ผู้เขียน: lalika69_admin

รายงานอ้าง DraftKings สร้าง AI เจาะผู้แพ้ที่ทำกำไร

วงการพนันออนไลน์กำลังถูกจับตามองอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า DraftKings บริษัทแพลตฟอร์มเดิมพันชื่อดัง อาจพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์และเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มสร้างรายได้สูงให้กับบริษัท ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลลูกค้า การตลาดแบบเฉพาะบุคคล และความรับผิดชอบต่อผู้เล่นที่อาจกำลังเผชิญปัญหาการพนัน

รายงานดังกล่าวอ้างอิงการสัมภาษณ์อดีตพนักงาน DraftKings มากกว่า 40 คน รวมถึงเอกสารภายในบางส่วน โดยระบุว่า บริษัทเคยพัฒนาเครื่องมือที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิงเพื่อประเมินมูลค่าของผู้ใช้งาน แนวคิดหลักคือการพิจารณาว่า ลูกค้าคนใดมีแนวโน้มจะสร้างรายได้ให้บริษัทมากกว่ามูลค่าโปรโมชั่นที่บริษัทมอบให้

รายงานอ้าง DraftKings สร้าง AI เจาะผู้แพ้ที่ทำกำไร

หนึ่งในอดีตพนักงานที่ให้ข้อมูลระบุว่า หน้าที่ของเขาคือการใช้โมเดล AI ประเมินว่าผู้ใช้งานรายใดมีความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจ หากโมเดลคาดการณ์ว่าลูกค้าจะนำเงินเข้าสู่แพลตฟอร์มมากกว่าต้นทุนของโบนัสหรือโปรโมชั่น ลูกค้ากลุ่มนั้นอาจถูกเลือกให้ได้รับข้อเสนอเพิ่มเติมในจำนวนมาก

คำว่า “ผู้แพ้ที่ทำกำไร” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทประกาศว่าลูกค้าคนใดเป็นผู้แพ้โดยตรง แต่สื่อถึงผู้เล่นที่เสียเงินหรือสร้างรายได้ให้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง และยังมีแนวโน้มตอบสนองต่อโปรโมชั่นต่าง ๆ การใช้คำดังกล่าวจึงสะท้อนความกังวลว่า ผู้เล่นอาจถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรทางธุรกิจ มากกว่าจะเป็นบุคคลที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

DraftKings ใช้ AI วิเคราะห์ความไวต่อโปรโมชั่น

ตามข้อมูลในรายงาน DraftKings พัฒนาโมเดลที่ให้คะแนนผู้ใช้งานตามแนวคิดเรื่อง “ความยืดหยุ่น” หรือ elasticity ในปี 2023 แนวคิดนี้มาจากเศรษฐศาสตร์และใช้วัดว่าผู้บริโภคตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา สิทธิประโยชน์ หรือแรงจูงใจมากน้อยเพียงใด

เมื่อนำแนวคิดนี้มาใช้กับการเดิมพัน ผู้เล่นแต่ละคนอาจมีความไวต่อข้อเสนอไม่เท่ากัน บางคนอาจกลับมาใช้งานทันทีเมื่อได้รับเดิมพันฟรี ขณะที่บางคนอาจไม่ได้สนใจโปรโมชั่นมากนัก รายงานระบุว่า ผู้เล่นเกมสล็อตถูกมองว่ามีความยืดหยุ่นสูงกว่า และข้อมูลช่วงต้นปี 2024 อาจชี้ว่าผู้เล่นสล็อตที่ตอบสนองต่อโปรโมชั่นมาก มีแนวโน้มเสียเงินมากกว่ากลุ่มที่ตอบสนองน้อยกว่า

ประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อนอย่างมาก เพราะโปรโมชั่นอาจช่วยดึงดูดผู้เล่นทั่วไป แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจกระตุ้นให้ผู้เล่นบางรายใช้เงินเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ โดยเฉพาะคนที่เริ่มควบคุมพฤติกรรมการเดิมพันได้ยาก การส่งอีเมลและการแจ้งเตือนผ่านแอปอย่างต่อเนื่องจึงอาจเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ใช้งานกลับเข้าสู่แพลตฟอร์มซ้ำ ๆ

โมเดลเตือนวิกฤตถูกใช้งานจริงหรือไม่

นอกจากโมเดลที่มุ่งค้นหาลูกค้าที่มีคุณค่าทางธุรกิจแล้ว อดีตพนักงานบางรายยังพยายามสร้างระบบอีกประเภทหนึ่ง ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคาดการณ์ว่าผู้ใช้งานคนใดกำลังเข้าใกล้ภาวะวิกฤต และอาจต้องได้รับการแทรกแซงหรือความช่วยเหลือ

อดีตพนักงานรายหนึ่งกล่าวว่า โมเดลคาดการณ์วิกฤตภายในบริษัทเริ่มแสดงผลลัพธ์ที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2025 การนำเสนอโมเดลต่อผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องถูกยกเลิก นอกจากนี้ อดีตพนักงานอีกสองคนระบุว่า ความพยายามพัฒนาอัลกอริทึมลักษณะเดียวกันก็ถูกระงับเช่นกัน

หากข้อมูลนี้ถูกต้อง ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้และการทำตลาดมากกว่าการตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่ แน่นอนว่า รายงานจากแหล่งข่าวภายนอกไม่ใช่คำตัดสินขั้นสุดท้าย และรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาโมเดลภายในควรได้รับการตรวจสอบจากข้อมูลหลายด้าน

คำชี้แจงของ DraftKings ต่อข้อกล่าวหา

DraftKings ปฏิเสธข้อสื่อความหมายว่าบริษัทใช้แนวทางการตลาดที่ไม่เป็นธรรมหรือเจาะจงผู้ใช้งานจากผลขาดทุน บริษัทระบุว่าโปรโมชั่นมุ่งไปยังลูกค้าที่มีการใช้งานแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องและมีส่วนร่วม ไม่ได้เลือกกลุ่มเป้าหมายโดยพิจารณาจากจำนวนเงินที่ลูกค้าเสีย

เจ้าหน้าที่ด้านการเล่นพนันอย่างรับผิดชอบของบริษัทให้สัมภาษณ์ว่า DraftKings จำเป็นต้องมีลูกค้าที่เดิมพันอยู่ภายในขอบเขตที่ตนเองรับไหว เดิมพันเพื่อความบันเทิง และเล่นเพื่อความสนุก เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ เธอยังกล่าวว่าบริษัทมีการติดตามพฤติกรรมที่อาจมีความเสี่ยง แต่ระบุว่าหลักฐานภายในชี้ว่าเทคโนโลยีการสร้างแบบจำลองความเสี่ยงอาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์เพียงพอ

ผู้เล่นควรป้องกันตัวเองอย่างไร

ไม่ว่าข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ DraftKings จะได้รับการยืนยันทั้งหมดหรือไม่ ผู้เล่นพนันออนไลน์ก็ควรตระหนักว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถเก็บข้อมูลการใช้งานจำนวนมาก เช่น ความถี่ในการเข้าสู่ระบบ จำนวนเงินเดิมพัน เกมที่ชอบเล่น และการตอบสนองต่อโบนัส ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกใช้เพื่อปรับแต่งข้อความทางการตลาดให้ตรงกับพฤติกรรมของแต่ละคน

  • กำหนดงบประมาณล่วงหน้า: ใช้เงินเฉพาะส่วนที่ยอมรับได้หากสูญเสียทั้งหมด
  • ตั้งเวลาพัก: หลีกเลี่ยงการเล่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน และอย่าพยายามเอาเงินที่เสียไปคืนทันที
  • ตรวจสอบการแจ้งเตือน: ปิดอีเมลหรือข้อความโปรโมชั่นที่กระตุ้นให้กลับมาเดิมพันบ่อยเกินไป
  • อย่ามองโบนัสเป็นเงินฟรี: อ่านเงื่อนไขให้ละเอียด เพราะโบนัสอาจทำให้เกิดการเดิมพันเพิ่มเติม
  • ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น: หากเริ่มควบคุมการเล่นไม่ได้ ควรพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือผู้เชี่ยวชาญ

