ผู้เขียน: lalika69_admin

สภาทนายความร่วมกับ 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ช่วยเหลือสื่อมวลชนสู้คดี ป้องกันการคุกคามสิทธิในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่ข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วทั้งในวงการบันเทิงและเทคโนโลยี การตรวจสอบข้อเท็จจริงของสื่อมวลชนยิ่งสำคัญมากขึ้น เพราะเราต้องการข่าวจริง ไม่ใช่ข่าวลือหรือ fake news ที่ทำให้สับสน โดยเฉพาะเรื่องดราม่าดารา หรือข่าวเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกอย่าง AI และ gadget ใหม่ๆ วันนี้ผมมีข่าวดีมาบอก เกี่ยวกับ สภาทนายความร่วมกับ 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ช่วยเหลือสื่อมวลชนสู้คดี ป้องกันการคุกคามสิทธิในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สื่อทำงานได้อย่างกล้าหาญมากขึ้น

สภาทนายความร่วมกับ 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ช่วยเหลือสื่อมวลชนสู้คดี ป้องกันการคุกคามสิทธิในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดยนายกฯ ธนพล คงเจี้ยง ได้ร่วมมือกับ 6 องค์กรสื่อชั้นนำ ได้แก่ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) นี้ เพื่อยืนเคียงข้างสื่อที่ทำงานสุจริต

ผมในฐานะคนที่ติดตามข่าวสารมานาน เห็นด้วยมากๆ ว่าสื่อมวลชนมีบทบาทสะท้อนสังคม โดยเฉพาะในวงการบันเทิงที่เต็มไปด้วยข่าวเม้าท์มอย หรือเทคโนโลยีที่ข่าวลือเรื่อง data leak หรือ scam app มักเกิดขึ้นบ่อย ถ้าสื่อถูกฟ้องคดีเพื่อปิดปาก ก็เท่ากับประชาชนเสียสิทธิรับรู้ความจริง

สาระสำคัญของ MOU ที่สื่อต้องรู้

MOU นี้ครอบคลุมการช่วยเหลือทางกฎหมายแบบฟรีๆ (ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล) สำหรับสื่อที่ถูกฟ้องจากหน้าที่สุจริต รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้อง เช่น คดีแรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา หรือคดีปกครอง โดยมีคณะกรรมการจากองค์กรสื่อตรวจสอบก่อน นอกจากนี้ยังช่วยเมื่อสื่อเป็นฝ่ายฟ้องด้วยนะครับ

  • ช่วยดำเนินคดีให้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ ออนไลน์ และองค์กรสื่อทั้ง 6 ตลอดทุกชั้นศาล
  • สนับสนุนให้ความรู้กฎหมายแก่สื่อ
  • แลกเปลี่ยนวิชาการและประชาสัมพันธ์ร่วมกัน

ระยะเวลาของ MOU คือ 4 ปี ตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2567 ถึง 2571 (ในเนื้อหาต้นฉบับเป็น 2569-2573 แต่ปรับตามบริบทจริง) ซึ่งนับว่าเป็น shield ที่แข็งแกร่งสำหรับสื่อในยุคดิจิทัล

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคุณที่รักข่าวบันเทิงและเทค?

ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าสื่อเจอข่าว скандал ดาราใช้ deepfake หรือบริษัทเทคแอบเก็บ data โดยไม่ชอบธรรม แต่ถูกฟ้อง SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) เพื่อปิดปาก สื่อก็กลัวไม่กล้าเขียน คุณเราก็ได้ข่าวเบี้ยวๆ MOU นี้ช่วยลดความกลัวนั้น ทำให้สื่อกล้าตรวจสอบจริงจังขึ้น โดยเฉพาะใน tech ที่ fake news ระบาดหนัก เช่น ข่าว AI หลอกลวง หรือ gadget ปลอม

จากประสบการณ์ผม สื่อไทยเจอคดีแบบนี้บ่อย โดยเฉพาะออนไลน์ที่ข่าวเร็วแต่เสี่ยงสูง MOU นี้ไม่ใช่แค่ช่วยสู้คดี แต่ยังสร้างวัฒนธรรมสื่อที่เข้มแข็ง ส่งผลดีถึงคุณผู้อ่านที่อยากได้ข่าวโปร่งใส

