ผู้เขียน: lalika69_admin

ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ทุกปีเมื่อฤดูแล้งมาเยือน ภาคเหนือของเราก็ต้องเจอศึกหนักกับไฟป่าและฝุ่น PM2.5 อีกครั้ง เหมือนละครซ้ำๆ ที่ไม่มีวันจบเลยใช่มั้ยล่ะ แม้รัฐจะมีมาตรการออกมานับไม่ถ้วน แต่ทำไมสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นแบบเห็นผลชัดเจนนะ? วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึก ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม กันแบบเป็นกันเอง แต่ได้ insight จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง รับรองว่าอ่านแล้วเข้าใจง่าย เหมือนคุยกับเพื่อนเก่า!

ประเด็นสำคัญ

 

คำถามใหญ่ที่เราต้องถามตัวเองคือ รัฐมีเครื่องมือพอหรือยังในการหยุดวิกฤตนี้? มาดูกันเลยครับ

กฎหมายมี แต่ใช้ไม่ถึง ‘ประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน’ ยังทำไม่ได้

รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง จากคณะนิติศาสตร์ มธ. บอกตรงๆ เลยครับว่า แม้หลายคนเรียกร้องให้ประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉิน แต่กฎหมายอย่าง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ไม่เอื้อเลย อำนาจมีแค่สั่งห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง แต่ไม่มีเกณฑ์ชัดๆ เรื่องความรุนแรงหรือแบ่งหน้าที่หน่วยงาน ทำให้การสั่งการกระจัดกระจาย เหมือนทีมฟุตบอลไม่มีกัปตันนั่นแหละ!

งบประมาณติดล็อก ใช้ได้แค่ ‘เยียวยา’ ไม่ใช่ ‘ป้องกัน’

ปัญหายังไม่จบแค่นั้น เรื่องเงินก็ล็อกตาย! ระเบียบเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2562 ใช้ช่วยผู้ประสบภัยได้ แต่ป้องกันล่วงหน้าไม่ได้เลย รัฐเลยทำได้แค่รักษา ไม่ใช่ป้องกัน เหมือนหมอที่รักษาโรคแต่ไม่ฉีดวัคซีนน่ะครับ สุดท้ายปัญหาก็วนลูปเดิม

แผนระดับชาติยังไม่มองไฟป่าเป็น ‘ภัยเฉพาะ’

แผนป้องกันภัยชาติ 2564-2570 ยังมองไฟป่า PM2.5 เป็นแค่ปัญหาเล็กๆ ไม่ใช่ภัยเฉพาะ เหมือนแผนเก่าที่รับมือน้ำท่วมวาตภัย แต่ยุคนี้วิกฤตสิ่งแวดล้อมซับซ้อนกว่านั้นมาก ต้องอัพเดทด่วนเลยครับ

ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม

นี่แหละหัวใจหลัก! ปัญหาไม่ใช่แค่ไฟไหม้หรือฝุ่น แต่เป็นโครงสร้างกฎหมายที่ล้มเหลว ทำให้รัฐติดกับดัก ผมมองว่ามันสะท้อนสังคมเราที่ต้องปรับตัวกับ climate change แบบเร่งด่วน ในมุม tech ที่ผมชอบดู เราควรนำ drone หรือ AI มาช่วยตรวจจับไฟป่าตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยได้เยอะ

ระยะสั้น ‘ประคอง’ ระยะยาวต้อง ‘ปฏิรูป’

ตอนนี้รัฐทำได้แค่เยียวยาและประคอง แต่ระยะยาวต้องปฏิรูป เช่น ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด และเพิ่มอำนาจประกาศภัยฉุกเฉิน ผมว่าเป็นทางออกที่ realistic มาก

ทางออกใหม่ ‘หน่วยงานเฉพาะกิจ’ แก้ปัญหาข้ามหน่วยงาน

ไอเดียเจ๋งคือตั้ง ‘สำนักงานบูรณาการจัดการไฟป่าและวิกฤตความร้อน’ ผ่าน พรก. ทำหน้าที่รวมพลังทุกหน่วย มีงบ riêng วางแผนระบบ นำร่องภาคเหนือแบบ Sandbox ก่อน อุดช่องโหว่เรื่องประเมินความเสี่ยงและสื่อสารข้อมูลได้ดีเลย

ข้อจำกัดเชิงพื้นที่ ปัจจัยที่นโยบายต้องเข้าใจ

ภาคเหนือมีป่าเบญจพรรณ เต็งรัง ลาดชัน ชุมชนพึ่งพาป่า ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวทั่วประเทศ ต้อง customize นโยบายให้เข้ากับพื้นที่จริงๆ

สรุปนะครับ ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม คือกุญแจที่ทำให้ปัญหาไม่จบ ผมเชื่อว่า trend สิ่งแวดล้อมกำลังมาแรงในปี 2024 เหมือน tech green ที่ฮอต ถ้าเราใช้ AI satellite monitoring จะหยุดวงจรนี้ได้ ลองแชร์บทความนี้เพื่อสร้าง awareness กันเถอะ สนับสนุนให้รัฐปฏิรูปด่วน! คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกผมหน่อยนะ

ที่มา – ช่องโหว่กฎหมาย ‘ไฟป่า-PM2.5’ วิกฤตซ้ำซากที่มากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม

รอง ผบ.ตร. แจงละเอียดโครงการสร้าง สน.สุทธิสาร ยืนยันโปร่งใส-สั่งปรับผู้รับเหมา 6.8 ล้าน พร้อมเร่งปรับแผนนำสายไฟลงใต้ดิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจจากแวดวงข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตบนโซเชียลมีเดีย นั่นคือ รอง ผบ.ตร. แจงละเอียดโครงการสร้าง สน.สุทธิสาร ยืนยันโปร่งใส-สั่งปรับผู้รับเหมา 6.8 ล้าน พร้อมเร่งปรับแผนนำสายไฟลงใต้ดิน พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเอง เพื่อคลายข้อกังวลจากภาพบันไดชนเพดานที่แพร่สะพัด ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของโครงการนี้

