดเวลา คุณคิดว่าการที่บริษัทเทคโนโลยีต้องยอมทำตามคำสั่งทางการเมืองแบบนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่? หรือนี่คือจุดเริ่มต้นของการบิดเบือนข้อมูลทางภูมิศาสตร์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีอำนาจ?

ที่มา – Google Caves to Trump Again, Renames Lake Ontario

Waymo และ Zoox ยังคงทำให้คนขับทดสอบได้รับบาดเจ็บ

ในขณะที่รถยนต์ไร้คนขับเริ่มมีบทบาทมากขึ้นบนท้องถนนในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก เรามักจะลืมไปว่าเบื้องหลังเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเหล่านี้ ยังคงมีมนุษย์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการควบคุมดูแล ก่อนที่รถเหล่านั้นจะพร้อมใช้งานแบบไร้คนขับโดยสมบูรณ์ แต่รายงานล่าสุดกลับชี้ให้เห็นประเด็นที่น่ากังวลว่า Waymo และ Zoox ยังคงทำให้คนขับทดสอบได้รับบาดเจ็บ อยู่บ่อยครั้งจากการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเมื่อ Waymo และ Zoox ยังคงทำให้คนขับทดสอบได้รับบาดเจ็บ

ข้อมูลจากสำนักงานบริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OSHA) ระบุว่ามีการรายงานเหตุการณ์บาดเจ็บมากกว่า 20 ครั้งที่เกี่ยวข้องกับ Waymo ของ Alphabet และ Zoox ของ Amazon โดยสาเหตุหลักมักเกิดจากการเบรกกะทันหัน หรือการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วของรถยนต์ระหว่างการทดสอบ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอก ปวดหลัง และอาการบาดเจ็บจากการกระแทกที่คอหรือ Whiplash

ผลกระทบจากการขยายธุรกิจที่รวดเร็วเกินไป

การที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้พยายามขยายพื้นที่ให้บริการไปยังเมืองใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเพิ่มชั่วโมงการขับขี่ทดสอบมากขึ้น ส่งผลให้สถิติอุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในตลาดใหญ่ๆ อย่างลอสแอนเจลิส ฟีนิกซ์ และซานฟรานซิสโก

  • คนขับทดสอบมักเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากการตัดสินใจของ AI
  • การปรับแต่งรถยนต์มาตรฐานอย่าง Toyota Highlander ด้วยเซนเซอร์จำนวนมาก อาจส่งผลต่อการควบคุมรถในสถานการณ์วิกฤต
  • กฎระเบียบของหน่วยงานรัฐเริ่มจับตามองประเด็นความปลอดภัยของมนุษย์อย่างใกล้ชิด

เป็นที่ชัดเจนว่า Waymo และ Zoox ยังคงทำให้คนขับทดสอบได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่ซอฟต์แวร์ของพวกเขายังไม่สามารถตอบสนองต่อสภาวะการจราจรที่ซับซ้อนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งที่บริษัทเหล่านี้กำลังเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร แต่หากคนขับทดสอบซึ่งเป็นด่านแรกของความปลอดภัยยังได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบความปลอดภัยในปัจจุบันยังไม่ดีพอ

ในอนาคต เราอาจได้เห็นหน่วยงานกำกับดูแลยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อ Waymo หรือ Zoox เท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ ที่กำลังมุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติเช่นกัน เราต้องตั้งคำถามว่า ความรวดเร็วในการเป็นผู้นำตลาดนั้นคุ้มค่าหรือไม่ หากต้องแลกมาด้วยความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์บนท้องถนน

ที่มา – Waymo, Zoox Vehicles Still Causing Injuries to Test Drivers: Report