เรื่องนี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้มีความดีหรือความเลวด้วยตัวเอง แต่ผลกระทบขึ้นอยู่กับเป้าหมายและวิธีที่องค์กรนำไปใช้ หาก AI ถูกใช้เพื่อช่วยระบุผู้เล่นที่กำลังมีปัญหา เทคโนโลยีอาจมีประโยชน์ต่อการป้องกันความเสียหาย แต่หากถูกใช้เพื่อเพิ่มโปรโมชั่นให้กับผู้ที่มีแนวโน้มเสียเงินมากขึ้น ก็อาจสร้างความเสี่ยงทางจริยธรรมอย่างรุนแรง

โดยสรุป รายงานอ้าง DraftKings สร้าง AI เจาะผู้แพ้ที่ทำกำไร จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือกลยุทธ์การตลาดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความโปร่งใส สิทธิของผู้บริโภค และความรับผิดชอบของบริษัทพนันออนไลน์ด้วย ผู้เล่นควรตรวจสอบพฤติกรรมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่บริษัทควรเปิดเผยแนวทางการใช้ข้อมูลและให้ความสำคัญกับการเล่นอย่างปลอดภัยมากกว่าการเพิ่มยอดเดิมพัน

มุมมองที่สำคัญคือ การเติบโตของธุรกิจไม่ควรเกิดจากการผลักดันให้ลูกค้าเล่นเกินกำลัง หากคุณรู้สึกว่าการเดิมพันเริ่มส่งผลต่อการเงิน อารมณ์ หรือความสัมพันธ์ ควรหยุดพักและขอความช่วยเหลือทันที

ที่มา – DraftKings Built an AI Model to Target Profitable Losers, Report Claims

ชัชชาติ ลุยตรวจความคืบหน้าแนวท่อน้ำมันใต้สะพานพระราม 3 สั่งคุมเข้มความปลอดภัย-จราจร

สถานการณ์แนวท่อน้ำมันบริเวณใต้สะพานพระราม 3 ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่ติดตามอย่างใกล้ชิด หลังกรุงเทพมหานครเดินหน้าตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ถนนเชื้อเพลิง ใต้จุดกลับรถสะพานพระราม 3 เพื่อติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเอง พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นอันดับแรก

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานที่เน้นการตรวจสอบจากสถานที่จริง ไม่ใช่เพียงการรับรายงานผ่านเอกสารหรือการประชุมเท่านั้น สำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับท่อน้ำมัน การเข้าถึงพื้นที่และประเมินสภาพแวดล้อมโดยตรงถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อชุมชน การจราจร และการทำงานของทีมภาคสนามได้อย่างรอบด้าน

ชัชชาติ ลุยตรวจความคืบหน้าแนวท่อน้ำมันใต้สะพานพระราม 3

บำรุง สำเนียงงาม ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ซึ่งร่วมติดตามภารกิจครั้งนี้ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ขุดสำรวจแนวท่อเพิ่มเติมบริเวณจุดกลับรถ เพื่อดูสภาพของแนวท่อและตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เบื้องต้นยังไม่พบจุดรั่วซึมเพิ่มเติม ถือเป็นข้อมูลที่ช่วยสร้างความมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่ยังจำเป็นต้องติดตามผลตรวจและประเมินความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องจนกว่ากระบวนการจะเสร็จสมบูรณ์

การไม่พบรอยรั่วเพิ่มเติมไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างสิ้นสุดลงทันที เพราะงานตรวจสอบระบบท่อใต้ดินต้องอาศัยทั้งข้อมูลจากการขุดสำรวจ การตรวจวัดในพื้นที่ และการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เจ้าหน้าที่จึงต้องทำงานอย่างรอบคอบ ไม่เร่งเปิดพื้นที่หรือยุติมาตรการป้องกันก่อนมีข้อมูลเพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีรถสัญจรจำนวนมากและอยู่ใกล้ชุมชน

เน้นความปลอดภัย ควบคู่การจัดการจราจร

นอกจากการตรวจสอบแนวท่อแล้ว กรุงเทพมหานครยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการจราจรบริเวณจุดปฏิบัติงาน เนื่องจากการขุดสำรวจอาจทำให้ช่องทางเดินรถลดลง หรือทำให้ผู้ใช้ถนนต้องเปลี่ยนเส้นทางชั่วคราว การมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและแจ้งเตือนผู้ขับขี่จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความสับสนและป้องกันอุบัติเหตุ

สำนักงานเขตคลองเตยยังคงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่โดยรอบจุดทำงาน การประสานงานลักษณะนี้มีความสำคัญมาก เพราะภารกิจเกี่ยวกับท่อส่งน้ำมันต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งด้านความปลอดภัย การจราจร การสื่อสารกับประชาชน และการตรวจสอบทางวิศวกรรม

  • ประชาชนควรหลีกเลี่ยง การเข้าใกล้พื้นที่ขุดสำรวจหรือแนวกั้นที่เจ้าหน้าที่จัดไว้
  • ผู้ใช้รถใช้ถนนควรเผื่อเวลา และปฏิบัติตามป้ายเตือนหรือคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
  • ผู้พักอาศัยใกล้เคียงควรติดตามข่าวสาร จากกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตคลองเตย
  • หากพบกลิ่นผิดปกติหรือคราบน้ำมัน ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และไม่เข้าไปตรวจสอบด้วยตัวเอง

สำหรับคนทั่วไป ข่าวนี้อาจดูเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ไกลตัว แต่ในความเป็นจริง ระบบท่อใต้ดินเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนเมืองโดยตรง ทั้งการเดินทาง ความปลอดภัยของชุมชน และการใช้พื้นที่สาธารณะ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการดูแลเมืองยุคใหม่ต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ การตรวจสอบอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารที่เข้าใจง่าย

ในมุมเทคโนโลยี การตรวจสอบแนวท่อในอนาคตอาจพึ่งพาเครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้น เช่น เซนเซอร์ตรวจจับการรั่วซึม ระบบแผนที่ดิจิทัล กล้องสำรวจใต้ดิน และแพลตฟอร์มรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพรวมของโครงสร้างพื้นฐานได้เร็วขึ้น ลดการขุดพื้นที่โดยไม่จำเป็น และช่วยวางแผนปิดหรือเปิดเส้นทางจราจรได้แม่นยำกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน การสื่อสารกับประชาชนก็เป็นอีกส่วนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะต่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ดีเพียงใด หากข้อมูลไม่ชัดเจน ประชาชนก็อาจเกิดความกังวลหรือเข้าใจผิดได้ การแจ้งความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ พร้อมระบุพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันได้ง่ายขึ้น

ชัชชาติ ลุยตรวจความคืบหน้าแนวท่อน้ำมันใต้สะพานพระราม 3 พร้อมสั่งคุมเข้มทั้งด้านความปลอดภัยและการจราจร ถือเป็นการย้ำว่าการแก้ปัญหาในพื้นที่เมืองจำเป็นต้องมองให้ครบทุกมิติ แม้ผลสำรวจเบื้องต้นยังไม่พบรอยรั่วเพิ่มเติม แต่การติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องยังเป็นสิ่งจำเป็น ประชาชนควรติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การตรวจสอบดำเนินไปอย่างปลอดภัยและลดผลกระทบต่อการเดินทางให้ได้มากที่สุด

ข้อสรุป: ชัชชาติ ลุยตรวจความคืบหน้าแนวท่อน้ำมันใต้สะพานพระราม 3 เป็นข่าวที่สะท้อนความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในเมือง การตรวจสอบเชิงรุก การใช้เทคโนโลยี และการสื่อสารที่โปร่งใสควรเดินหน้าไปพร้อมกัน หากทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของกรุงเทพฯ ในระยะยาวได้

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ ลุยตรวจความคืบหน้าแนวท่อน้ำมันใต้สะพานพระราม 3 สั่งคุมเข้มความปลอดภัย-จราจร เผยขุดสำรวจเพิ่มยังไม่พบรอยรั่ว