รอง ผบ.ตร. แจงละเอียดโครงการสร้าง สน.สุทธิสาร ยืนยันโปร่งใส-สั่งปรับผู้รับเหมา 6.8 ล้าน พร้อมเร่งปรับแผนนำสายไฟลงใต้ดิน

โครงการนี้เป็นการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารแห่งใหม่ พร้อมอาคารจอดรถและที่พักอาศัย โดยสำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแล ผู้รับจ้างคือกิจการร่วมค้า ดีวายซีอาร์ คอนสตรัคชั่น (บริษัท ดี.วาย.งานศีลป์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ไชน่าเรียลเวย์นับเบอร์สิบ จำกัด) งบประมาณตามสัญญา 139 ล้านบาท จากกรอบเดิม 162 ล้านบาท สัญญาลงนาม 8 กุมภาพันธ์ 2564 กำหนดเสร็จ 660 วัน แต่ล่าช้าเพราะโควิด-19 และปัญหาเทคนิค จนเสร็จ 8 กันยายน 2568 ล่าช้า 290 วัน

ที่น่าประทับใจคือ ตำรวจแห่งชาติคำนวณค่าปรับเคร่งครัด ล่าช้าจริง 49 วัน (ยกเว้น 241 วันจากมติ ครม.โควิด) ค่าปรับ 0.1% ของมูลค่างาน รวม 6,811,000 บาท ผู้รับจ้างจ่ายครบแล้ว! นี่คือตัวอย่างความโปร่งใสที่แท้จริงครับ ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบได้ง่าย เช่น ระบบดิจิทัลติดตามโครงการ ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น

รายละเอียดโครงการและมาตรฐานวิศวกรรม

  • ตรวจสอบเชิงวิศวกรรมละเอียดยิบ ยืนยันได้มาตรฐานทุกขั้นตอน
  • โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามระเบียบราชการ
  • ปัจจุบันปรับระบบไฟฟ้า นำสายไฟลงใต้ดินตามแนวทาง กฟน.

การนำสายไฟลงใต้ดินไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ มันช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ ลดความรกรุงรังในเมืองใหญ่ และรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบไฟฟ้าแรงสูงอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่กำลังเป็นเทรนด์โลก โดย กฟน. จะวางแผนติดตั้งให้สมบูรณ์แบบ อาคารจะพร้อมใช้งานเร็วๆ นี้แน่นอน

จากประสบการณ์ของผมที่ติดตามโครงการก่อสร้างรัฐมาหลายปี จะบอกว่าปัญหาล่าช้าแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย แต่การจัดการค่าปรับและปรับปรุงทันทีแบบนี้ หายากมาก มันแสดงถึงความรับผิดชอบต่อเงินภาษีอากรของเรา สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบข่าวเทคโนโลยีและบันเทิง ลองนึกภาพ สถานีตำรวจสุดทันสมัยแบบนี้ เหมือนในหนัง sci-fi เลยนะ ปลอดภัย สวยงาม และโปร่งใส!

ความสำคัญของความโปร่งใสในโครงการรัฐ

ในยุคดิจิทัล โซเชียลมีเดียช่วยให้ประชาชนตรวจสอบได้ทันที แต่หน่วยงานรัฐก็ต้องตอบสนองเร็วด้วย โครงการ สน.สุทธิสารนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ตำรวจไทยให้ทันสมัยขึ้น หากนำเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) มาใช้ในอนาคต จะยิ่งโปร่งใสและมีประสิทธิภาพกว่าเดิมแน่นอน

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าความโปร่งใสแบบนี้จะเป็นเทรนด์หลักในโครงการรัฐบาลไทยปีหน้า เพื่อนๆ ลองติดตามดูนะครับ ถ้ามีข้อสงสัยหรืออยากรู้เพิ่ม สอบถามมาได้เลย! ไปช่วยแชร์สร้างความเชื่อมั่นให้หน่วยงานรัฐกันเถอะ

ที่มา – รอง ผบ.ตร. แจงละเอียดโครงการสร้าง สน.สุทธิสาร ยืนยันโปร่งใส-สั่งปรับผู้รับเหมา 6.8 ล้าน พร้อมเร่งปรับแผนนำสายไฟลงใต้ดิน

แอปเปิลยื่นมือให้คนเกลียด Liquid Glass

สำหรับผู้ใช้ iPhone ที่ตั้งใจหลีกเลี่ยงการอัพเดทเป็น iOS 26 แม้เครื่องจะรองรับ จนถึงวันพุธที่ผ่านมา คุณอาจตกอยู่ในช่องโหว่ความปลอดภัยที่น่ากลัว แต่ตอนนี้แอปเปิลเริ่มตามที่ Wired รายงาน โดยปล่อยแพตช์แก้ไขโดยไม่ต้องอัพเดทไปใช้ดีไซน์ Liquid Glass ที่น่ารำคาญนั้น

แอปเปิลยื่นมือให้คนเกลียด Liquid Glass อย่างไร

ประเด็นนี้เกี่ยวกับ DarkSword ซึ่งเป็นช่องโหว่ร้ายแรงที่อาจทำลายสัปดาห์ของคุณได้ ถ้าคุณใช้ iPhone รุ่นเก่าที่ยังไม่อัพเดท เพียงแค่เข้าเว็บไซต์ที่ติดเชื้อ ก็อาจติดสปายแวร์ที่ขโมยข้อมูลส่วนตัว เงิน หรือคริปโตของคุณได้