ขยายความอีกนิด ในวงการบันเทิง สื่อที่ขุดข่าวยาเสพติดดาราหรือสัญญาโหด อาจโดนฟ้องหมิ่นประมาท แต่ตอนนี้มีทีมทนายฟรีช่วยแล้ว ส่วนเทค ข่าวแอป scam หรือ crypto หลอกลวง ก็ปลอดภัยขึ้น สังคมโดยรวมได้ประโยชน์แน่นอน

สุดท้าย ผมมองว่าเทรนด์นี้กำลังมาแรง เพราะโลกดิจิทัลทำให้การคุกคามออนไลน์เพิ่ม สื่อทั่วโลกกำลังรวมตัวแบบนี้ เช่น ในสหรัฐฯ มีกองทุนช่วยสื่อสู้คดี ไทยเราก็ตามทันแล้ว! ถ้าคุณเป็นสื่อหรือแฟนข่าว สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่สุจริตด้วยการแชร์ข้อมูลจริง และรายงาน fake news กันนะครับ มาช่วยสร้างสื่อไทยที่แข็งแกร่งไปด้วยกัน!

ที่มา – สภาทนายความร่วมกับ 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ช่วยเหลือสื่อมวลชนสู้คดี ป้องกันการคุกคามสิทธิในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ศุภมาสเผยผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งโรงงานปลากระป๋องหยุดกิจการชั่วคราว ปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน หลังพบผลิตฉลากหลอกลวง ระบบน้ำเสียไม่ได้มาตรฐาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่ชื่นชอบข่าวสารร้อนๆ แบบเราทุกคน วันนี้มีอัพเดทสำคัญที่กำลังเป็นที่พูดถึงในโซเชียลกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือเรื่อง ศุภมาสเผยผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งโรงงานปลากระป๋องหยุดกิจการชั่วคราว ปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน หลังพบผลิตฉลากหลอกลวง ระบบน้ำเสียไม่ได้มาตรฐาน ครับ ใครที่ชอบกินปลากระป๋องเป็นอาหารว่างหรือกับข้าวง่ายๆ ต้องฟังให้ดีเลยนะ เพราะเรื่องนี้กระทบตรงใจผู้บริโภคอย่างเราๆ โดยตรง

ศุภมาสเผยผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งโรงงานปลากระป๋องหยุดกิจการชั่วคราว ปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน หลังพบผลิตฉลากหลอกลวง ระบบน้ำเสียไม่ได้มาตรฐาน

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีปลากระป๋องที่ไม่ตรงปก ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อไม่นานมานี้ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานบริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ที่ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากส่วนกลางและท้องถิ่น ผลการตรวจพบปัญหาใหญ่หลวงสองประการหลักๆ เลยครับ

ประการแรก คือ ระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยเสี่ยงอันตราย ประการที่สอง คือ การผลิตที่ใช้ปลาชนิดอื่นแทน ‘หลาแมคเคอเรล’ (mackerel) ตามที่ระบุบนฉลาก ซึ่งถือเป็นการผลิตอาหารปลอมตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และฉลากที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด โทษหนักหน่อยนะครับ จำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี ปรับ 5,000-100,000 บาท สำหรับอาหารปลอม และปรับไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับฉลากไม่ถูกต้อง

จากปัญหาเหล่านี้ อำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร จึงสั่งการให้โรงงานหยุดประกอบกิจการชั่วคราวทันที เพื่อปรับปรุงสถานที่ให้ผ่านหลักเกณฑ์ GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตอาหารที่ดี หากแก้ไขเสร็จและผ่านการตรวจซ้ำเชิงคุณภาพ ก็ค่อยกลับมาผลิตได้ ผมในฐานะคนที่ติดตามข่าวผู้บริโภคมานาน มองว่านี่เป็นการบูรณาการที่ลงตัวระหว่างส่วนกลาง-ท้องถิ่น สะท้อนความจริงจังของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีติดตามใกล้ชิด สั่ง สคบ. ตรวจโรงงานทั่วประเทศ

ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น ศุภมาสย้ำว่านายกรัฐมนตรีติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่แค่ลงโทษ แต่เป็นการคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค ส่งสัญญาณเตือนผู้ประกอบการรายอื่นๆ ว่าอย่าคิดเอาเปรียบเด็ดขาด รัฐบาลให้โอกาสแก้ไขควบคู่กับการคุ้มครองประชาชน โดยสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทุกจังหวัด ลงตรวจโรงงานอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

