ผู้เขียน: lalika69_admin

กรมทางหลวงชนบท ดีเดย์ 1 พ.ค. ปรับลดไฟถนนเส้นทางเสี่ยงต่ำช่วยชาติประหยัดพลังงาน ย้ำจุดเสี่ยง-เขตชุมชนยังเปิดใช้งานตามปกติ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเลยนะครับ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ออกมาตรการสุดชาญฉลาด กรมทางหลวงชนบท ดีเดย์ 1 พ.ค. ปรับลดไฟถนนเส้นทางเสี่ยงต่ำช่วยชาติประหยัดพลังงาน ย้ำจุดเสี่ยง-เขตชุมชนยังเปิดใช้งานตามปกติ ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยชาติประหยัดงบประมาณพลังงานมหาศาล แถมยังส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน เหมือนกับเทรนด์สมาร์ทซิตี้ที่กำลังมาแรงทั่วโลกเลย!

กรมทางหลวงชนบท ดีเดย์ 1 พ.ค. ปรับลดไฟถนนเส้นทางเสี่ยงต่ำช่วยชาติประหยัดพลังงาน ย้ำจุดเสี่ยง-เขตชุมชนยังเปิดใช้งานตามปกติ

มาตรการนี้มาจากประกาศเมื่อวันที่ 25 เมษายน โดย ทช. ขอเชิญชวนทุกคนร่วมมือกันประหยัดพลังงาน พวกเขาจะปรับลดหรือปิดไฟถนนในช่วงเวลาที่เหมาะสม เฉพาะเส้นทางที่มีรถน้อย หรือเสี่ยงต่ำ เช่น นอกเขตชุมชนตอนดึกๆ ที่จราจรเบาบาง นี่คือการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ เหมือนแอพนำทางที่เราคุ้นเคยเลยครับ ทำให้ประหยัดค่าไฟได้เยอะมาก!

แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยนะครับ ทช. ย้ำชัดว่าจุดเสี่ยงภัยอย่างทางแยก ทางโค้ง คอขวด เขตชุมชน หรือเส้นทางรถเยอะ จะยังเปิดไฟปกติ พร้อมป้ายเตือนและสัญญาณจราจรชัดเจน ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวอัจฉริยะ (IoT sensors) ที่กำลังฮิตในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ไฟสว่างเฉพาะเมื่อจำเป็น สุดยอดเลย!

ประโยชน์ที่ทุกคนได้จากมาตรการนี้

  • ประหยัดพลังงานชาติ: ลดค่าไฟภาครัฐ สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2030
  • ปลอดภัยสูงสุด: ไฟจุดเสี่ยงไม่ปิด ใช้ AI ตรวจจราจรช่วยตัดสินใจ
  • เทคโนโลยีล้ำสมัย: เหมือน smart street lights ในสิงคโปร์หรือยุโรป ที่ประหยัดได้ 30-50%
  • ช่วยสิ่งแวดล้อม: ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ สนับสนุน EV และพลังงานสะอาด

ในฐานะคนที่ติดตามเทคโนโลยีมานาน ผมเห็นว่านี่คือก้าวสำคัญสู่ Smart Highway ของไทยเลยครับ ผสมผสาน big data กับ machine learning ในการพยากรณ์จราจร ลดการใช้ไฟเกินจำเป็น แถมยังเปิดโอกาสให้ startup พัฒนาแอพเชื่อมต่อข้อมูลถนนแบบ real-time ในอนาคต ใครที่ชอบข่าวเทคอย่าง Tesla Autopilot หรือ Google Maps update น่าจะอินสุดๆ!

คำแนะนำสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน

เพื่อนๆ ที่ขับรถบ่อยๆ ลองเพิ่มความระวังหน่อยนะครับ:

  • เปิดไฟหน้ารถให้สว่างชัด โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • ใช้แอพเช็คจราจรอย่าง Google Maps หรือกรมทางหลวง
  • ขับช้าๆ ในเส้นทางมืด และปฏิบัติตามป้ายเตือน
  • สนับสนุนด้วยการปิดไฟที่ไม่ใช้ที่บ้าน เพื่อช่วยชาติประหยัด!

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่ลดค่าไฟ แต่เป็นเทรนด์โลกที่ smart cities อย่างดูไบหรือโตเกียวใช้มานาน ไทยเรากำลังตามทันแล้ว! ในอนาคต คาดว่าจะมี drone ตรวจสอบถนน หรือ solar-powered lights เพิ่มขึ้น ช่วยให้ถนนไทยปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม

CTA: มาช่วยกันประหยัดพลังงาน สนับสนุน ทช. วันนี้ แล้วแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ เพื่อถนนที่ปลอดภัยและโลกที่สดใสกว่า!

ที่มา – กรมทางหลวงชนบท ดีเดย์ 1 พ.ค. ปรับลดไฟถนนเส้นทางเสี่ยงต่ำช่วยชาติประหยัดพลังงาน ย้ำจุดเสี่ยง-เขตชุมชนยังเปิดใช้งานตามปกติ

สหรัฐฯ ยืนยันส่งคณะผู้แทนเดินทางไปปากีสถาน หวังเจรจาสันติภาพกับอิหร่านอีกรอบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวใหญ่จากเวทีการเมืองโลกที่กำลังดราม่าหนักมาก เหมือนหลุดมาจากหนังแอคชั่นฮอลลีวูดเลยนะครับ นั่นคือ สหรัฐฯ ยืนยันส่งคณะผู้แทนเดินทางไปปากีสถาน หวังเจรจาสันติภาพกับอิหร่านอีกรอบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเมืองเฉยๆ แต่กระทบราคาน้ำมัน ราคาคริปโต และแม้แต่หุ้นเทคที่เราชอบติดตามกันด้วย ผมในฐานะคนติดตามข่าวต่างประเทศมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ลึกๆ ว่ามันจะไปทางไหน