"ถ้าคุณอัพเดท iPhone อยู่เสมอ คุณปลอดภัยแล้ว" ตามประกาศของแอปเปิล "ถ้า iPhone ของคุณใช้ iOS รุ่นเก่า ให้อัพเดทเพื่อปกป้องข้อมูล"

แต่บางคนเกลียด iOS 26 กับฟองอากาศกระจกเหลวที่ทำให้ปวดหัว เพื่อนร่วมงาน James Pero ชื่นชอบโดยรวม แต่บอกว่าบางครั้งมันกลายเป็น "ภาพเบลอเลอะเทอะ"

แพตช์ Backport คืออะไร และช่วยอะไรได้บ้าง

iOS รุ่นเก่าบางตัวได้รับการอัพเดทป้องกัน DarkSword ไปแล้ว แต่สำหรับคนที่อัพจาก iOS 18 เป็น iOS 26 ได้แต่ยังไม่ทำ คำแนะนำเดิมคืออัพเดท iOS 26 เท่านั้น

แต่ Wired ได้ข้อมูลจากโฆษกแอปเปิลนิรนามเมื่อวันอังคารว่า จะมีอัพเดทแบบ "backporting" หายากในวันพุธ สำหรับคนเกลียด Liquid Glass และใครก็ตามที่ยังไม่อัพ iOS 26

แอปเปิลยื่นมือให้คนเกลียด Liquid Glass ครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะ แม้จะน่ากลัวเพราะช่องโหว่นี้รุนแรงมาก DarkSword เป็น exploit chain ที่โจมตีผ่านเว็บ โดยไม่ต้อง jailbreak สามารถอ่านข้อความ ถ่ายรูป ล็อกเก็ต หรือแม้แต่ควบคุมกล้องได้ นักวิจัยจาก Google Threat Intelligence เปิดเผยว่ามันใช้มานานหลายเดือน

ทำไมแอปเปิลถึงทำแบบนี้? คงเพราะผู้ใช้จำนวนมากบ่นเรื่อง UI ใหม่ Liquid Glass ที่ดูโมเดิร์นแต่ทำให้ตาลาย โดยเฉพาะกับแสงจ้า หรือคนสายตาไม่ดี บางคนเรียกมันว่า "vision disaster"

  • ข้อดีของ backport: ได้ความปลอดภัยโดยไม่เปลี่ยน UI
  • ข้อเสีย: อาจไม่ครอบคลุมฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมด
  • คำแนะนำ: เช็คอัพเดทใน Settings > General > Software Update

นอกจากนี้ แอปเปิลยังอัพเดท iOS 18 และรุ่นเก่าอื่นๆ ด้วย CVE-2024-44133 และ CVE-2024-44134 ที่เกี่ยวข้องกับ WebKit ทำให้ DarkSword ไร้ผล

สำหรับคนที่รอคอย นี่คือข่าวดี แต่ก็เตือนว่าอย่าชะล่าใจ ภัยคุกคามไซเบอร์เพิ่มขึ้นทุกวัน ถ้าคุณหลีกเลี่ยงอัพเดทนานเกินไป อาจพลาดแพตช์สำคัญอื่นๆ

สรุป แอปเปิลยื่นมือให้คนเกลียด Liquid Glass ด้วย backport patches ที่หายากนี้ ถือเป็นการประนีประนอมที่ดี ลองเช็คอัพเดทเครื่องคุณวันนี้ แล้วบอกเราว่าคุณชอบ Liquid Glass หรือไม่ในคอมเมนต์!

ที่มา – Apple Offers Rare Olive Branch to Liquid Glass Haters

ประชาชนสับสน แห่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ด้านคลังแจงยังไม่โอนเงิน ต้องรอ กกต. อนุมัติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่โซเชียลมีเดียแพร่กระจายข่าวไวเหมือนไฟลามทุ่ง โดยเฉพาะเรื่องเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล วันนี้เรามีเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาทมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเอง แต่ได้ข้อมูลครบถ้วนจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเลยนะครับ

ประชาชนสับสน แห่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ด้านคลังแจงยังไม่โอนเงิน ต้องรอ กกต. อนุมัติ

เช้าวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ช่างภาพข่าวจาก THE STANDARD ลงพื้นที่สยามรัตนา ซุปเปอร์มาร์เก็ต พบภาพประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแห่กันมาจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างคึกคัก คิดว่าวันนี้เป็นวันแรกที่รัฐโอนเงินเพิ่มเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท จากเดิม 300 บาทต่อเดือน ข้อมูลนี้มาจากโพสต์ไวรัลในโซเชียลมีเดียที่แพร่สะพัดแบบไม่เช็คแหล่งที่มา ส่งผลให้หลายคนต้องคืนสินค้าจากตะกร้า หรือจ่ายเงินส่วนตัวจ่ายส่วนต่างเอง เกิดความสับสนกันใหญ่โต!

จากที่สอบถามประชาชนคนหนึ่งเล่าว่า นอกจากอยากได้วงเงินเพิ่มแล้ว ยังเสนอไอเดียเจ๋งๆ ว่าควรให้ปรับแต่งวงเงินได้ตามไลฟ์สไตล์ เช่น ถ้าไม่ใช้ขนส่งสาธารณะ ก็โยกเงินค่าเดินทาง 750 บาท มาบวกกับค่าซื้อของได้ เพราะ 400 บาทยังไม่พอค่าครองชีพที่แพงขึ้นทุกวัน ในขณะที่อีกคนบ่นเรื่องข่าวจากโซเชียลที่ทำให้เข้าใจผิด ฝากรัฐบาลสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้หน่อย