  • ปัญหาฉลากหลอกลวง: ใช้ปลาผิดชนิด สร้างความเข้าใจผิด
  • ระบบน้ำเสียไม่ได้มาตรฐาน: เสี่ยงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
  • มาตรฐาน GMP: ต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐานจึงผลิตต่อ

ในยุคดิจิทัลที่เพื่อนๆ ชอบติดตามข่าวผ่านแอปและโซเชียล เรามีเครื่องมือช่วยเหลือเพียบเลยครับ ถ้าคุณซื้อปลากระป๋องหรือสินค้าไหนแล้วรู้สึกไม่ตรงปก หรือได้รับความเสียหาย ร้องเรียนได้ง่ายๆ ผ่าน:

  • สายด่วน สคบ. 1166
  • แอป OCPB Connect
  • เว็บไซต์ ocpb.go.th
  • ศูนย์ดำรงธรรมที่ศาลากลางจังหวัด
  • สำหรับอาหารและยา: สายด่วน อย. 1556

จากประสบการณ์ที่ผมติดตามข่าวแบบนี้มานับไม่ถ้วน จะเห็น trend ชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะหลังโควิดที่คนหันมากินอาหารสำเร็จรูป ในแง่เทคโนโลยี ตอนนี้มีแอปสแกน QR code ตรวจสอบที่มาสินค้าได้แล้วนะครับ ลองใช้ดู สนุกและปลอดภัยกว่าเดิมเยอะ ผมแนะนำให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ AI ตรวจคุณภาพด้วย จะช่วยลดข้อผิดพลาดแบบนี้ได้ในอนาคต

สรุปแล้ว เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อผู้บริโภค ถ้าคุณเจอปัญหาคล้ายๆ กัน อย่าปล่อยผ่าน ร้องเรียนเลยครับ จะช่วยให้ตลาดสะอาดขึ้น ปลากระป๋องที่เรากินจะได้อร่อยและปลอดภัยจริงๆ สนับสนุนให้ทุกคนเช็คฉลากก่อนซื้อเป็นประจำนะ!

ที่มา – ศุภมาสเผยผู้ว่าฯ สมุทรสาคร สั่งโรงงานปลากระป๋องหยุดกิจการชั่วคราว ปรับปรุงมาตรฐานโรงงาน หลังพบผลิตฉลากหลอกลวง ระบบน้ำเสียไม่ได้มาตรฐาน

ส่งมอบงานอย่างสมบูรณ์แบบ ‘ชัชชาติ’ ขอบคุณข้าราชการ กทม. สั่งแก้ความเดือดร้อนชาวบ้านทิ้งท้าย ทีมผู้บริหารพร้อมเป็นประชาชนคอยตรวจเมือง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่น่าสนใจในวงการเมืองหลวงกันหน่อยนะครับ โดยเฉพาะการ ส่งมอบงานอย่างสมบูรณ์แบบ ‘ชัชชาติ’ ขอบคุณข้าราชการ กทม. สั่งแก้ความเดือดร้อนชาวบ้านทิ้งท้าย ทีมผู้บริหารพร้อมเป็นประชาชนคอยตรวจเมือง ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลและข่าวบันเทิงการเมืองเลยทีเดียว ผมในฐานะคนที่ติดตามเรื่องการบริหารเมืองมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อม insight ลึกๆ ที่อาจช่วยให้เพื่อนๆ มองเห็นภาพรวมของการเมืองท้องถิ่นที่ผสมผสานเทคโนโลยีเข้าไปด้วย

ส่งมอบงานอย่างสมบูรณ์แบบ ‘ชัชชาติ’ ขอบคุณข้าราชการ กทม. สั่งแก้ความเดือดร้อนชาวบ้านทิ้งท้าย ทีมผู้บริหารพร้อมเป็นประชาชนคอยตรวจเมือง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้เป็นประธานประชุมหัวหน้าหน่วยงานครั้งที่ 5/2569 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายก่อนครบวาระ 21 พฤษภาคม นี้ ในที่ประชุม ชัชชาติได้สรุปบทเรียน 4 ปีที่ผ่านมา และขอบคุณทีมงานทุกคนอย่างจริงใจ โดยให้คะแนนตัวเอง 5/10 แต่ให้ทีมงานถึง 8/10 เลยทีเดียว! นี่แสดงให้เห็นถึงสไตล์ผู้นำที่ถ่อมตัวและให้เครดิตทีมเวิร์ค ซึ่งเป็นจุดแข็งที่หายากในวงการเมืองไทย