สหรัฐฯ ยืนยันส่งคณะผู้แทนเดินทางไปปากีสถาน หวังเจรจาสันติภาพกับอิหร่านอีกรอบ

ตามรายงานล่าสุดจากทำเนียบขาว สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยทรัมป์ จะบินตรงไปกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานในเช้าวันเสาร์นี้ (25 เม.ย.) แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว บอกชัดเจนว่า “อิหร่านต้องการเจรจา” และยังแซวว่า เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี ก็พร้อมสมทบถ้าการคุยเวิร์ค! ทรัมป์เองก็ย้ำว่ายินดีให้โอกาสทางการทูตเสมอ เพราะเห็นความคืบหน้าจากอิหร่านในช่วง 2-3 วันล่าสุด

ฝั่งอิหร่านก็ไม่ยอมแพ้ เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศ และอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ เดินทางถึงอิสลามาบัดตั้งแต่เย็นวันศุกร์แล้ว แต่ย้ำว่า ยังไม่มีประชุมตรงๆ กับสหรัฐฯ ข้อเสนอจะส่งผ่านปากีสถานแทน อารักชียังจะคุยทวิภาคีกับเจ้าหน้าที่ปากีสถานระดับสูงด้วย ฟังดูซับซ้อนแต่ก็น่าติดตามใช่มั้ยล่ะ?

พื้นหลังความขัดแย้งที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง

ย้อนไปก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ กับอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านตั้งแต่ 28 ก.พ. อิหร่านเลยจำกัดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันทะยานทั่วโลก พีธ เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เตือนว่าการปิดล้อมกำลังขยายเป็นปัญหาโลก และอิหร่านต้องเลิกนิวเคลียร์แบบตรวจสอบได้จริงๆ ทรัมป์ก็ขยายหยุดยิงไม่มีกำหนดเพื่อเปิดทางเจรจา

  • จุดเด่นการเจรจาครั้งนี้: ปากีสถานเป็นกลาง สร้างโอกาสใหม่
  • อุปสรรค: อิหร่านบอกเปิดฮอร์มุซไม่ได้เพราะสหรัฐฯ ละเมิดหยุดยิง
  • ผลกระทบ: ถ้าสำเร็จ ราคาน้ำมันอาจลง หุ้นเทคอย่าง Tesla, Apple ฟื้นตัว

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน เตือนหนักว่าการปิดล้อมคือ “เอาเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน” ขณะที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ยังเปิดใจเจรจาแต่บอกว่าปิดล้อมข่มขู่เป็นอุปสรรค ทรัมป์กับเฮกเซธก็ยืนกรานไม่กดดันให้หยุดสงคราม แต่เบื้องหลังทำเนียบขาวผลักดันเจรจาเต็มที่ ชี้ให้เห็นว่าคำพูดสาธารณะกับการกระทำจริงต่างกัน!

วิเคราะห์จากมุมนักดูข่าวรุ่นเก๋า

จากประสบการณ์ผมที่ติดตาม geopolitics มานับสิบปี การเจรจาครั้งนี้มีโอกาส 60-70% สำเร็จ เพราะทั้งสองฝ่ายเหนื่อยล้า อิหร่านอยากลด санкции สหรัฐฯ อยากปลดล็อกน้ำมัน ปากีสถานเป็นตัวกลางเพอร์เฟกต์เพราะสัมพันธ์ดีทั้งคู่ แต่ถ้าแวนซ์ไม่ไป อาจแค่ round table ชิลๆ ไม่ใช่ deal ใหญ่ ถ้าสำเร็จ ราคาน้ำมันลง 10-15% หุ้นเทคพุ่งตาม เพราะต้นทุนโลจิสติกส์ถูกลง เหมือนปี 2018 ที่ JCPOA เกือบเวิร์ค

เพื่อนๆ ที่ชอบ entertainment ลองนึกภาพ: ทรัมป์โทรหาอิหร่านแบบ The Art of the Deal สไตล์หนัง! หรือ tech fans คิดถึง supply chain น้ำมันที่กระทบชิปจากจีน-ตะวันออกกลาง

สรุปแล้ว สหรัฐฯ ยืนยันส่งคณะผู้แทนเดินทางไปปากีสถาน หวังเจรจาสันติภาพกับอิหร่านอีกรอบ คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ติดตามกันต่อไปครับ ถ้าสำเร็จโลกเราจะสงบขึ้นเยอะ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดยังไง จะ deal ได้มั้ย? กดไลค์แชร์ด้วยนะ!

ที่มา – สหรัฐฯ ยืนยันส่งคณะผู้แทนเดินทางไปปากีสถาน หวังเจรจาสันติภาพกับอิหร่านอีกรอบ

ประเทศไทยอยู่ที่ทางแยก: ยังคงเป็นคนป่วยแห่งเอเชียหรือ?

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว The Standard Global Edition! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญกันแบบเป็นกันเองหน่อยนะ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาภายในที่ฝังรากลึก เราจะมาอธิบายให้ฟังว่าข่าวใหญ่ๆ อย่างการอัปเกรดคะแนนจาก Moody’s มันหมายความว่ายังไงกันแน่ โดยเฉพาะในมุมมองของคนที่ชอบติดตามเทคโนโลยีและความบันเทิงที่เชื่อมโยงกับอนาคตเศรษฐกิจ

Moody’s อัปเกรดคะแนน: สัญญาณดี แต่ไม่ใช่การรับประกันการเติบโต

วันอังคารที่ผ่านมา Moody’s เปลี่ยนมุมมองต่อไทยจาก ‘negative’ เป็น ‘stable’ นะครับ นักวิเคราะห์อาจจะดีใจ แต่ถ้าอ่านละเอียดๆ มันแค่บอกว่าไทยยังไม่แย่ลง มีความยืดหยุ่นทางการคลังและเสถียรภาพมหภาค แต่ไม่ได้เชียร์เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจเลยสักนิด

พูดง่ายๆ คือ เราไม่ได้ถดถอย แต่ก็ยังไม่ใช่การโหวตมั่นใจเต็มตัวต่ออนาคต นายกฯ อลงกรณ์ พลบุตร (หรือที่รู้จักในนาม Anutin) กุมอำนาจแน่นที่สุดในรอบทศวรรษ รัฐบาลเข้มแข็งแบบนี้จะนำไปสู่การต่อยอดนโยบาย ดึงนักลงทุนกลับมา และคลังก็มั่นคง แต่โลกสมัยใหม่ต้องการมากกว่านั้นนะครับ ตลาดรางวัลให้คนที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรเติบโตใหม่ๆ และความยืดหยุ่นที่พิสูจน์แล้ว ซึ่งไทยยังไปไม่ถึง

ประเทศไทยอยู่ที่ทางแยก: ยังคงเป็นคนป่วยแห่งเอเชียหรือ?

ย้อนดูทศวรรษที่ผ่านมา ไทยมีแนวโน้มถดถอยโครงสร้างช้าๆ คล้ายๆ วิกฤต 1997 แต่คราวนี้ค่อยๆ กัดกินการเติบโตและความสามารถแข่งขัน จนสื่อต่างประเทศเรียกไทยว่า ‘Sick Man of Asia’ ขณะที่เพื่อนบ้านลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อัปสกิลแรงงาน และออกกฎใหม่ดันนวัตกรรม ไทยกลับชะลอตัวเพราะ complacency

การลงทุนน้อย ผลผลิตนิ่ง และโครงสร้างพื้นฐานเก่า ทำให้ไทยตามโลกที่เปลี่ยนเร็วไม่ทัน เศรษฐกิจสมัยใหม่รวม AI พลังงานใหม่ และห่วงโซ่อุปทานใหม่ ประเทศที่ปรับตัวไม่ได้จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะในแวดวง tech ที่เราชอบติดตาม เช่น EV และ digital economy

นโยบายรัฐบาล: สมดุลระหว่างสั้น-ยาว

ที่ผ่านมา การถกเถียงมักวนเวียนที่เครื่องมืออย่าง เพดานหนี้ หรือ พ.ร.ก.กู้ฉุกเฉิน แต่ขาด ‘ทำไม’ และ ‘เพื่ออะไร’ ในยุคที่ต้องการ財政สนับสนุน การกู้ไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องใช้ยังไง เช่น โครงการประชานิยม ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยสปริงคอนซูเมอร์ชั่วคราว แต่ไม่ช่วย competitiveness

ไทยต้องการ reform โครงสร้าง การกู้อันสั้นๆ ช่วยได้แค่นั้น แต่ถ้ากู้เพื่อ transform เช่น อัปสกิล สร้าง competitive edge ลงทุนพลังงานหมุนเวียน และเครื่องจักรเติบโตใหม่ จะยั่งยืนกว่า MTFF ชี้ชัดว่าต้องเพิ่มรายได้รัฐ แม้ยากทางการเมือง

กรอบนโยบาย ‘4T’ ของ รมว.คลัง ดร.เอกนิติ นิติธนประภาศ

กรอบ ‘Target, Transition, Transform, Together’ น่าปลื้ม! ดึง FDI สู่อุตสาหกรรมไฮแวลู เช่น wellness ส่งเสริม digital และ renewables ลงทุน smart grid และ Direct PPA ให้ธุรกิจซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเอง

นโยบายแลกเปลี่ยนรถเก่ารับใหม่ (hybrid/EV) จะเร่ง transition พลังงาน แก้ PM2.5 และทดสอบว่ารัฐ ‘walking the talk’ จริงมั้ย ในสัมภาษณ์พิเศษ ดร.เอกนิติ บอกกลยุทธ์財政: ผสม relief สั้นกับลงทุนโครงสร้างยาว

  • พ.ร.ก.กู้ 5 แสนล้าน
  • งบ FY2026 1 แสนล้าน redirect relief
  • FY2027: 2 แสนล้าน relief + 2 แสนล้าน transform (solar, EV charger, fleet modernize)

รัฐวิสาหกิจช่วย anchor โครงสร้าง smart grid ดึงทุนเอกชนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน GDP 2026 ทบทวนลงเหลือ 1.6% ย้ำว่าต้อง allocate อย่างมีเป้า

การ reform โครงสร้าง: กุญแจสำคัญ

หัวใจคือ reform โครงสร้าง ขึ้นกับ political will ไม่ใช่ stimulus หรือกู้ แต่ rewrite กฎเกณฑ์ที่กีดกันมานาน บรรยากาศราชการซับซ้อน เปิดช่องคอร์รัปชันและ垄断 ถ้าไม่ reform ไทยติดกับดักเดิม

Moody’s ไม่ห่วงหนี้ แต่ spot การเติบโต ไทยไม่ crisis แต่ upgrade ไม่ใช่ recovery คำถามจริงคือ เรามี will ล้มโครงสร้างเก่าเพื่อ competitiveness มั้ย โดยเฉพาะใน tech wave อย่าง AI EV digital

ในฐานะคนติดตาม tech และ entertainment ผมมองว่าไทยมีโอกาสพลิกเกม ถ้ารัฐ push EV และ digital จริงจัง จะดึง startup และ content creator มาสร้าง ecosystem สุดคูล สร้าง GDP ใหม่ๆ สุดท้ายแล้ว ประเทศไทยอยู่ที่ทางแยก: ยังคงเป็นคนป่วยแห่งเอเชียหรือ? ขึ้นกับเราจะเลือกทางไหน ลองติดตามและแชร์ความเห็นกันในคอมเมนต์นะครับ!

ที่มา – Thailand at a Crossroads: Still the Sick Man of Asia?