คลังชี้แจงจริงๆ แล้วยังไม่โอน ต้องรอขั้นตอน

ปลัดกระทรวงการคลัง ลวรณ แสงสนิท ออกมาชี้แจงแล้วครับ ว่ามาตรการนี้ ครม. อนุมัติเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคจาก 300 เป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ช่วย 13.3 ล้านคน ใช้งบ 1,300 ล้านบาท เป็นเวลา 1 เดือนก่อน จากนั้นค่อยพิจารณาต่อกับรัฐบาลชุดใหม่ แต่ตอนนี้ยังไม่โอน เพราะต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติก่อน เนื่องจากช่วงเลือกตั้ง กระบวนการต้องรัดกุม

สรุปสิทธิพื้นฐานเดือนนี้ที่ใช้ได้เลย:

  • วงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค: 300 บาท/คน/เดือน (เพิ่มอีก 100 บาท รอ กกต. อนุมัติ)
  • ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม: 80 บาท/คน/3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย. 2567)
  • วงเงินค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ: 750 บาท/คน/เดือน

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวการเงินและสวัสดิการมานาน ผมเห็นว่าปัญหานี้เกิดจาก ‘ข่าวปลอม’ ในแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Facebook ที่ viral เร็วมาก เหมือนเทรนด์บันเทิงเลยครับ แต่เป็นเรื่องจริงที่กระทบชีวิตประจำวัน แนะนำให้เช็คข้อมูลจากเว็บกระทรวงการคลัง หรือแอปเป๋าตังค์เสมอนะ จะได้ไม่พลาดสิทธิ

เคล็ดลับใช้บัตรให้คุ้มค่าในช่วงรอเงินเพิ่ม

ระหว่างรอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ลองวางแผนช้อปปิ้งให้ฉลาด เช่น ซื้อของจำเป็นที่ลดราคาในซุปเปอร์ฯ ที่ร่วมรายการ ใช้เงินค่าเดินทางให้เต็มที่ถ้าเดินทางบ่อย และติดตามข่าวอัพเดทจากช่องทาง官方เท่านั้น หลีกเลี่ยงข่าวลือที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง

มุมมองส่วนตัว ในอนาคต รัฐควรมีระบบแจ้งเตือนผ่านแอปสำหรับผู้ถือบัตรโดยตรง เหมือนน็อตติฟิเคชั่นในแอปเทคยอดฮิต จะช่วยลดความสับสนได้เยอะ แนวโน้มคือมาตรการแบบนี้จะต่อเนื่อง เพราะค่าครองชีพยังสูง รัฐบาลใหม่น่าจะขยายวงเงินต่อ

เพื่อนๆ ที่ถือบัตรอยู่ ลองเช็คยอดในบัตรดูก่อนนะครับ ใช้สิทธิ 300 บาทให้คุ้มที่สุด รอประกาศโอนเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาทอย่างเป็นทางการ แล้วมาแชร์ประสบการณ์กันในคอมเมนต์!

ที่มา – ประชาชนสับสน แห่ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 400 บาท ด้านคลังแจงยังไม่โอนเงิน ต้องรอ กกต. อนุมัติ

มัมดานี ยกเลิกแบน TikTok พนักงานนครนิวยอร์ก

ในประกาศสุดแซ่บและสั้นกระชับบน TikTok เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก โซราน มัมดานี ได้ประกาศว่า มัมดานี ยกเลิกแบน TikTok พนักงานนครนิวยอร์ก แล้ว พนักงานเทศบาลสามารถใช้ TikTok ได้อีกครั้ง

“นครนิวยอร์ก เรา回来了!” คำพูดในคลิป TikTok ที่โพสต์โดยบัญชี @nycmayor ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้นไปตามๆ กัน

มัมดานี ยกเลิกแบน TikTok พนักงานนครนิวยอร์ก แต่มีข้อกำหนดพิเศษ

ก่อนหน้านี้ นายกเทศมนตรีคนก่อน เอริค อดัมส์ ได้แบน TikTok บนอุปกรณ์ของเทศบาลในปี 2023 โดยอ้างว่าแอปนี้เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่อเครือข่ายเทคโนโลยีของเมือง TikTok ในขณะนั้นเป็นของ ByteDance บริษัทจากจีน และเคยมีพฤติกรรมสอดแนมที่น่าขนลุก เช่น การติดตามนักข่าวจาก Forbes ในปี 2022

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐาน ชัดเจนที่ยืนยันว่าจีนมีอิทธิพลต่ออัลกอริทึม TikTok หรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของชาวอเมริกัน ในที่สุด สภาคองเกรสผ่านกฎหมายบังคับให้ ByteDance ขายส่วนของสหรัฐฯ ให้บริษัทอเมริกัน ซึ่ง ByteDance ก็ทำตาม เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยขายให้กลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯ

ข้อจำกัดแปลกๆ หลังมัมดานี ยกเลิกแบน TikTok พนักงานนครนิวยอร์ก

ตอนนี้ ความกังวลเรื่อง TikTok ลดลง และนายกเทศมนตรีคนใหม่ได้นำแอปนี้กลับมาใช้สำหรับพนักงานเทศบาล แต่มาพร้อมข้อจำกัดเข้มงวดมาก ตามรายงานของ Politico สำนักงานของมัมดานีส่งอีเมลแจ้งหน่วยงานต่างๆ ว่าพนักงานสามารถใช้ TikTok บนอุปกรณ์ของเทศบาลได้ หากอุปกรณ์นั้น “มีแอปอื่นนอกจาก TikTok ไม่ได้” และทีมสื่อสารของแต่ละหน่วยงานต้องมีผู้รับผิดชอบ TikTok โดยเฉพาะ

จากอีเมลที่ Wired นำมาเผย อุปกรณ์ TikTok เหล่านี้ “ห้ามมีข้อมูล敏感หรือจำกัด และห้ามใช้สำหรับอีเมล ระบบภายใน หรือการเข้าถึงพิเศษ”