เอกนิติ เยี่ยม SIMTEC ชู Skill Bridge ปั้นแรงงาน 1,000 คนใน 6 เดือน

การพัฒนาคนกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมทั่วโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ข่าวการลงพื้นที่ของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่สถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล หรือ SIMTEC จึงได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะสะท้อนให้เห็นทิศทางการลงทุนด้านทักษะอาชีพของไทยอย่างชัดเจน

โครงการ Skill Bridge ปั้นแรงงาน 1,000 คนใน 6 เดือน มีเป้าหมายเชื่อมโยงการเรียนรู้กับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ โดยไม่ได้เน้นเพียงการเรียนภาคทฤษฎี แต่ให้ผู้เข้าอบรมได้ฝึกปฏิบัติกับกระบวนการผลิตจำลองที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงในโรงงาน

เอกนิติ เยี่ยม SIMTEC ชู Skill Bridge ปั้นแรงงาน 1,000 คนใน 6 เดือน

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีคณะผู้บริหารจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ร่วมติดตามความคืบหน้า พร้อมเยี่ยมชม Learning Factory พื้นที่ฝึกอบรมที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจการทำงานของโรงงานอัจฉริยะและโรงงานสีเขียวอย่างเป็นระบบ

ภายใต้โครงการดังกล่าว SIMTEC ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรจำนวน 1,000 คนภายในระยะเวลา 6 เดือน แบ่งเป็นนักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่ 200 คน ซึ่งจะได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่วนอีก 800 คนเป็นบุคลากรในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์สมัยใหม่

สำหรับกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ หลักสูตรจะช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับทักษะที่บริษัทต้องการจริง ขณะที่แรงงานที่อยู่ในระบบอยู่แล้วจะได้ยกระดับความสามารถ เพื่อปรับตัวให้ทันกับเครื่องจักร ระบบดิจิทัล และรูปแบบการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Learning Factory ฝึกทักษะจากสถานการณ์ใกล้เคียงโรงงานจริง

จุดเด่นของ SIMTEC คือการมี Learning Factory หรือโรงงานจำลองที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนลงมือทำจริง โดยมีทั้งศูนย์เรียนรู้เฉพาะทางและสถานีปฏิบัติการที่ครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญในภาคการผลิต การฝึกในสภาพแวดล้อมลักษณะนี้ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นภาพรวมตั้งแต่การวัดละเอียด การควบคุมเครื่องจักร ไปจนถึงการนำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพ

  • Mitutoyo Institute of Metrology: เรียนรู้ด้านมาตรวิทยาและการวัดชิ้นงานอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการผลิตชิ้นส่วนคุณภาพสูง
  • Lean Automation System Integrator: ฝึกออกแบบและบูรณาการระบบอัตโนมัติแบบลีน เพื่อลดความสูญเปล่าและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต
  • Factory IoT Studio: เรียนรู้การเก็บข้อมูลจากเครื่องจักร การแสดงผลแบบเรียลไทม์ และการติดตามประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร

ทักษะเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในยุคที่โรงงานไม่ได้แข่งขันกันด้วยกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแข่งขันด้วยความเร็ว ความแม่นยำ การใช้ข้อมูล และความสามารถในการลดต้นทุนด้านพลังงานและทรัพยากร

SIMTEC ก่อตั้งขึ้นในปี 2562 โดยบริษัท สุมิพล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์ด้านเครื่องจักรกล เครื่องมือขึ้นรูปโลหะ ระบบวัดขั้นสูง Industrial IoT ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มายาวนานกว่า 40 ปี ปัจจุบันสถาบันจัดอบรมมาแล้วมากกว่า 75 หลักสูตร มีผู้ผ่านการฝึกอบรมกว่า 25,000 คน และให้บริการเครือข่ายโรงงานมากกว่า 500 บริษัททั่วประเทศ

สร้างโอกาสใหม่ให้แรงงานไทยและภาคธุรกิจ

ในมุมของแรงงาน โครงการ Skill Bridge ปั้นแรงงาน 1,000 คนใน 6 เดือน ไม่ได้ช่วยเพิ่มทักษะเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มโอกาสในการได้งานที่มีรายได้ดีขึ้นและมีความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่สามารถต่อยอดความรู้ด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการจัดการพลังงานในโรงงาน

ด้านผู้ประกอบการ การมีบุคลากรที่เข้าใจเทคโนโลยีช่วยลดเวลาในการปรับใช้เครื่องจักรใหม่ ลดความผิดพลาดในสายการผลิต และทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น การฝึกอบรมที่ร่วมออกแบบโดยภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานรัฐ จึงตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ตรงกว่าการเรียนแบบทั่วไป

บีโอไอระบุว่า ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาบุคลากรภายใต้มาตรการ Skill Bridge ที่ได้รับการสนับสนุนแล้ว 42 โครงการ วงเงินรวมกว่า 2,000 ล้านบาท และตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรไทยมากกว่า 76,700 คนทั่วประเทศ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าการยกระดับทักษะแรงงานกำลังถูกวางให้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ SIMTEC ยังทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในไทยและญี่ปุ่น ผู้ผลิตเครื่องจักร และเครือข่ายอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้ผู้เรียนได้สัมผัสองค์ความรู้จากหลายภาคส่วน และเพิ่มโอกาสในการนำทักษะไปใช้ในสถานประกอบการได้ทันที

ทำไม Skill Bridge จึงเป็นเทรนด์ที่น่าจับตา

อุตสาหกรรมแห่งอนาคตต้องการแรงงานที่เรียนรู้ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าหลักสูตรแบบเดิม การพัฒนาทักษะระยะสั้นที่เน้นการลงมือทำจึงมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในสายงานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบควบคุมอัตโนมัติ หุ่นยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการจัดการข้อมูล

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการเชื่อมคนกับงานอย่างเป็นรูปธรรม หากดำเนินการต่อเนื่องและขยายไปยังภูมิภาคอื่น ไทยจะมีโอกาสสร้างกำลังคนที่พร้อมรองรับการลงทุนใหม่ได้เร็วขึ้น สิ่งสำคัญคือผู้เรียนควรเปิดใจพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะการแก้ปัญหา ขณะที่ภาคธุรกิจควรมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด Skill Bridge ปั้นแรงงาน 1,000 คนใน 6 เดือน อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนว่าอนาคตของอุตสาหกรรมไทยจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อการลงทุนในเทคโนโลยีเดินหน้าไปพร้อมกับการลงทุนในคน ผู้สนใจจึงควรติดตามหลักสูตรและโอกาสฝึกอบรมใหม่ๆ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับตลาดแรงงานยุคถัดไป

ที่มา – ‘เอกนิติ’ เยี่ยม SIMTEC ชู Skill Bridge ปั้นแรงงาน 1,000 คนใน 6 เดือน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ออมสิน QR มหาเฮง X นกกระซิบ เติมทุนรายย่อยด้วยข้อมูลจริง วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นไม่ต้องมีหลักประกัน เริ่มลงทะเบียน 24 ก.ย.นี้

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อย การมีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร แผงขายของ ตลาดนัด ร้านค้าออนไลน์ หรือกิจการขนาดเล็กในชุมชน แต่ในความเป็นจริง ผู้ค้าจำนวนไม่น้อยมีรายได้เข้าร้านอย่างสม่ำเสมอ ทว่าไม่สามารถแสดงงบการเงินหรือเอกสารบัญชีได้ครบถ้วนเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ จึงอาจประสบปัญหาเมื่อต้องการขอสินเชื่อในระบบ

โครงการ ออมสิน QR มหาเฮง X นกกระซิบ เติมทุนรายย่อยด้วยข้อมูลจริง วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นไม่ต้องมีหลักประกัน เริ่มลงทะเบียน 24 ก.ย.นี้ จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนำข้อมูลยอดขายจริงจากการรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินมาใช้ประกอบการพิจารณา พร้อมใช้ AI “นกกระซิบ” ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการค้าขายของผู้สมัคร

ออมสิน QR มหาเฮง X นกกระซิบ เติมทุนรายย่อยด้วยข้อมูลจริง วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นไม่ต้องมีหลักประกัน เริ่มลงทะเบียน 24 ก.ย.นี้