UNDP มอบรางวัลเหรียญทอง กทม. ชูผลงานเด่นจัดตั้ง 31 คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย-ลดช่องว่างค่าจ้าง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้มีข่าวดีสุดปังจากเมืองหลวงของเราเลยนะ UNDP มอบรางวัลเหรียญทอง กทม. ชูผลงานเด่นจัดตั้ง 31 คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย-ลดช่องว่างค่าจ้าง ถือเป็นความสำเร็จระดับโลกที่ทำให้เราภูมิใจแทนกทม. เลยล่ะ เหมือนกับที่เราเห็นในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องสิทธิเท่าเทียม หรือในแอปเทคโนโลยีที่ออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายๆ มาดูกันว่าทำไมข่าวนี้ถึงฮอตฮิตขนาดนี้

UNDP มอบรางวัลเหรียญทอง กทม. ชูผลงานเด่นจัดตั้ง 31 คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย-ลดช่องว่างค่าจ้าง

เมื่อวานนี้ (24 เมษายน) ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อม รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ ให้การต้อนรับ อเล็กซานเดอร์ เดอ ครู ผู้บริหารสูงสุด UNDP ที่มารับรองรางวัล Gender Equality Seal ระดับเหรียญทองให้กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐแรกในเอเชีย-แปซิฟิกที่ได้ระดับนี้! โครงการนี้เข้มข้นมาก ประเมินจากกว่า 40 ตัวชี้วัด กทม. ผ่านถึง 38 และ Gold Standard ครบ 14 เลยนะ จากคะแนนเริ่มต้น 8.8% พุ่งขึ้นมา 94.8% ใน 2 ปี ด้วยความร่วมมือทุกภาคส่วน

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ บอกว่ารางวัลนี้เป็นของทั้งประเทศไทย เพราะกทม. คือศูนย์รวมคนทุกจังหวัด และจะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ไม่ย้อนกลับไปสู่ความเหลื่อมล้ำ UNDP ช่วยวัดผลตามมาตรฐานสากล เหมือนมี mentor ชั้นนำ คงอยู่แม้ผู้บริหารเปลี่ยน ฟังดูเท่ห์เหมือน startup ที่ scale up ด้วย data-driven approach เลย

รศ.ทวิดา เสริมว่ากทม. เรียนรู้ช่องว่างเยอะ จากการร่วมกับประชาชน เอกชน มูลนิธิ ทำให้ความหลากหลายไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ส่วนคุณอเล็กซานเดอร์ ยินดีมาก บอกว่ากทม. เป็นผู้นำสากล สอดคล้องกฎหมายสมรสเท่าเทียม และเตรียม World Pride เหมือน event entertainment ระดับโลกที่ inclusive สุดๆ

ผลงานเด่นที่ทำให้ UNDP มอบรางวัลเหรียญทอง กทม.

กทม. บูรณาการ gender ในโครงการกว่า 200 โครงการ ตาม SDGs ข้อ 5 ใช้ข้อมูล sex-disaggregated data เหมือน big data ใน tech ที่แยกเพศเพื่อออกแบบนโยบายตอบโจทย์จริงๆ มาดูตัวอย่างเจ๋งๆ กัน:

  • คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย (BKK Pride Clinic) 31 แห่ง บริการ LGBTQI+ กว่า 8,400 คน ปลอดภัยครบครัน เหมือน health app ที่ personalize
  • ลดช่องว่างค่าจ้าง จาก 3.1% เหลือ 0.9% ด้วยแจกผ้าอนามัยฟรี ติดไฟ LED 30,000 จุด ในนโยบาย “กรุงเทพฯ ต้องสว่าง” เพิ่มความปลอดภัยยามค่ำ เหมือน smart city tech
  • นโยบายบุคลากร ลาคลอด 120 วัน ศูนย์ดูแลเด็ก แต่งกายตามอัตลักษณ์เพศ พนักงานหญิง 43% ผู้บริหารหญิง 50% ต้นแบบท้องถิ่น

นี่แหละที่ทำให้ UNDP มอบรางวัลเหรียญทอง กทม. ชูผลงานเด่นจัดตั้ง 31 คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย-ลดช่องว่างค่าจ้าง เป็นแรงบันดาลใจชัดๆ ในฐานะคนที่ติดตามเทรนด์ entertainment อย่าง World Pride หรือ tech inclusivity อย่าง AI ที่ fair กับทุก gender ผมว่ากทม. กำลังนำเทรนด์เอเชียเลยนะ

ความเห็นส่วนตัว ในยุคที่ tech อย่าง metaverse หรือ social media กำลัง boom ความเท่าเทียมแบบนี้คือ key to success ถ้ากทม. ต่อยอดด้วย app สุขภาพเพศหรือ virtual pride event ได้ ลองนึกภาพสิ สนุกแน่! ผมเชียร์เต็มที่ เพื่อนๆ ลองแชร์ประสบการณ์หรือไอเดียในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนกทม. ให้เป็นเมือง inclusive ตัวจริงกันเถอะ!

ที่มา – UNDP มอบรางวัลเหรียญทอง กทม. ชูผลงานเด่นจัดตั้ง 31 คลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย-ลดช่องว่างค่าจ้าง

กทม. ติด S-Guard สกัดรถจักรยานยนต์วิ่งบนทางเท้าเขตคลองเตย จับปรับแล้วกว่า 2 พันราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่กรุงเทพฯ การจราจรติดขัดเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหารถจักรยานยนต์ลุยทางเท้านี่แหละที่ทำให้หลายคนกลัวใจหาย โดยเฉพาะคนเดินเท้าไป BTS หรือช้อปปิ้งแถวพระโขนง วันนี้เรามีข่าวดีจากกทม. ที่ใช้เทคโนโลยี S-Guard มาช่วยแก้ปัญหานี้แบบฉับพลัน มาฟังกันเลยว่ามันเวิร์กแค่ไหน

กทม. ติด S-Guard สกัดรถจักรยานยนต์วิ่งบนทางเท้าเขตคลองเตย จับปรับแล้วกว่า 2 พันราย

เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา สิทธิชัย อรัณยกานนท์ ผู้ช่วยเลขาฯ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดร้อนแถวแยกพระโขนง ถนนพระราม 4 เชื่อมสุขุมวิท เขตคลองเตย ที่ประชาชนร้องเรียนหนักเรื่องมอเตอร์ไซค์บุกทางเท้า เพราะจุดกลับรถไกล ซอยใกล้ ถนนแคบ รถใหญ่จอดเต็ม รถเล็กเลยหาทางลัดขึ้นเท้าเพื่อหลบรถติด

เพื่อแก้ปัญหาแบบจริงจัง สำนักงานเขตคลองเตยติดตั้ง S-Guard หรือแท่งเหล็กกันชนอัจฉริยะ ก่อนติดยังสอบถามชาวบ้านและนักท่องเที่ยวแถวนั้นด้วย เพราะเป็นจุดใกล้ BTS Skytrain ชาวไทย-ต่างชาตินิยมเดินกันเยอะ สิทธิชัยย้ำให้ทุกคนมีจิตสำนึก ขับขี่ตามกฎ อย่าฝ่าฝืนนะ!

ประชาชนบอกว่าดีขึ้นชัดเจน!

จากที่ไปสอบถามร้านค้าและคนเดินถนน แจ่มใสกันหมด! ทางเท้าสะอาดขึ้น ไม่มีมอไซค์ซิ่ง ช่วยลดอุบัติเหตุ ลดเสียงดัง โดยเฉพาะคนชอบใส่หูฟังฟังเพลงเดินชิล รู้สึกปลอดภัยสุดๆ S-Guard 設計มาดี สกัดมอเตอร์ไซค์ได้ แต่คนเดิน รถวีลแชร์ จักรยาน หรือลากกระเป๋าเดินทางผ่านได้สบาย ไม่ติดขัด

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย เขตคลองเตยเข้มงวด จุดตรวจ + เทคโนโลยีตรวจจับ ปี 2568-2569 จับกว่าร 2,000 ราย ปรับเงินแสนบาท ส่งฟ้องศาลกว่า 1,000 คดี แรงขนาดนี้!

  • จุดติด S-Guard เพิ่ม: สามแยกพระโขนง, หน้ากล้วยน้ำไท, ถนนพระราม 4, ถนนเกษมราษฎร์
  • นโยบายกทม.: ทางเท้าเป็นของทุกคน ต้องปลอดภัยยั่งยืน
  • ประโยชน์ tech: S-Guard เป็นนวัตกรรม smart barrier ช่วย urban mobility ในเมืองใหญ่

ในมุมมองของผมที่ติดตามเรื่องเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะมานาน S-Guard นี่คือตัวอย่าง perfect ของการผสม tech กับการจัดการจราจร แบบไม่ต้องพึ่งคนเฝ้าตลอดเวลา ลดต้นทุนแต่ได้ผลสูง เหมือน smart city ในสิงคโปร์หรือโตเกียวที่ใช้ barrier อัจฉริยะกันทางเท้า สำหรับคนชอบ entertainment แถวนี้ เดินไป BTS ดูคอนเสิร์ตหรือกินชิลๆ ได้สบายใจ ไม่ต้องหลบมอไซค์แบบหวาดเสียว

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่คลองเตย แต่ทั่วกรุงเทพฯ ถ้ากทม. ขยาย S-Guard ไปทุกเขต คงช่วยลดอุบัติเหตุทางเท้าลงครึ่งนึงเลยนะ เพราะสถิติอุบัติเหตุจากมอไซค์บนเท้าสูงมาก Insight จาก data ปีก่อนๆ แสดงว่าจุดเสี่ยงแบบนี้ลดลง 70% หลังติด barrier คล้ายๆ กัน

สุดท้าย ผมคิดว่านี่คือเทรนด์อนาคตของกรุงเทพฯ ที่จะยกระดับเป็น smart city จริงๆ ด้วย tech เรียบง่ายแต่ได้ผล ฝากเพื่อนๆ ช่วยกันรักษาวินัย ถ้าคุณเจอจุดอันตราย ลองแชร์ในคอมเมนต์ หรือ tag กทม. ให้ติด S-Guard เพิ่ม มาสร้างกรุงเทพเดินเท้า fun-safe ด้วยกันนะ! 🚀

ที่มา – กทม. ติด S-Guard สกัดรถจักรยานยนต์วิ่งบนทางเท้าเขตคลองเตย จับปรับแล้วกว่า 2 พันราย

เบรนแดน เฟรเซอร์ กลับสู่ The Mummy เร็วกว่าคาด

ข่าวดีสำหรับแฟนหนังมัมมี่! เบรนแดน เฟรเซอร์ กลับสู่ The Mummy เร็วกว่าคาด หลังจากที่แฟนๆ รอคอยมานาน ในที่สุดภาพยนตร์เรื่องที่ 4 ของแฟรนไชส์ The Mummy ก็เลื่อนกำหนดฉายมาเป็น 15 ตุลาคม 2027 แทนเดิมที่ประกาศไว้ในเดือนพฤษภาคม 2028 นี่อาจเป็นเพราะหนัง The Mummy ฉบับรีบูตของ Lee Cronin ที่เพิ่งออกฉายไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก หรืออาจเพราะช่วงฮาโลวีนเหมาะกับหนังมอนสเตอร์มากกว่าฤดูใบไม้ผลิก็เป็นได้

เบรนแดน เฟรเซอร์ กลับสู่ The Mummy เร็วกว่าคาด: รายละเอียดใหม่

การกลับมาของ เบรนแดน เฟรเซอร์ ในบท Rick O’Connell ร่วมกับ Rachel Weisz ในบท Evelyn และ John Hannah ในบท Jonathan จะทำให้แฟนๆ ได้เห็นครอบครัว O’Connell รวมตัวกันอีกครั้ง หนังเรื่องนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่กำกับโดย Matt Bettinelli-Olpin และ Tyler Gillett จาก Radio Silence คู่หูที่เคยทำหนังสยองขวัญอย่าง Scream, Scream VI, Abigail และ Ready or Not

ผู้กำกับ Radio Silence จะนำพา The Mummy ไปทางไหน?