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้พนักงานทำอะไรกับ TikTok ได้จำกัด เช่น ผู้ดูแล TikTok ที่ใช้อุปกรณ์ที่มีเฉพาะแอป TikTok ไม่สามารถตัดต่อวิดีโอด้วยแอปภายนอกอย่าง CapCut ของ ByteDance ได้เลย

  • อุปกรณ์เฉพาะสำหรับ TikTok เท่านั้น
  • ไม่มีแอปอื่นใด
  • ผู้ใช้ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
  • ห้ามข้อมูล敏感 ห้ามเชื่อมระบบภายใน

แต่ข้อจำกัดเหล่านี้อาจสมเหตุสมผล แม้ในยุคหลัง ByteDance เพราะเวอร์ชันสหรัฐฯ ของ TikTok เริ่มใช้ข้อมูลตำแหน่งในทางที่ขัดแย้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ Instagram ก็มีฟีเจอร์ตำแหน่งใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้กังวล ปีที่แล้ว โซเชียลมีเดียทั้งหมดคือระบบเก็บข้อมูลเพื่อขายข้อมูล ตามรายงาน FTC

การกักกันดิจิทัลแบบเข้มงวดแบบนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับรัฐบาลทุกระดับ

คุณคิดอย่างไรกับการ มัมดานี ยกเลิกแบน TikTok พนักงานนครนิวยอร์ก แต่มีกฎเหล็กแบบนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวเทคโนโลยีล่าสุดจากเรา!

ที่มา – Mamdani Lifts NYC TikTok Ban for City Employees, but with Some Unusual Restrictions

ระดมค้นหา 200 นาย ก่อนพบร่างอาสาสมัครดับไฟป่าแม่ริมเสียชีวิต จ.เชียงใหม่ สั่งคุมเข้มความปลอดภัยเจ้าหน้าที่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่มาฝากกันนะครับ เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราต้องคิดถึงความเสียสละของเหล่าอาสาสมัครที่ทำงานหนักท่ามกลางไฟป่าและสภาพอากาศสุดโหด เรื่องนี้คือ ระดมค้นหา 200 นาย ก่อนพบร่างอาสาสมัครดับไฟป่าแม่ริมเสียชีวิต จ.เชียงใหม่ สั่งคุมเข้มความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นข่าวที่สะเทือนใจมากๆ

ระดมค้นหา 200 นาย ก่อนพบร่างอาสาสมัครดับไฟป่าแม่ริมเสียชีวิต จ.เชียงใหม่ สั่งคุมเข้มความปลอดภัยเจ้าหน้าที่

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. ที่บ้านสะลวง หมู่ที่ 2 ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ คุณบุญมา ผ้าแดง อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นอาสาสมัครชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังและดับไฟป่าของหมู่บ้าน ได้หายตัวไปหลังจากช่วยดับไฟป่าและทำแนวกันไฟเสร็จในช่วงเย็น ญาติและชาวบ้านแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที แต่ติดต่อไม่ได้เลยครับ

เช้าวันที่ 1 เมษายน นายอำเภอแม่ริมสั่งการเร่งด่วน เปิดศูนย์ปฏิบัติการค้นหา รวบรวมกำลังพลกว่า 200 นาย จากเจ้าหน้าที่ หน่วยงานต่างๆ และอาสาสมัคร ลงพื้นที่ปูพรมค้นหาอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเวลา 10.00 น. ก็พบร่าคุณบุญมา นอนเสียชีวิตในป่า ห่างจากจุดทำแนวกันไฟแค่ 300 เมตร การตรวจเบื้องต้นไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย สันนิษฐานว่าอาจจากอ่อนเพลียสะสม สภาพอากาศร้อนจัด และโรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูง รอชันสูตรยืนยันครับ

บทเรียนจากเหตุการณ์สุดเศร้า

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวภัยพิบัติและเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน ผมเห็นว่าปีนี้ไฟป่าในภาคเหนือรุนแรงมากขึ้นจาก climate change ที่ทำให้อากาศแห้งร้อนผิดปกติ เหมือนในหนังแอคชั่นที่ฮีโร่ต้องสู้กับธรรมชาติ แต่ในชีวิตจริง เราต้องมีเครื่องมือช่วยเหลือที่ดีกว่านี้ เช่น drone สำหรับลาดตระเวนไฟป่า หรือ sensor IoT ตรวจจับควันไฟล่วงหน้า ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มนำมาใช้ในไทยแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลายพอ

  • เพิ่มการใช้ GPS tracker สำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อไม่ให้หลงทาง
  • ฝึกอบรมสุขภาพร่างกาย ท่ามกลางอากาศร้อน ต้องดื่มน้ำบ่อยๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ใช้ AI วิเคราะห์จุดเสี่ยงไฟป่า จากข้อมูลดาวเทียม เหมือนที่ NASA ทำ

จังหวัดเชียงใหม่แสดงความเสียใจต่อครอบครัว และขอบคุณทุกคนที่สู้กับไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 พร้อมสั่งคุมเข้มความปลอดภัย เช่น ประเมินสภาพร่างกายก่อนลงพื้นที่เสี่ยง นี่คือมาตรการที่จำเป็นมากในยุคที่ภัยธรรมชาติถี่ขึ้น

เทรนด์เทคโนโลยีช่วยดับไฟป่าในอนาคต

จากประสบการณ์ผมที่ศึกษาข่าวเทคโนโลยี พบว่าในต่างประเทศอย่างออสเตรเลียหรือแคลิฟอร์เนีย มี robotดับไฟอัตโนมัติและ app forecaster พยากรณ์ไฟป่าแบบ real-time ไทยเราก็ควรเร่งพัฒนา เพื่อลดความเสี่ยงให้ฮีโร่เหล่านี้ ถ้าทุกคนช่วยกันสนับสนุน startup สิ่งแวดล้อม จะช่วยชีวิตคนได้เยอะเลยครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากว่า อย่าลืมชื่นชมและช่วยเหลืออาสาสมัครในพื้นที่ของคุณนะครับ ถ้ามีโอกาส ลองบริจาคอุปกรณ์หรือแชร์ข้อมูลเทคโนโลยีดับไฟป่า มาแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ สนับสนุน CTA: ร่วมกันปกป้องฮีโร่ดับไฟป่า ด้วยการแชร์ข่าวนี้และติดตามอัพเดทเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม!