แนวคิดสำคัญของสินเชื่อนี้คือการมองเห็นศักยภาพของผู้ค้าจากธุรกิจที่ทำจริง ไม่ได้พิจารณาเฉพาะเอกสารทางการเงินแบบเดิมเท่านั้น พ่อค้าแม่ค้าหลายรายอาจไม่มีงบกำไรขาดทุน ไม่มีรายการเดินบัญชีที่เป็นระบบ หรือไม่เคยมีประวัติสินเชื่อ แต่หากมีรายได้จากการขายสินค้าและมีข้อมูลการรับชำระเงินอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถสะท้อนความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้

ธนาคารออมสินเปิดตัวสินเชื่อดังกล่าวภายใต้นโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” โดยมุ่งช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น เงินกู้สามารถนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียน ซื้อวัตถุดิบ เติมสินค้าในสต็อก หรือเสริมสภาพคล่องในช่วงที่ยอดขายผันผวนได้ตามความเหมาะสม

คุณสมบัติและวงเงินสินเชื่อที่ควรรู้

สินเชื่อออมสิน QR มหาเฮง X นกกระซิบ ออกแบบมาสำหรับร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่อยู่ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส และมีประวัติการรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินตามเกณฑ์ที่กำหนด ผู้สมัครควรมียอดขายผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินตั้งแต่ 10,000 บาทต่อเดือน และมียอดขายต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 เดือน

วงเงินสินเชื่อสูงสุดอยู่ที่ 50,000 บาทต่อราย หรือไม่เกิน 1.5 เท่าของยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้ วงเงินจริงจะขึ้นอยู่กับข้อมูลการขาย คุณสมบัติ และหลักเกณฑ์การพิจารณาของธนาคาร ผู้สมัครจึงควรเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องและตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับธนาคารออมสินโดยตรง

  • วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย
  • ไม่ต้องใช้หลักประกันตามเงื่อนไขของโครงการ
  • ต้องมียอดขายผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินตามเกณฑ์
  • ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ หรือ Flat Rate ที่ 0.75% ต่อเดือน
  • อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง หรือ Effective Rate อยู่ที่ 16.20% ต่อปี

ใช้ข้อมูลยอดขายจริงช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน

จุดเด่นของโครงการนี้อยู่ที่การนำ Digital Footprint หรือร่องรอยข้อมูลดิจิทัลจากการค้าขายมาใช้ประเมินสินเชื่อ ข้อมูลอย่างยอดขายต่อวัน ความถี่ในการรับเงิน รายได้เฉลี่ย และการหมุนเวียนของร้านค้า ล้วนช่วยให้ธนาคารเห็นภาพกิจการได้ชัดเจนขึ้น แม้ผู้ประกอบการจะไม่มีเอกสารบัญชีแบบธุรกิจขนาดใหญ่

การใช้ AI “นกกระซิบ” ยังช่วยสรุปและวิเคราะห์รูปแบบการค้าขาย ทำให้การพิจารณามีข้อมูลประกอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครควรเข้าใจว่าการมีข้อมูลยอดขายไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุมัติทุกราย เพราะธนาคารยังพิจารณาตามคุณสมบัติ เงื่อนไข และความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละคน

สินเชื่อก้อนเล็ก แต่ช่วยสร้างประวัติเครดิตได้

สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่เคยมีสินเชื่อในระบบ วงเงินไม่เกิน 50,000 บาทอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความหมายมากกว่าการนำเงินไปใช้หมุนเวียนในร้าน เพราะการผ่อนชำระตรงเวลาและสม่ำเสมอสามารถช่วยสร้าง Financial Track Record หรือประวัติทางการเงินได้ เมื่อมีประวัติที่ดี โอกาสในการขอสินเชื่อหรือเพิ่มวงเงินในอนาคตก็อาจมากขึ้น

ผู้กู้จึงควรวางแผนการชำระเงินให้สอดคล้องกับรายได้จริง แยกเงินของร้านออกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัว และไม่ควรกู้เกินความสามารถในการผ่อนชำระ แม้สินเชื่อจะไม่ต้องใช้หลักประกัน แต่ภาระหนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ

กำหนดการลงทะเบียนและคำแนะนำก่อนสมัคร

ธนาคารออมสินเปิดให้ผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.gsb.or.th ระหว่างวันที่ 24 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2569 และจะเริ่มพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้ลงทะเบียนที่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ก่อนสมัคร ควรตรวจสอบคุณสมบัติ เอกสารที่ต้องใช้ รายละเอียดอัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขการชำระคืนกับธนาคารออมสินโดยตรง เนื่องจากรายละเอียดโครงการอาจมีการปรับปรุงตามประกาศของธนาคาร นอกจากนี้ ควรระวังการแอบอ้างรับสมัครหรือเรียกเก็บค่าดำเนินการจากบุคคลที่ไม่ใช่ช่องทางทางการ

ในมุมมองของผู้เขียน สินเชื่อ ออมสิน QR มหาเฮง X นกกระซิบ สะท้อนแนวโน้มสำคัญของโลกการเงินยุคใหม่ที่ข้อมูลการขายจริงมีบทบาทมากขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยควรเริ่มบันทึกยอดขายและใช้ช่องทางรับชำระเงินที่ตรวจสอบได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะทุกธุรกรรมอาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือทางการเงิน หากสนใจโครงการนี้ ควรตรวจสอบรายละเอียดจากเว็บไซต์ธนาคารออมสินและสมัครผ่านช่องทางทางการเท่านั้น

ที่มา – ‘ออมสิน QR มหาเฮง X นกกระซิบ’ เติมทุนรายย่อยด้วยข้อมูลจริง วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นไม่ต้องมีหลักประกัน เริ่มลงทะเบียน 24 ก.ย.นี้

ป๋อง สุพรรณ เข้าให้ปากคำกองปราบฯ ยันเป็นเพียงกรรมการไร้อำนาจเบิกจ่าย ช็อกพฤติกรรมอดีตเจ้าอาวาส

ความคืบหน้าประเด็นที่สังคมกำลังติดตามเกี่ยวกับมูลนิธิหวันโชติและอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ป๋อง สุพรรณ เข้าให้ปากคำกองปราบฯ ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมชี้แจงบทบาทของตนเองอย่างละเอียด หลังมีชื่อปรากฏอยู่ในโครงสร้างของมูลนิธิที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ป๋อง สุพรรณ หรือ เสมอ งิ้วงาม เซียนพระชื่อดัง เปิดเผยว่า ได้เดินทางเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามแล้วตั้งแต่วันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา การเข้าให้ปากคำครั้งนี้เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิหวันโชติ รวมถึงหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการแต่ละคน เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ป๋อง สุพรรณ เข้าให้ปากคำกองปราบฯ ยืนยันไม่มีอำนาจเบิกจ่าย

ประเด็นสำคัญที่ป๋อง สุพรรณ เน้นย้ำคือ ตนทำหน้าที่เป็นเพียงกรรมการมูลนิธิฯ ไม่ได้มีอำนาจบริหารจัดการเงินหรืออนุมัติการเบิกจ่ายใดๆ โดยได้รับการติดต่อจากอดีตเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ให้เข้ามาเป็นกรรมการ ด้วยความเคารพและศรัทธาในฐานะลูกศิษย์จึงตอบตกลง แต่ไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบในภายหลัง

ตามคำชี้แจง อำนาจในการจัดทำเอกสารและเบิกจ่ายเงินอยู่กับบุคคล 3 คน ได้แก่ อดีตเจ้าอาวาส เลขานุการ และกรรมการอีกคนหนึ่ง ส่วนป๋อง สุพรรณ ไม่เคยได้รับมอบหมายให้ดูแลบัญชี ไม่ทราบยอดเงินคงเหลือ และไม่เคยเป็นผู้ลงนามในรายการทางการเงิน จุดนี้จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบร่วมกับเอกสารของมูลนิธิและคำให้การจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง

บทบาทกรรมการกับความโปร่งใสของมูลนิธิ

แม้จะมีชื่อเป็นกรรมการ แต่ป๋อง สุพรรณ ระบุว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งยังไม่เคยมีการเรียกประชุมอย่างเป็นทางการ ไม่ได้รับรายงานทางการเงิน และไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน หากต้องการทราบรายละเอียดเชิงลึก ควรสอบถามบุคคลที่ชื่อว่า “หมี” ซึ่งทำหน้าที่เลขานุการและเหรัญญิกของอดีตเจ้าอาวาสโดยตรง

จากข้อมูลที่พอรับทราบ มูลนิธิเคยนำเงินไปจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ข้าวสาร และอาหารแห้ง เพื่อบริจาคช่วยเหลือสังคม โดยมีหลักฐานประกอบบางส่วน อย่างไรก็ตาม เรื่องการใช้เงินทั้งหมดจำเป็นต้องตรวจสอบจากบัญชีธนาคาร ใบเสร็จ เอกสารอนุมัติ และรายงานการประชุมอย่างเป็นระบบ ไม่ควรสรุปจากคำบอกเล่าของบุคคลใดเพียงคนเดียว

  • หน้าที่ของกรรมการ: ต้องพิจารณาตามข้อบังคับและอำนาจที่ได้รับมอบหมาย
  • การเบิกจ่ายเงิน: ควรมีเอกสาร ผู้อนุมัติ และหลักฐานการใช้จ่ายที่ตรวจสอบได้
  • ความโปร่งใส: มูลนิธิควรจัดทำบัญชีและรายงานให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบอย่างชัดเจน
  • การตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่ต้องรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่ายก่อนสรุปข้อเท็จจริง

ความรู้สึกหลังทราบข่าวอดีตเจ้าอาวาส

ป๋อง สุพรรณ ยอมรับว่า รู้สึกเสียใจและตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับผู้ศรัทธาอีกจำนวนมาก เพราะมีความผูกพันกับวัดพุทไธศวรรย์มาเป็นเวลานาน เคยอุปสมบทโดยมีหลวงพ่อหวล อดีตเจ้าอาวาสรูปก่อน เป็นพระอุปัชฌาย์ และเคยช่วยสนับสนุนงานบูรณปฏิสังขรณ์วัด ทั้งการถวายเสา 60 ต้น รวมถึงการสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม

เจ้าตัวเล่าว่า หลวงพ่อหวลเคยฝากฝังให้ช่วยดูแลวัด จึงพยายามสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ตามกำลัง เมื่อเจ้าอาวาสรูปใหม่แจ้งว่าต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการบูรณะวัด ป๋อง สุพรรณ จึงร่วมถวายปัจจัยช่วยเหลือด้วยความตั้งใจดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสร้างความสะเทือนใจ เพราะผู้ศรัทธาส่วนใหญ่มักคาดหวังให้วัดเป็นพื้นที่แห่งความสงบ ความเชื่อมั่น และการทำประโยชน์เพื่อสังคม

สำหรับพฤติกรรมส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสนั้น ป๋อง สุพรรณ ระบุว่า ไม่เคยระแคะระคายหรือสงสัยมาก่อน แม้แต่ลูกศิษย์ที่ทำหน้าที่ขับรถและรับใช้มานานกว่า 20 ปี ยังรู้สึกตกใจและมองว่าตนเองถูกหลอก การที่ป๋องเดินทางไปวัดบ่อยครั้งก็เป็นการไปกราบไหว้องค์หลวงพ่อใหญ่จตุคามรามเทพ ไม่ได้เข้าไปคลุกคลีหรือพักค้างคืน จึงไม่ทราบรายละเอียดเบื้องลึกภายในวัด

ส่วนกรณีบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในข่าวอย่าง “สีกาเอ๋” ป๋อง สุพรรณ กล่าวว่า เคยเห็นหน้าอยู่ภายในวัด แต่ไม่เคยพูดคุยหรือมีความใกล้ชิด ดังนั้น หากต้องการข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้ ควรสอบถามจากลูกศิษย์หรือบุคคลใกล้ชิดที่อยู่ในเหตุการณ์มากกว่า เพราะตนถือเป็นคนนอกและไม่ต้องการคาดเดาเรื่องที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ความห่วงใยต่อองค์จตุคามรามเทพ

หลังเกิดเหตุการณ์ ป๋อง สุพรรณ ยังไม่ได้เดินทางกลับไปที่วัด เนื่องจากอยู่ในภาวะสะเทือนใจ แต่ยังมีความตั้งใจที่จะกลับไปกราบไหว้องค์จตุคามรามเทพ พร้อมฝากถึงเจ้าอาวาสรูปใหม่ว่า ขออย่าทุบทำลายองค์ดังกล่าว เพื่อเก็บไว้ให้ประชาชนได้สักการะ

องค์จตุคามรามเทพองค์นี้มีการบุด้วยทองคำหนักประมาณ 9 กิโลกรัม ซึ่งมาจากแรงศรัทธาของประชาชน รวมถึงป๋อง สุพรรณ ที่ร่วมบริจาคทองคำ 1 กิโลกรัม ปัจจุบันการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ และทองคำยังอยู่กับผู้รับเหมาชุดใหม่ จึงต้องติดตามจากทางวัดว่าจะมีแผนดำเนินการต่ออย่างไร และกำหนดแล้วเสร็จจะเป็นช่วงเวลาใด

ในมุมของผู้ติดตามข่าว เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการมูลนิธิและทรัพย์สินที่เกิดจากศรัทธาสาธารณะควรมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น การแต่งตั้งกรรมการควรแจ้งขอบเขตอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ขณะเดียวกัน ผู้บริจาคก็ควรติดตามรายงานการใช้เงินและหลักฐานการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ

ท้ายที่สุด การที่ ป๋อง สุพรรณ เข้าให้ปากคำกองปราบฯ เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการค้นหาข้อเท็จจริง ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และหลีกเลี่ยงการตัดสินบุคคลจากข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ สำหรับประชาชน การติดตามข่าวจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ คือแนวทางที่ช่วยลดความสับสนและทำให้สังคมเดินหน้าไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงได้ดีที่สุด

ที่มา – ‘ป๋อง สุพรรณ’ เข้าให้ปากคำกองปราบฯ ยันเป็นเพียงกรรมการไร้อำนาจเบิกจ่าย ช็อกพฤติกรรมอดีตเจ้าอาวาส

ความมั่นคงทางพลังงาน โจทย์ใหญ่ Gastech 2026 ของไทย

โลกพลังงานกำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาต้าเซ็นเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกัน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันให้ลดการปล่อยคาร์บอนก็ทำให้ทุกประเทศต้องกลับมาทบทวนคำถามเดิมว่า จะสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง ราคาสมเหตุสมผล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร

ในบริบทนี้ Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ จึงไม่ได้เป็นเพียงงานประชุมด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่รัฐบาล บริษัทพลังงาน นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลกจะมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตพลังงาน

ความมั่นคงทางพลังงาน โจทย์ใหญ่ Gastech 2026

Gastech เป็นหนึ่งในงานประชุมและนิทรรศการพลังงานระดับโลก เดิมมีจุดเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ แต่ปัจจุบันได้ขยายขอบเขตไปสู่ไฮโดรเจน การดักจับและกักเก็บคาร์บอน ระบบไฟฟ้า AI และโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คนจากประมาณ 150 ประเทศ และมีบริษัทจัดแสดงราว 1,000 บริษัท

การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพมีความหมายอย่างมาก เพราะเอเชียกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตของความต้องการพลังงาน ทั้งจากการขยายตัวของเมือง ภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจดิจิทัล การจัดงานครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้ประเทศไทยนำเสนอศักยภาพด้าน LNG โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนพลังงานรูปแบบใหม่ต่อสายตานานาชาติ

บทบาทของกลุ่ม ปตท. ในระบบพลังงานไทย

กลุ่ม ปตท. มีบทบาทสำคัญใน Gastech 2026 ทั้งในฐานะผู้ร่วมจัดแสดงและหนึ่งในองค์กรหลักของระบบพลังงานไทย โดยครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและผลิตก๊าซ การจัดหาและนำเข้า LNG โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเทคโนโลยีลดคาร์บอน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในเวที Executive Leadership Panel หัวข้อ LNG in the age of electrification: Contracting, competition and demand realities โดยเน้นว่าระบบพลังงานในอนาคตต้องไม่ได้มองเพียงเรื่องราคา แต่ต้องให้ความสำคัญกับความต่อเนื่อง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตด้วย

สำหรับประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศสามารถรองรับความต้องการได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ดังนั้น การสร้างความมั่นคงของ Supply จึงต้องอาศัยการจัดหาจากหลายช่องทาง ทั้งการเพิ่มศักยภาพก๊าซในประเทศและการนำเข้า LNG จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก

กระจายความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นคง

การพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงแห่งเดียวอาจทำให้ระบบมีต้นทุนต่ำในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาการขนส่ง หรือการหยุดผลิตของผู้ส่งออก การกระจายแหล่งจัดหาจึงเปรียบเสมือนการสร้างหลักประกันให้ระบบพลังงาน แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ช่วยลดโอกาสเกิด Supply Shock ที่อาจกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง

กลุ่ม ปตท. ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio จาก 3.7 ล้านตันในปี 2569 เป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578 ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานของ PTTLNG ทั้ง LMPT1 และ LMPT2 สามารถรองรับ LNG รวมกันได้ประมาณ 19 ล้านตันต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศไทยมีทางเลือกมากขึ้นในการบริหารจัดการพลังงาน

ก๊าซยังจำเป็น แต่ต้องลดคาร์บอนควบคู่กัน

แม้ก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ได้หมายความว่าการใช้ก๊าซจะดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิมโดยไม่ปรับตัว ความท้าทายสำคัญคือการลดการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน

แนวทางที่กำลังได้รับความสนใจประกอบด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และการนำเทคโนโลยี Carbon Capture มาใช้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สามารถขยายผลได้จริง และไม่สร้างภาระเกินไปต่อผู้บริโภคหรือระบบเศรษฐกิจ

โครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อมก่อนเกิดวิกฤต

ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้หมายถึงการมีแหล่งพลังงานเพียงพอ แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรับ จัดเก็บ ขนส่ง และกระจายพลังงานไปยังผู้ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง การลงทุนในท่อส่ง สถานีรับจ่าย LNG ระบบกักเก็บ และโครงข่ายไฟฟ้าจึงต้องวางแผนล่วงหน้า เพราะโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ใช้เวลาพัฒนาและต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก

นอกจากการลงทุนแล้ว ความร่วมมือระหว่างผู้จัดหา ผู้ค้า เจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน และภาครัฐก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การสร้างพันธมิตรระยะยาวจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและทำให้ทุกฝ่ายสามารถวางแผนรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น

เทคโนโลยีใหม่กับพลังงานไทยในอนาคต

ภายในงาน Gastech 2026 กลุ่ม ปตท. นำเสนอแนวคิด “Flow” ซึ่งเชื่อมโยง Supply, Infrastructure, Technology และ Low-Carbon Solutions เข้าด้วยกัน โดยมองว่าความมั่นคงในวันนี้และการลดคาร์บอนในอนาคตไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ I-SPARK ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะด้วย AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ยังมีการนำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะ LNG มาต่อยอดในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาว

อีกโครงการสำคัญคือ Arthit CCS ซึ่งมีเป้าหมายดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี และมีแผนเริ่มดำเนินการในปี 2028 โครงการนี้อาจเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนา CCS ในพื้นที่อื่นของประเทศไทยในอนาคต

ใครควรรับต้นทุนของความมั่นคงทางพลังงาน

คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ใครจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายจากการสร้างกำลังการผลิตสำรอง การกระจายแหล่งนำเข้า และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะความมั่นคงย่อมมีต้นทุนเสมอ ปตท. ต้องบริหารสองบทบาทไปพร้อมกัน ทั้งการเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น

ทางออกจึงไม่ใช่การทำให้ต้นทุนเป็นศูนย์ แต่คือการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมออกแบบนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างราคาพลังงาน ความมั่นคงของระบบ และการลดคาร์บอน ประชาชนและภาคธุรกิจควรมีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูล เพื่อเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายบางส่วนคือการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต

โดยสรุป Gastech 2026 ทำให้เห็นว่า ความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับค่าไฟ ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ การเติบโตของเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของทุกคน การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ดีจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป เชื่อมโยงพลังงานเดิมกับเทคโนโลยีใหม่ และรักษาความมั่นคงของระบบไว้ตลอดทาง

มุมมองที่น่าจับตาคือ การแข่งขันด้านพลังงานในทศวรรษหน้าจะไม่ได้วัดกันที่ใครมีพลังงานราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่ใครสร้างระบบที่มั่นคง ยืดหยุ่น ราคาจับต้องได้ และลดคาร์บอนได้พร้อมกัน ประเทศไทยจึงควรใช้โอกาสจาก Gastech 2026 เดินหน้าสร้างความร่วมมือและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้อนาคตพลังงานไทยพร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ โจทย์ใหญ่ Gastech 2026 ของพลังงานโลก กลุ่มปตท. วางเกมพลังงานไทยอย่างไร? [ADVERTORIAL]

กรมอุตุฯ เตือนเฝ้าระวังฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลันทั่วประเทศ กทม. เตรียมรับมือฝน 80% ยืนยันระดับน้ำเจ้าพระยาและคันกั้นน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

คนกรุงเทพฯ และประชาชนทั่วประเทศควรเตรียมตัวให้พร้อม เพราะสภาพอากาศวันนี้ยังมีความเสี่ยงจากฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออก ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองสูงถึง 80% ข่าวนี้อาจกระทบทั้งการเดินทางไปทำงาน การเรียน การถ่ายทำคอนเทนต์ รวมถึงการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีในช่วงฝนตก ดังนั้นการเช็กพยากรณ์อากาศและวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

กรมอุตุฯ เตือนเฝ้าระวังฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลันทั่วประเทศ กทม. เตรียมรับมือฝน 80% ยืนยันระดับน้ำเจ้าพระยาและคันกั้นน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยสถานการณ์ล่าสุดยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักบางแห่ง ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ หรือบริเวณที่เคยเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง เพราะอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มได้

กรมอุตุฯ เตือนเฝ้าระวังฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลันทั่วประเทศ กทม. เตรียมรับมือฝน 80% ยืนยันระดับน้ำเจ้าพระยาและคันกั้นน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนในช่วงนี้มาจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ซึ่งปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเริ่มอ่อนกำลังลง ขณะเดียวกันร่องมรสุมยังพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก รวมถึงเชื่อมโยงกับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง นอกจากนี้ยังมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย

สภาพอากาศดังกล่าวทำให้คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีความสูงประมาณ 2 เมตร และอาจสูงกว่า 2 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ผู้ที่ต้องเดินทางทางเรือควรตรวจสอบประกาศเตือนภัยก่อนออกจากฝั่ง ส่วนผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเดินทางไปท่องเที่ยว ควรเตรียมเสื้อกันฝนและติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

กรุงเทพฯ มีฝน 80% จุดไหนมีฝนสะสมสูง

สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คาดว่าจะมีฝนฟ้าคะนองครอบคลุมประมาณ 80% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 24-33 องศาเซลเซียส ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกปานกลางถึงหนักกระจายตัวหลายพื้นที่ โดยสำนักงานเขตทวีวัฒนามีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 59.5 มิลลิเมตร รองลงมาคือสำนักงานเขตพระโขนง 56.5 มิลลิเมตร และสถานีสูบน้ำพระโขนง 55.5 มิลลิเมตร

มีรายงานจุดเร่งการระบายน้ำบนถนนสายหลักจำนวน 4 รายการ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแก้ไขจนพื้นที่กลับมาแห้งและใช้งานได้ตามปกติแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ใช้รถ แต่ก็ยังไม่ควรประมาท เพราะฝนที่ตกซ้ำในช่วงเวลาเร่งด่วนอาจทำให้การระบายน้ำช้าลงได้ ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบแอปพลิเคชันแผนที่และสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ก่อนออกเดินทาง