สไตล์ของ Radio Silence ชอบความสยองขวัญแบบเลือดสาดมากกว่าการผจญภัยแบบสวอชบัคเลอร์ของ The Mummy เดิม แต่แฟรนไชส์นี้ก็มีฉากแมลงสกาแลบกินคนมีชีวิตอยู่แล้ว ดังนั้นเราอาจได้เห็นความเข้มข้นแบบใหม่ ล่าสุดพวกเขาทำ Ready or Not 2: Here I Come ออกมาแล้วด้วย

เดิมทีสล็อตฉาย 19 พฤษภาคม 2028 ถูกจองไว้ แต่ตอนนี้ Miami Vice ’85 ที่นำแสดงโดย Michael B. Jordan และ Austin Butler จะเข้ามาแทนที่ ทำให้ เบรนแดน เฟรเซอร์ กลับสู่ The Mummy เร็วกว่าคาด และเราน่าจะได้ข่าวพล็อตเพิ่มเติมเร็วๆ นี้

ย้อนรอยแฟรนไชส์ The Mummy ตั้งแต่ปี 1999

  • The Mummy (1999): เริ่มต้นด้วย Brendan Fraser, Rachel Weisz และ John Hannah สร้างกระแสฮิตทั่วโลก
  • The Mummy Returns (2001): ต่อยอดความสำเร็จ เพิ่มตัวละครอย่าง Imhotep กลับมา
  • The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor (2008): เปลี่ยนฉากไปจีน แต่ไม่ค่อยดีเท่าเดิม
  • ตอนนี้ The Mummy 4 จะนำครอบครัวหลักกลับมา!

ยังไม่มีรายละเอียดพล็อตชัดเจน แต่คาดว่าจะมีห้องฝังศพลึกลับ การผจญภัย และพัฒนาการความสัมพันธ์ของ Rick กับ Evelyn แน่นอน ด้วยวันฉายที่ใกล้เข้ามา แฟนๆ ควรเตรียมตัวให้พร้อม

นอกจากนี้ แฟนหนังควรติดตามข่าว Marvel, Star Wars, Star Trek, DC Universe และ Doctor Who ที่กำลังมีอัปเดตใหม่ๆ อยู่

การเลื่อนวันฉายนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทเริ่มจริงจังกับแฟรนไชส์คลาสสิกแล้ว คุณคิดว่า The Mummy 4 จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์แบบปี 1999 ได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวหนังฮอลลีวูดเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – Brendan Fraser’s Return to ‘The Mummy’ Is Arriving Earlier Than Expected

Hyundai IONIQ V คล้าย Cybertruck สำหรับคนทั่วไป

Hyundai เพิ่งเปิดตัวรถ EV รุ่นใหม่ IONIQ V ที่ดูคล้าย Cybertruck ของ Tesla แต่เหมาะสำหรับคนทั่วไปมากกว่า! มันไม่เท่เกินไป แต่ใช้งานได้จริงและ实用กว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ Cybercab ที่มีแค่ 2 ที่นั่งของ Tesla

รถคันนี้ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Beijing Auto Show 2026 โดย Hyundai ตั้งใจนำ IONIQ V มาช่วยฟื้นฟูธุรกิจ EV ในตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่แข่งขันดุเดือดมาก IONIQ V ถือเป็นโมเดลแรกในไลน์ IONIQ ที่วางขายในจีน และเป็นรถ IONIQ 生產รุ่นแรกที่ออกแบบมาสำหรับตลาดจีนโดยเฉพาะ

Hyundai IONIQ V คล้าย Cybertruck สำหรับคนทั่วไป

ในช่วงที่ยอดขายรถของ Hyundai ในจีนกำลังย่ำแย่ ท่ามกลางคู่แข่งท้องถิ่นอย่าง BYD ที่ครองตลาด EV โลก ปี 2024 Hyundai ขายรถได้แค่ 125,726 คันในจีน ขณะที่ BYD ส่งมอบ EV กว่า 2 ล้านคันทั่วโลก ทำให้ Hyundai ต้องเร่งมือ “จีนคือตลาดสำคัญสำหรับ Hyundai เราจะลงทุนหนักเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค EV ที่ demanding ที่สุด” José Muñoz CEO ของ Hyundai กล่าวในแถลงข่าว

นี่เป็นแค่ก้าวแรกในแผนใหญ่ Hyundai และพันธมิตร BAIC Group ทุ่มทุน 8 พันล้านหยวน (ราว 1.2 พันล้านดอลลาร์) ใน Beijing Hyundai joint venture และวางแผนเปิดตัวรถใหม่ 20 รุ่นในจีนภายใน 5 ปี เป้าหมายคือยอดขาย 500,000 คันต่อปี

สเปกเด่นของ Hyundai IONIQ V คล้าย Cybertruck

IONIQ V รุ่น long-range วิ่งได้ไกลกว่า 600 กม. (CLTC standard) ซึ่งไม่เลว แต่ยังสู้ EV จีนบางรุ่นไม่ได้ เช่น Denza Z9 GT ของ BYD ที่ทำได้ 1,000 กม. แต่สำหรับคนทั่วไป 600 กม. ก็น่าจะพอใจแล้ว

ภายในเน้น minimalism สุดๆ หน้าจอ panoramic 27 นิ้ว 4K บางเฉียบ ไร้หน้าจอมาตรวจสอบแบบดั้งเดิม ใช้ head-up display แทน แม้บางค่ายอย่าง Volkswagen จะกลับมาใช้ปุ่ม物理 แต่ Hyundai เลือกทาง screen-heavy เหมือน BMW 7 Series EV ที่มีจอทะลุ windshield

  • ดีไซน์ภายนอก: single-curve silhouette คล้าย Cybertruck แต่ไม่แหลมเกิน ใช้งานจริง
  • ระยะทาง: 600+ กม. CLTC
  • ภายใน: หน้าจอ 27 นิ้ว + HUD
  • ตลาด: เฉพาะจีนตอนนี้

แม้จะมีจุดด้อยบ้าง แต่ดีไซน์ภายนอกของ Hyundai IONIQ V คล้าย Cybertruck สำหรับคนทั่วไป จะต้องทำให้หลายคนหันมองแน่นอน น่าเสียดายที่ตอนนี้ซื้อได้แค่ในจีนเท่านั้น

คุณคิดว่า IONIQ V จะช่วย Hyundai แซงคู่แข่งในจีนได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดต EV ล่าสุด!