ที่มา – ระดมค้นหา 200 นาย ก่อนพบร่างอาสาสมัครดับไฟป่าแม่ริมเสียชีวิต จ.เชียงใหม่ สั่งคุมเข้มความปลอดภัยเจ้าหน้าที่

ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งอนุมัติ 14 นายพลตำรวจ ลาออกตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล มีผล 1 เม.ย. นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่ชื่นชอบข่าวสารร้อนๆ ทั้งบันเทิงและเทคโนโลยี วันนี้ผมมีเรื่องน่าสนใจในแวดวงราชการที่อาจกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคนนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งอนุมัติ 14 นายพลตำรวจ ลาออกตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล มีผล 1 เม.ย. นี้ ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ผมในฐานะคนติดตามข่าวมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกว่ามันจะส่งผลยังไงต่อสังคมไทยในยุคดิจิทัล

ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งอนุมัติ 14 นายพลตำรวจ ลาออกตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล มีผล 1 เม.ย. นี้

อย่างที่ทราบกันดีครับ วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีความเคลื่อนไหวสำคัญ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงนามในคำสั่งที่ 184/2569 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2569 อนุญาตให้ข้าราชการตำรวจระดับนายพล 14 นาย ลาออกจากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 28 รอบเมษายน ปีงบ 2569 คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565

โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรอกครับ แต่เป็นกลไกสำคัญในการหมุนเวียนบุคลากรระดับสูง เพื่อให้องค์กรสดชื่น มีเลือดใหม่เข้ามาแทนที่ โดยเฉพาะในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตำรวจต้องปรับตัวให้ทัน ผมมองว่านี่คือสัญญาณบวกที่แสดงถึงการ reform ภายใน ช่วยลดปัญหาการติดขัดในโครงสร้าง และเปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญ AI, Cybersecurity หรือ Big Data เข้ามารับตำแหน่ง

รายชื่อ 14 นายพลที่ได้รับอนุมัติลาออก

มาดูรายชื่อนายตำรวจระดับชั้นนายพลทั้ง 14 รายที่ยื่นขอเข้าร่วมโครงการกันครับ แต่ละท่านล้วนมีประสบการณ์ยาวนาน สร้างผลงานให้กับชาติมาไม่น้อย:

  • พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.)
  • พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.)
  • พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา (สบ 8) สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.)
  • พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ จเรตำรวจ
  • พล.ต.ต.ชวนนท์ ประเทศรัตน์ รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (รอง ผบช.ตชด.)
  • พล.ต.ต.ปรีดา อิ่มเจริญ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.)
  • พล.ต.ต.สรรธาน อินทรจักร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (รอง ผบช.ภ.4)
  • พล.ต.ต.เทิดพงษ์ ลิมปิทีป ผู้บังคับการตรวจสอบภายใน 2 (ผบก.ตส.2)
  • พล.ต.ต.บัณฑิต นิลอ่อน ผู้บังคับการกองคดี 2 (ผบก.กค.2)
  • พล.ต.ต.พงษ์นคร นครสันติภาพ ผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 5 (ผบก.อก.ภ.5)
  • พล.ต.ต.วิระศักดิ์ แย้มแสง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการเดินเรือ (สบ 6) กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.)
  • พล.ต.ต.วีร์ จิระรัตนวรรณ ผู้บังคับการอำนวยการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ผบก.อก.รร.นรต.)
  • พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหทินนิลกุล อาจารย์ (สบ 6) กลุ่มงานอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (รร.นรต.)
  • พล.ต.ต.สุระพันธ์ ไทยประเสริฐ ผู้บังคับการอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 4 (ผบก.อก.ภ.4)

จากรายชื่อนี้ จะเห็นว่ามีทั้งผู้ช่วย ผบ.ตร. สองท่าน ที่ปรึกษา จเรตำรวจ รองผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ และผู้บังคับการหลายภาคส่วน การลาออกพร้อมกันแบบนี้ สะท้อนถึงการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของ ผบ.ตร. เพื่อเตรียมพร้อมรับมือความท้าทายใหม่ๆ เช่น การใช้โดรนในการลาดตระเวน หรือระบบ facial recognition ในการสืบสวน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในวงการตำรวจทั่วโลก

ผลกระทบและแนวโน้มในอนาคต

ในมุมมองของผมที่ติดตามข่าวการเมืองและเทคโนโลยีมานาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลาออกธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ ‘Police 4.0’ ในไทยเลยครับ ตำรวจไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว ด้วยการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรม ลดภาระงานมนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพ ลองนึกภาพนะครับ ถ้าผู้บัญชาการรุ่นใหม่ที่คล่องแคล่วกับเทคโนโลยีเข้ามา เราอาจเห็นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือ deepfake scam ได้เร็วขึ้น สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา เช่น ใครจะได้เลื่อนชั้นแทน และจะกระทบต่อการทำงานในพื้นที่ชายแดนหรือคดีสำคัญยังไง แต่โดยรวมแล้ว นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสดใสยิ่งขึ้น

เพื่อนๆ คิดยังไงกับข่าวนี้บ้าง ลองคอมเมนต์บอกผมหน่อยนะครับ และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวบันเทิง เทคโนโลยี และเหตุการณ์ร้อนๆ แบบนี้ต่อไป สมัครรับข่าวสารฟรีได้เลยวันนี้!