ระดับน้ำเจ้าพระยาและคันกั้นน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังอยู่ในระดับที่สามารถรับมือได้ ข้อมูลระดับน้ำตามแนวคันกั้นน้ำด้านตะวันออก ณ เวลา 07.00 น. อยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งหมด ได้แก่ ประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้มีระดับน้ำ +1.51 เมตร รทก. เทียบกับจุดวิกฤต +1.80 เมตร ประตูระบายน้ำแสนแสบที่มีนบุรีอยู่ที่ +0.44 เมตร รทก. จากจุดวิกฤต +0.70 เมตร และประตูระบายน้ำลาดกระบังอยู่ที่ +0.24 เมตร รทก. จากจุดวิกฤต +0.35 เมตร

ด้านปริมาณน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนสถานีนครสวรรค์อยู่ที่ 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ระดับน้ำขึ้นสูงสุดหน้าสถานีกองบัญชาการกองทัพเรือคาดว่าจะอยู่ที่ +1.02 เมตร รทก. ในเวลา 18.03 น. ตัวเลขเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าในเวลานี้ระดับน้ำและคันกั้นน้ำยังไม่อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง แต่ประชาชนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีแจงร้อน ดาวคะนอง และเทเวศร์ อยู่ระหว่าง 0.1-0.2 กรัมต่อลิตร ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐาน 1.2 กรัมต่อลิตร ประชาชนและเกษตรกรจึงยังสามารถนำน้ำไปใช้กับพืชทั่วไปได้ตามปกติ

วิธีเตรียมตัวรับมือฝนตกหนักแบบง่าย ๆ

  • ตรวจสอบพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยก่อนออกจากบ้าน
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ลุ่มต่ำ เชิงเขา และถนนที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซาก
  • ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือและพกพาวเวอร์แบงก์ไว้ให้พร้อม
  • ย้ายรถยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสิ่งของสำคัญขึ้นที่สูง
  • หากต้องเดินทาง ควรเผื่อเวลาและตรวจสอบเส้นทางผ่านแอปพลิเคชันแผนที่

โดยสรุป กรมอุตุฯ เตือนเฝ้าระวังฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลันทั่วประเทศ กทม. เตรียมรับมือฝน 80% ยืนยันระดับน้ำเจ้าพระยาและคันกั้นน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้ระดับน้ำในกรุงเทพฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ แต่ฝนตกหนักอาจเกิดขึ้นเฉพาะจุดและเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว เทรนด์การใช้แอปแจ้งเตือนสภาพอากาศ กล้องจราจร และแผนที่แบบเรียลไทม์จึงมีประโยชน์มากขึ้นในชีวิตประจำวัน ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารจากแหล่งทางการ วางแผนการเดินทางล่วงหน้า และอย่าฝืนเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วม

ที่มา – กรมอุตุฯ เตือนเฝ้าระวังฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลันทั่วประเทศ กทม. เตรียมรับมือฝน 80% ยืนยันระดับน้ำเจ้าพระยาและคันกั้นน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกแพลตฟอร์มออนไลน์สกัดคอนเทนต์เถื่อน เตือนประชาชนเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

การดูภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือคลิปวิดีโอออนไลน์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนยุคดิจิทัล แต่ความสะดวกนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะการเข้าชมคอนเทนต์จากเว็บไซต์หรือช่องทางที่ไม่รู้แหล่งที่มา ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกแพลตฟอร์มออนไลน์สกัดคอนเทนต์เถื่อน เตือนประชาชนเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล เพื่อยกระดับการป้องกันทั้งปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์และภัยไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งตรวจสอบและระงับการเผยแพร่ภาพยนตร์ ซีรีส์ และคลิปวิดีโอที่ถูกนำมาเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการลดการเข้าถึงสื่อเถื่อน และทำให้ผู้บริโภคมีสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยมากขึ้น

กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกแพลตฟอร์มออนไลน์สกัดคอนเทนต์เถื่อน เตือนประชาชนเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้ผู้ชมรับชมคอนเทนต์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สมาร์ททีวี หรือคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม ผู้ไม่หวังดีก็ใช้ช่องทางเดียวกันในการนำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่ต่อ โดยมักใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์และดึงดูดผู้ชมให้เข้าไปยังเว็บไซต์หรือกลุ่มปิด

รูปแบบที่พบได้บ่อยคือการโพสต์คลิปตัวอย่าง ภาพจากภาพยนตร์ หรือข้อความเชิญชวนให้รับชมฟรี จากนั้นแนบลิงก์ให้ผู้สนใจกดเข้าไปลงทะเบียน เข้ากลุ่ม หรือชำระเงิน บางกรณีอาจอ้างว่าเป็นบริการราคาถูกกว่าปกติอย่างมาก เมื่อผู้ใช้งานเข้าไปแล้ว อาจถูกขอข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือข้อมูลบัตรชำระเงิน

ทำไมคอนเทนต์เถื่อนจึงมีความเสี่ยงมากกว่าการละเมิดลิขสิทธิ์

หลายคนอาจคิดว่าการดูหนังหรือซีรีส์จากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิ์เป็นเพียงการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ความจริงแล้วความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องกฎหมายเท่านั้น เว็บไซต์เหล่านี้อาจแฝงโฆษณาหลอกลวง ปุ่มดาวน์โหลดปลอม ไฟล์อันตราย หรือสคริปต์ที่พยายามติดตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้เข้าชม

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการคอนเทนต์เถื่อนมักเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์และโดเมนอยู่เสมอ บางรายใช้เซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ หรือออกแบบเส้นทางให้ผู้ใช้งานต้องกดลิงก์หลายครั้งก่อนถึงหน้ารับชม วิธีการเหล่านี้ทำให้การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายซับซ้อนขึ้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสที่ผู้ชมจะกดลิงก์ผิดหรือถูกพาไปยังหน้าเว็บไซต์อันตราย

  • อย่ากรอกข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนได้
  • หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดไฟล์หรือแอปพลิเคชันจากลิงก์ที่ส่งต่อกันแบบไม่ทราบแหล่งที่มา
  • ไม่ควรใช้ข้อมูลบัตรหรือรหัสผ่านเดียวกับบัญชีสำคัญในเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • ตรวจสอบชื่อเว็บไซต์และช่องทางการชำระเงินก่อนสมัครบริการทุกครั้ง
  • หากพบเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ควรแจ้งแพลตฟอร์มหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลิขสิทธิ์มีบทลงโทษอย่างไร

การนำภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือคลิปวิดีโอที่มีลิขสิทธิ์ไปทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หากเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำผิดอาจมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บทลงโทษดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเผยแพร่สื่อเถื่อนไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้ผู้ใช้งานทั่วไปอาจไม่ได้เป็นผู้สร้างเว็บไซต์ แต่การช่วยส่งต่อ การโฆษณา หรือการสนับสนุนช่องทางดังกล่าวก็อาจทำให้ระบบการละเมิดลิขสิทธิ์เติบโตต่อไปได้ ที่สำคัญคือรายได้จากผู้ชมอาจถูกนำไปใช้สนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์รูปแบบอื่น

วิธีเลือกชมคอนเทนต์ออนไลน์ให้ปลอดภัย

ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการรับชมผ่านแพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมาย ซึ่งมักมีระบบรักษาความปลอดภัย ช่องทางชำระเงินที่ตรวจสอบได้ และเงื่อนไขการใช้งานที่ชัดเจน แม้บางบริการจะมีค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่เงินดังกล่าวช่วยสนับสนุนผู้สร้าง นักแสดง ทีมงาน และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ให้สามารถผลิตผลงานใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ใช้งานควรสังเกตความผิดปกติ เช่น ราคาถูกเกินจริง การบังคับให้ติดตั้งแอปจากไฟล์ภายนอก การขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลมากเกินความจำเป็น หรือการใช้ข้อความเร่งรัดให้ตัดสินใจทันที หากพบสัญญาณเหล่านี้ ควรหยุดการใช้งานและปิดหน้าเว็บไซต์แทนที่จะเสี่ยงทดลองต่อ

กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกแพลตฟอร์มออนไลน์สกัดคอนเทนต์เถื่อน เตือนประชาชนเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล เป็นสัญญาณว่าการคุ้มครองลิขสิทธิ์และความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังเชื่อมโยงกันมากขึ้น ในอนาคต แพลตฟอร์มออนไลน์จะต้องพัฒนาระบบตรวจจับเนื้อหาที่รวดเร็ว ขณะที่ผู้ชมเองก็มีบทบาทสำคัญในการไม่สนับสนุนช่องทางผิดกฎหมาย การเลือกชมจากแหล่งที่ถูกต้องจึงไม่เพียงปกป้องข้อมูลของเรา แต่ยังช่วยสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย

สรุป: ก่อนกดลิงก์รับชมคอนเทนต์ฟรี ควรคิดให้รอบคอบว่าความคุ้มค่านั้นอาจแลกมาด้วยข้อมูลส่วนตัว เงินในบัญชี หรือความปลอดภัยของอุปกรณ์ การรับชมผ่านแพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมายคือทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในระยะยาว

ที่มา – กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกแพลตฟอร์มออนไลน์สกัดคอนเทนต์เถื่อน เตือนประชาชนเสี่ยงถูกโจรกรรมข้อมูล

กองปราบเรียกสอบ ‘ป๋อง สุพรรณ’ กรรมการมูลนิธิฯ คดียักยอกเงินวัดพุทไธศวรรย์ ยันไม่พบเส้นเงินเชื่อมโยง

คดีที่เกี่ยวข้องกับวัดพุทไธศวรรย์ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อมีบุคคลที่เป็นที่รู้จักในวงการพระเครื่องเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะคณะกรรมการมูลนิธิ ล่าสุด กองบังคับการปราบปรามเตรียมออกหมายเรียก เสมอ งิ้วงาม หรือ ‘ป๋อง สุพรรณ’ เซียนพระเครื่องชื่อดัง เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิหวันโชติ ภายในวันที่ 22 กันยายนนี้

การเรียกสอบครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ป๋อง สุพรรณ มีความผิดหรือเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินแต่อย่างใด แต่เป็นขั้นตอนในการรวบรวมข้อมูลของพนักงานสอบสวน เนื่องจากตรวจพบว่าป๋องมีชื่ออยู่ในคณะกรรมการมูลนิธิหวันโชติ ซึ่งก่อตั้งโดย อติโชติ ทังประเสริฐ หรืออดีตหลวงพ่อโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ผู้ต้องหาในคดีที่กำลังอยู่ระหว่างการขยายผล

กองปราบเรียกสอบ ‘ป๋อง สุพรรณ’ กรรมการมูลนิธิฯ คดียักยอกเงินวัดพุทไธศวรรย์ ยันไม่พบเส้นเงินเชื่อมโยง

จากข้อมูลการตรวจสอบ มูลนิธิหวันโชติมี อติโชติ เป็นประธานกรรมการ และมีคณะกรรมการรวมทั้งหมด 6 คน ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้เรียกคณะกรรมการมาให้ปากคำแล้ว 5 ราย โดยคำให้การของบุคคลเหล่านั้นถูกนำไปใช้ประกอบการตรวจสอบและถือว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เหลือเพียงป๋อง สุพรรณ ซึ่งเป็นกรรมการรายสุดท้ายที่ต้องเข้าให้รายละเอียด

พล.ต.ต. พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมเอกสารและข้อมูลเส้นทางการเงินจากวัดพุทไธศวรรย์ ก่อนส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบ เพื่อพิจารณาว่ามีธุรกรรมหรือการโอนเงินที่เชื่อมโยงไปยังบุคคลใดบ้าง

ขณะนี้ ปปง. ได้ส่งผลการตรวจสอบบางส่วนกลับมาให้พนักงานสอบสวนแล้ว โดยชุดสืบสวนของกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามอยู่ระหว่างวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด การตรวจสอบลักษณะนี้ต้องพิจารณาทั้งรายการโอนเงิน บัญชีธนาคาร ผู้รับผลประโยชน์ และช่วงเวลาของธุรกรรม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่รอบด้านมากที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่างป๋อง สุพรรณ กับอดีตเจ้าอาวาส

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง เสมอ หรือป๋อง สุพรรณ กับอติโชติ พบว่าทั้งสองมีความใกล้ชิดกันมาตั้งแต่ช่วงจัดสร้างเหรียญวัตถุมงคลรุ่น ‘เหนือดวง’ ต่อมาอติโชติได้ชักชวนให้ป๋องเข้ามาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการมูลนิธิหวันโชติ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเชิญป๋องมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของมูลนิธิ

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เจ้าหน้าที่อายัดไว้และส่งให้ ปปง. พิจารณาในเบื้องต้น ยังไม่พบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงป๋อง สุพรรณ การยืนยันข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยแยกแยะระหว่างการมีชื่อเป็นกรรมการหรือรู้จักกับผู้ต้องหา กับการมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกรรมที่ถูกกล่าวหา

ประเด็นที่เจ้าหน้าที่ยังให้ความสนใจคือวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิหวันโชติ ว่าดำเนินการตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบว่ามีการใช้มูลนิธิเป็นช่องทางในการรับ โอน หรือหมุนเวียนเงินบริจาคหรือไม่ การตรวจสอบจะครอบคลุมเอกสารการจัดตั้ง บัญชีรายรับรายจ่าย รายการบริจาค และกิจกรรมต่าง ๆ ที่มูลนิธิจัดขึ้น

คดีวัดพุทไธศวรรย์อยู่ระหว่างขยายผล

คดีนี้เกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่จับกุม อติโชติ ทังประเสริฐ หรืออดีตพระครูอุทัยบุญญาวัตร อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และปุณยวีร์ รุ่งเรือง หรือ ‘สีกาเอ๋’ ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ของวัด มูลค่าความเสียหายถูกระบุว่าอยู่ในระดับหลายร้อยล้านบาท โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบพยานหลักฐานและบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับผู้ติดตามข่าว ควรแยกให้ออกระหว่างข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยแล้ว กับประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน การถูกเรียกให้ข้อมูลไม่ได้เท่ากับการตกเป็นผู้ต้องหา และผู้ที่ถูกพาดพิงยังคงได้รับสิทธิในการชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น การติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ภาพรวมของคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการเงินบริจาคและการทำงานของมูลนิธิจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใส โดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับศรัทธาและเงินทำบุญของประชาชน ความคืบหน้าหลังจากป๋อง สุพรรณ เข้าให้ข้อมูลอาจช่วยให้สังคมเห็นภาพความสัมพันธ์ของบุคคลต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น แต่สุดท้ายต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการก่อนสรุปว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องในระดับใด

ข้อควรรู้สำหรับคนติดตามข่าว:

  • กองปราบเรียกสอบ ‘ป๋อง สุพรรณ’ ในฐานะกรรมการมูลนิธิหวันโชติ
  • เจ้าหน้าที่ระบุว่าเบื้องต้นยังไม่พบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงป๋อง สุพรรณ
  • ปปง. อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • คดีหลักเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์วัดพุทไธศวรรย์

ท้ายที่สุด ข่าวกองปราบเรียกสอบ ‘ป๋อง สุพรรณ’ กรรมการมูลนิธิฯ คดียักยอกเงินวัดพุทไธศวรรย์ ยันไม่พบเส้นเงินเชื่อมโยง เป็นอีกกรณีที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเป็นระบบ ผู้อ่านควรติดตามความคืบหน้าจากผลสอบอย่างเป็นทางการ และหลีกเลี่ยงการตัดสินบุคคลจากกระแสข่าวเพียงด้านเดียว เพราะข้อเท็จจริงสุดท้ายต้องยึดหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก

ที่มา – กองปราบเรียกสอบ ‘ป๋อง สุพรรณ’ กรรมการมูลนิธิฯ คดียักยอกเงินวัดพุทไธศวรรย์ ยันไม่พบเส้นเงินเชื่อมโยง