ที่มา – Hyundai’s New IONIQ V Looks Kind of Like a Cybertruck for Normal People

ตำนานโคตรา ไม่ทำลายมรดกอวตาร แต่ยกระดับ

ในฐานะผู้ใหญ่ที่เติบโตมาพร้อมกับการดู Avatar: The Last Airbender การหลีกเลี่ยงข่าวหลุดของภาพยนตร์ The Legend of Aang: The Last Airbender มันน่ารำคาญมาก แต่การเห็นผลกระทบจากมันก็น่าสนใจทีเดียว แฟนคลับที่หลับใหลตื่นขึ้นมาทันที ส่วนหนึ่งเพราะโกรธ Paramount แต่ส่วนใหญ่เพราะภาพแฟนอาร์ตของตัวละครวัยเด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่กล้ามโตกระจายในอินเทอร์เน็ต

พร้อมกับการฟื้นคืนของแฟนๆ ก็มีกระแสต่อต้าน The Legend of Korra กลับมาอีก ซึ่งในปี 2026 มันดูฝืนๆ ยังไงไม่รู้ แต่ที่ผมมีแรงจะพูดคือ การตัดสินใจกล้าหาญของภาคต่อจาก Nickelodeon ที่ ตำนานโคตรา ไม่ทำลายมรดกอวตาร แต่ยกระดับ โดยการฆ่าดาราดังจาก ATLA ไม่ใช่ฆ่าตายจริงๆ แต่ฆ่าในเชิงเรื่องราว อารมณ์ และธีม ซึ่งเหมาะสมมากกับข่าวภาพยนตร์ใหม่ที่แก๊งเก่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ในเดือนตุลาคม

ตำนานโคตรา ไม่ทำลายมรดกอวตาร แต่ยกระดับ

สิบปีก่อน Korra เลือกทางที่ต่างจากสปินออฟทั่วไป ไม่ยอมให้แก๊ง ATLA เป็นฮีโร่สมบูรณ์แบบที่แฟนๆ บูชา แต่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นพ่อแม่ที่ซับซ้อน วุ่นวาย และบางครั้งก็น่าเกลียด

สิ่งแรกที่แฟน ATLA นึกถึงคือ “การลอบสังหารตัวละคร” ของ Toph Beifong เด็กสาวหัวรั้นที่ประกาศตัวว่า “นักธาตุพื้นดินที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก” แต่ใน Korra ฤดูกาลแรก เธอกลายเป็นหัวหน้าตำรวจใน Republic City เมืองสไตล์สตีมพังก์ มีลูกสาวสองคน Lin และ Suyin พ่อยังเป็นปริศนา Lin ตามรอยเป็นตำรวจ Suyin ดูแลธุรกิจครอบครัว

แต่ทั้งคู่เห็นแม่เป็นพ่อแม่ที่แย่มาก ช่อง YouTube ทางการของ Avatar ยังมีคลิปความสัมพันธ์อันขมขื่นยาว 48 นาที!

ตำนานโคตรา ไม่ทำลายมรดกอวตาร แต่ยกระดับด้วยตัวละครลูกๆ

ตัวอย่างที่เจ็บปวดที่สุดคือลูกๆ ของ Aang กับ Katara ลูกของนักอากาศสุดท้ายที่วัฒนธรรมถูกสังหารหมู่ และแม่ใหญ่ของแก๊ง แฟนๆ ถอนหายใจโล่งอกตอนรู้ว่ามีลูกสามคน โดยเฉพาะ Tenzin พากย์โดย J.K. Simmons ที่มีลูกนักอากาศเต็มบ้าน ดูเหมือนฟื้นฟู Air Nation สำเร็จ

แต่ Korra ไม่ยอมให้จินตนาการนี้สะอาดหมดจด แรงกดดันในการสร้างวัฒนธรรมใหม่บิดเบือนการเลี้ยงลูกของ Aang ลูกชายคนโต Bumi ไม่มีพรสวรรค์ธาตุ แม้หัวเราะกลบเกลื่อนแต่แบกน้ำหนักไว้ ลูกสาวคนที่สอง Kya ธาตุน้ำเหมือนแม่ ทำให้ Tenzin เป็นที่รักของ Aang พี่น้องรู้สึกถูกกีดกันจากพ่อที่ยุ่งกับการเป็นพ่อของโลกอยู่แล้ว

ยังไม่รวมปริศนาแม่ของ Izumi ลูกสาว Zuko หรือ Sokka ที่แทบไม่ถูกพูดถึง นอกจากทฤษฎีว่าเป็นพ่อลูก Toph ลูก Zuko ดูจะโอเค แต่แฟนๆ รู้สึกขมขื่น

นั่นคือจุดประสงค์ Korra หมกมุ่นกับตำนานและมรดก: น้ำหนักที่ทิ้งไว้และแรงกดดันต่อรุ่นถัดไป แทนคำตอบง่ายๆ แฟนเซอร์วิส มันโฟกัสความยากลำบาก ความไว้วางใจในผู้ชมเด็ก และการ解放จากการลบกระดานให้สะอาด ไม่ยอมถูกกำหนดโดยตำนานคนอื่น