ที่มา – ผบ.ตร. ลงนามคำสั่งอนุมัติ 14 นายพลตำรวจ ลาออกตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล มีผล 1 เม.ย. นี้

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดกว้างผู้สมัครใช้สีเขียว-นโยบาย กทม. หาเสียง ชูแนวคิด Open Policy ย้ำยังไม่ตัดสินใจลงชิงเก้าอี้สมัยหน้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ และคนที่สนใจการเมืองเมืองหลวง! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสกันในวงการหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. นั่นคือ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดกว้างผู้สมัครใช้สีเขียว-นโยบาย กทม. หาเสียง ชูแนวคิด Open Policy ย้ำยังไม่ตัดสินใจลงชิงเก้าอี้สมัยหน้า ซึ่งเป็นมุมมองที่ชัดเจนและเปิดกว้างมากๆ จากผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มาฟังรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดกว้างผู้สมัครใช้สีเขียว-นโยบาย กทม. หาเสียง ชูแนวคิด Open Policy ย้ำยังไม่ตัดสินใจลงชิงเก้าอี้สมัยหน้า

เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่หน้าห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพฯ (ดินแดง) ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีผู้สมัครบางรายนำภาพลักษณ์ Corporate Identity (CI) และสีสัญลักษณ์อย่างสีเขียวของ กทม. ไปใช้หาเสียง ท่านยืนยันชัดว่าสีหรือสัญลักษณ์เหล่านี้ไม่ได้จดลิขสิทธิ์ ดังนั้นใครๆ ก็ใช้ได้ ไม่มีห้าม!

นอกจากสีเขียวแล้ว วลีหรือชื่อที่เคยใช้หาเสียงสมัยก่อนก็เปิดกว้างเหมือนกัน ชัชชาติ บอกว่ามันไม่ใช่ทรัพย์สินทางปัญญาเฉพาะของ กทม. หรือตัวท่านเอง แบบนี้คือแนวคิด Open Policy จริงๆ เลยครับ เปิดเผยนโยบายให้ทุกคนเข้าถึง หากผู้สมัครคนไหนเห็นว่านโยบายดี ก็เอาไปปรับใช้หรือต่อยอดได้เลย ไม่มีกั๊ก!

ทำไม Open Policy ถึงเจ๋งขนาดนี้?

ในมุมของผมที่ติดตามทั้งการเมืองและเทคโนโลยี Open Policy นี่แหละคือกุญแจสำคัญ เหมือนกับ Open Source ในโลกเทคเลยครับ เช่น Linux หรือ GitHub ที่ทุกคนเอาโค้ดไปใช้ต่อยอดได้ ทำให้เกิดนวัตกรรมรวดเร็ว สำหรับ กทม. นโยบายอย่าง Better Bangkok ที่เคยชูมาก็เปิดให้ใช้ นี่คือการเมืองยุคใหม่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชอบ tech และ entertainment ที่รวดเร็วทันใจ

  • สีเขียว: สัญลักษณ์สิ่งแวดล้อม ใครใช้ก็ได้ ไม่ผูกขาด
  • นโยบายเปิด: ดาวน์โหลดฟรี ปรับแต่งได้ตามพื้นที่
  • ความเป็นกลาง: ชัชชาติยังไม่ตัดสินใจลงชิงสมัยหน้า มุ่งทำงานปัจจุบันก่อน

ส่วนประเด็นกังวลว่าประชาชนจะสับสนเพราะสีคล้ายๆ กัน ผู้ว่าฯ มั่นใจว่ายังมีเวลาก่อนเลือกตั้ง สื่อจะช่วยชี้แจงได้แน่นอน และท่านย้ำว่าการเลือกตั้งคือสิทธิประชาชน ให้เลือกคนโปร่งใส คุณภาพดี เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ต่อไป

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ดร.จอห์น หรือ ดร.สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา อดีตประธานสภา กทม. เปิดตัวกลุ่ม ‘Better Bangkok’ รวม ส.ก. และอาสาในพื้นที่ หลายคนสงสัยว่านี่ร่วมกับชัชชาติไหม เพราะใช้คำและสีเขียวคล้าย กทม. ยุคนี้ แต่ชัดเจนแล้วว่าเปิดกว้างทุกคน!

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: แนวโน้มการเมืองเปิดในยุคดิจิทัล

จากประสบการณ์ติดตาม politics มานาน การเปิดกว้างแบบนี้คือเทรนด์โลกครับ เหมือนแพลตฟอร์ม tech อย่าง Twitter (X) ที่ให้ทุกคน share idea ช่วยให้การเมืองกรุงเทพฯ สดชื่น ไม่ยึดติดภาพลักษณ์เก่าๆ ในอนาคต คาดว่าผู้สมัครรุ่นใหม่จะใช้ AI วิเคราะห์นโยบายต่อยอด Open Policy แบบนี้ได้เลย

สุดท้าย ผมคิดว่าแนวคิดนี้ดีมาก ช่วยให้การหาเสียงเน้นสาระ ไม่ใช่ดราม่าลิขสิทธิ์ สนับสนุนเต็มที่! ถ้าคุณสนใจ politics กทม. แบบ entertaining ลองติดตามนโยบาย tech-friendly อย่าง smart city ดูนะครับ มา vote คนที่โปร่งใสกันเถอะ!

ที่มา – ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดกว้างผู้สมัครใช้สีเขียว-นโยบาย กทม. หาเสียง ชูแนวคิด Open Policy ย้ำยังไม่ตัดสินใจลงชิงเก้าอี้สมัยหน้า

เชียงใหม่วิกฤต PM2.5 วันที่ 6 พุ่งอันดับ 1 โลก AQI ทะลุ 235 ประกาศเขตภัยพิบัติ 6 อำเภอ กระทบสุขภาพหนัก

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้ผมมีเรื่องหนักใจมาบอกกันอีกแล้ว สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารรอบตัว โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและเทคโนโลยีที่ช่วยชีวิตเราในยามวิกฤต อย่าง เชียงใหม่วิกฤต PM2.5 วันที่ 6 พุ่งอันดับ 1 โลก AQI ทะลุ 235 ประกาศเขตภัยพิบัติ 6 อำเภอ กระทบสุขภาพหนัก นี่เอง ผมติดตามสถานการณ์นี้มาตั้งแต่ต้นฤดู และต้องบอกว่ามันรุนแรงกว่าที่คิดมาก!

เชียงใหม่วิกฤต PM2.5 วันที่ 6 พุ่งอันดับ 1 โลก AQI ทะลุ 235

จากข้อมูลล่าสุดของ IQAir เมื่อเช้าวันที่ 1 เมษายน เวลา 08.00 น. เชียงใหม่ของเรามี AQI พุ่งสูงถึง 235 เลยทีเดียว! นี่คือระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงมาก และที่แย่กว่านั้นคือ ติดอันดับ 1 ของโลกไปแล้ว ค่า PM2.5 วัดได้ราว 160 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่ามาตรฐาน WHO หลายเท่า ผมเคยเจอฝุ่นแบบนี้ตอนอยู่เชียงใหม่ช่วงหนาวๆ ปีก่อนๆ มันทำให้หายใจลำบาก ตาแฉะ คอแห้ง และเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจระยะยาวจริงๆ

ทีมช่างภาพจาก THE STANDARD ลงพื้นที่อำเภอเมือง พบว่าประชาชนเริ่มปรับตัวแล้วครับ ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยกันเต็มทน ไม่กล้าออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยเฉพาะนักปั่นจักรยานและคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ต้องเจอฝุ่นเต็มๆ ผมแนะนำเลยว่า ถ้าคุณมีแอป IQAir หรือ AirVisual ติดเครื่องไว้ ช่วย monitor แบบเรียลไทม์ได้ดีมาก เหมือนมีเทคโนโลยีคอยเตือนภัยส่วนตัว

สาเหตุหลักจากไฟป่าและประกาศเขตภัยพิบัติ

วิกฤตนี้มาจากไฟป่าที่ลุกลามหนัก จังหวัดเชียงใหม่เลยประกาศเขตภัยพิบัติครอบคลุม 6 อำเภอ 38 ตำบล หลัง PM2.5 เกินเกณฑ์ต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกว้างขวางต่อชาวบ้านนับหมื่นราย ผู้สูงอายุและเด็กเล็กเสี่ยงที่สุด ผมในฐานะคนที่ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมมานาน บอกได้เลยว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ธรรมชาติ แต่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าของรัฐและชาวบ้านด้วย ถ้าเราใช้โดรนตรวจจับไฟป่าด้วย AI หรือเซ็นเซอร์ IoT วางตามจุดเสี่ยง ก็น่าจะลดได้เยอะ

ผลกระทบสุขภาพและวิธีป้องกันแบบฉบับเทคโนโลยี

  • อาการเฉียบพลัน: ไอ จาม หายใจติดขัด ปวดหัว คล้ายกับฉากในหนัง sci-fi ที่โลกเต็มไปด้วยฝุ่นพิษเลยล่ะ!
  • ระยะยาว: เสี่ยงมะเร็งปอด หัวใจวาย โดยเฉพาะคนที่สูบบุหรี่หรือมีโรคประจำตัว
  • เคล็ดลับป้องกัน: สวมหน้ากาก N95 หรือ KN95 ที่กรอง PM2.5 ได้ 95% อยู่แต่ในร่ม ใช้เครื่องฟอกอากาศ HEPA ที่บ้าน และเช็ก AQI ผ่านแอปทุกวัน

สำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบเทคโนโลยี ผมลองเครื่องฟอกอากาศ Dyson Pure Cool แล้ว กรองฝุ่นได้ดีมาก แถมมีแอปเชื่อมต่อแจ้งเตือน AQI แบบอัตโนมัติ หรือจะใช้ smartwatch ที่วัดคุณภาพอากาศส่วนตัวก็เจ๋งไม่แพ้กัน ในยุค entertainment อย่าง Netflix หรือ YouTube อยู่บ้านดูหนังแทนออกไปข้างนอกดีที่สุดตอนนี้

สถานการณ์แบบนี้ทำให้ผมคิดถึงเทรนด์ green tech ที่กำลังมาแรงทั่วโลก เช่น satellite monitoring ฝุ่นจาก NASA หรือ app ที่ใช้ machine learning พยากรณ์ PM2.5 ล่วงหน้า ถ้าไทยเรานำมาใช้ เชียงใหม่คงไม่ต้องเจอวิกฤตซ้ำๆ แบบนี้

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนทุกคนช่วยกันแชร์ข้อมูลนี้ และดาวน์โหลดแอปตรวจ AQI ไว้ใช้เลยนะครับ อย่ารอให้สายเกินแก้ สุขภาพเราต้องมาก่อน! ถ้าคุณมี gadget ป้องกันฝุ่นดีๆ แนะนำกันในคอมเมนต์ด้วยสิ

ที่มา – เชียงใหม่วิกฤต PM2.5 วันที่ 6 พุ่งอันดับ 1 โลก AQI ทะลุ 235 ประกาศเขตภัยพิบัติ 6 อำเภอ กระทบสุขภาพหนัก