Avatar ดังเพราะไม่เทศนาธีมซับซ้อนกับเด็ก คอมิกส์ ขยายธีมต่อ เมื่ออุดมการณ์โลกไร้พรมแดนซับซ้อนเกิน Aang-Zuko จัดการ กลายเป็นการแบ่งแยก Korra ถูกด่าที่ “ทำลายมรดก” แต่สมควรได้เครดิตที่สานต่อ โดยแสดงความยากในการตั้งใจดีแต่ควบคุมภาพลักษณ์ไม่ได้

บทเรียน Korra ยังคงขมขื่นสำหรับแฟน โดยเฉพาะที่ยังด่ามันเรื่องจบสาย Avatar หรือแสดงพ่อแม่ฮีโร่ที่ไม่เพอร์เฟกต์

หวังว่าแฟนๆ จะเย็นลงและเห็น Korra ในแง่ดี ก่อนภาพยนตร์ไตรภาค Avatar และภาคต่อ Seven Havens Iroh สอนให้อดทน รอให้ Korra ได้เครดิตที่สมควรสำหรับธีมที่กล้าแสดงความจริง แม้ไม่ใช่สิ่งที่อยากได้ยิน

คุณคิดยังไงกับ Korra? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามข่าว Avatar เพิ่มเติม!

ที่มา – ‘The Legend of Korra’ Didn’t Ruin the Legacy of ‘Avatar’—It Enhanced It

ผู้เริ่มเทรนด์ Scientology Run บน TikTok บอกหยุด

เทรนด์สุดฮือฮาบน TikTok ที่เรียกว่า Scientology Run กำลังกลายเป็นกระแสใหญ่ แต่ผู้ที่จุดชนวนทั้งหมดอย่าง Swhileyy วัย 18 ปี บอกว่าถึงเวลาต้องหยุดแล้ว! เดือนที่แล้ว เขาวิ่งฝ่าตึกไซแอนโทโลจีในลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อทดสอบว่าพวกสมาชิกจะหยุดเขาได้ไกลแค่ไหน คลิปนี้ถ่ายด้วยแว่นอัจฉริยะ Meta Ray-Ban โพสต์เมื่อ 31 มีนาคม และทะลุ 90 ล้านวิวไปแล้ว

ผู้เริ่มเทรนด์ Scientology Run บน TikTok บอกหยุด

หลังจากนั้น ผู้ใช้ TikTok อีกคนชื่อ isdurpyy ก็เลียนแบบตาม คลิปต้นฉบับ ทำให้เทรนด์นี้ระเบิดเถิดเทิงไปทั่ว กลุ่มวัยรุ่นบางคนสวมหน้ากากและเป่าปากแตรวิ่งเข้าไปในตึกเดียวกัน อีกเหตุการณ์ที่ Palm Springs, Florida มีคนยิง BB gun ทำลายกระจก จนโดนจับกุม รายงานข่าว

Swhileyy ยืนยันกับ Hollywood Reporter ว่า “เขาไม่เคยส่งเสริมให้ใครทำตามหรือทำลายสถิติ” แม้คลิปของเขาจะชื่อ “Deepest recorded run in Scientology” ซึ่งฟังดูเหมือนเชิญชวน แต่เขาบอกว่านี่เป็นแค่คลิปเดี่ยว ไม่ได้เจาะจงโจมตีไซแอนโทโลจี แม้เขาจะยอมรับว่าหัวข้อนี้ช่วยให้ได้ยอดวิวเยอะ

ทำไมผู้เริ่มเทรนด์ Scientology Run บน TikTok ถึงอยากให้หยุด

ตอนนี้ Swhileyy กำลังพยายามแยกตัวจากผู้เลียนแบบ โดยบอกว่า “พวกนั้นไม่ควรทำแบบนั้น” เขายังไม่ถูกไซแอนโทโลจีหรือตำรวจติดต่อ แต่ LAPD เริ่มสอบสวนเทรนด์นี้แล้ว ตาม KTLA คลิปของเขาดูเหมือนเด็กหนุ่มทำเรื่องโง่ๆ ที่บานปลายเกินคาด ไม่ควรโทษเขาที่คนอื่นตาม

อย่างไรก็ตาม คอนเทนต์อื่นๆ ของ Swhileyy มักเป็น prank ที่รบกวนคนอื่น โดยเฉพาะคนจรจัดบน Skid Row ที่เขาเรียกว่า “tweakers” เพื่อแลกยอดวิว กับ Scientology Run อย่างน้อยเป้าหมายนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นใจเท่าไหร่ และเขายังเด็ก มีเวลาพัฒนาตัวเอง

แต่ปัญหาใหญ่คือ สังคมเราสร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวให้เยาวชน เมื่อ THR ถามเรื่องอยากเป็นนักแสดงไหม เขาตอบ “ไม่ realistic ดีกว่าใช้เวลาทำอย่างอื่นที่ ROI ดีกว่า” เด็ก 18 ต้องกังวลเรื่อง return on investment แบบนี้ได้ยังไง? การทำตัวแย่ๆ สามารถทำเงินได้ง่าย สร้าง permission structure ที่ไม่ดี

  • เทรนด์ Scientology Run เริ่มจากคลิปวิ่งตึกใน LA
  • ทะลุ 90 ล้านวิว สร้าง copycats ทั่วโลก
  • ผู้เริ่มอย่าง Swhileyy ไม่ส่งเสริม แต่ยอมรับได้ views เยอะ
  • LAPD สอบสวนแล้ว มีคนโดนจับเพราะทำเกิน

สุดท้ายแล้ว เทรนด์นี้เสี่ยงอันตรายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น อย่าลองทำตามเด็ดขาด! ลองคิดถึงผลกระทบระยะยาวดีกว่าไล่ตามกระแสชั่วคราว คุณคิดยังไงกับเทรนด์นี้ ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย

ที่มา – The Guy Who Started the ‘Scientology Run’ TikTok Trend Says It’s Time to Stop