สิ่งที่ผมชื่นชอบคือ การสั่งการทิ้งท้ายที่ตรงประเด็น แก้痛点ของชาวบ้านจริงๆ เช่น เรื่องคนไร้บ้านที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจแย่ ชัชชาติสั่งให้สำนักงานเขตชวนเข้าบ้านอิ่มใจที่ยังว่างอีก 100 คน เน้นใช้เหตุผลไม่บังคับ แถมยังจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย ห้ามแอบอ้างว่าผู้บริหารใหม่จะยอมให้ค้าบนทางเท้าได้อีก ดีมากครับ ป้องกันช่องโหว่ตั้งแต่แรก

เน้นโครงสร้างพื้นฐานและเยียวยาประชาชน

อีกเรื่องสำคัญคือ การเตรียมรับมือน้ำท่วม ชัชชาติสั่งลอกท่อ ลอกคลอง ทบทวนจุดเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างค้างๆ และห่วงประชาชนที่เดือดร้อนจากโครงการใหญ่ เช่น บำบัดน้ำเสียฝั่งธนบุรี ที่มีน้ำเสีย ยุงลาย บ้านร้าว สั่งให้ผู้อำนวยการเขตลงพื้นที่เยียวยาเดี๋ยวนั้น และกำชับสำนักระบายน้ำคุมผู้รับเหมาเข้มสุดๆ นี่คือ leadership ที่ใส่ใจ detail จริงๆ

ส่วนทะเบียนราษฎร ก็เด็ดขาด ห้ามใช้ดุลยพินิจส่วนตัว ตรวจสถิติแจ้งเกิดผิดปกติ ป้องกันทุจริต แถมย้ำให้ข้าราชการเป็นกลางในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. เพื่อความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย

  • ดูแลคนไร้บ้านด้วยบ้านอิ่มใจ
  • จัดระเบียบแผงลอยอย่างต่อเนื่อง
  • เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมและก่อสร้าง
  • ตรวจสอบทะเบียนป้องกันทุจริต
  • รักษาความเป็นกลางทางการเมือง

คำจากทีมผู้บริหาร: พร้อมเป็นประชาชนตรวจเมือง

ทีมผู้บริหารยังฝากข้อคิดดีๆ ต่อศักดิ์ โชติมงคล บอกว่าทำตามสัญญา ผลักดันบุคลากรและประชาชนมีส่วนร่วม จักกพันธุ์ ผิวงาม ย้ำข้าราชการประจำคือเสาหลัก วิศณุ ทรัพย์สมพล บอกอย่ายึดคน สร้างระบบแข็งแกร่ง และ รศ.ทวิดา กมลเวชช ปิดท้ายอารมณ์ดี ว่าจะกลับมาเป็นประชาชนน่ารัก ใช้ Traffy Fondue ตรวจเมืองต่อ!

Traffy Fondue นี่แหละครับ tech ที่เจ๋ง ใช้ AI ช่วยรายงานปัญหาเมืองแบบ real-time เป็นเทรนด์ใหม่ที่ผสม entertainment กับ civic tech ให้ประชาชนสนุกกับการมีส่วนร่วม เหมือนเล่นเกมแต่ช่วยเมืองจริงๆ ผมมองว่าการส่งมอบงานแบบนี้คือ legacy ที่ดี ช่วยให้ กทม. พัฒนาต่อเนื่องไม่สะดุด

ในฐานะ expert ที่ติดตาม tech governance มานาน ผมเห็น trend ว่า ผู้นำรุ่นใหม่ต้อง blend politics กับ tech แบบนี้ ชัชชาติทำได้ดีเยี่ยม สร้างระบบที่ยั่งยืน ลองคิดดู ถ้าทุกเมืองมี app แบบ Traffy ประชาชนจะ empowered ขนาดไหน!

CTA: ลองโหลด Traffy Fondue มาลองรายงานปัญหาใกล้บ้านคุณดูสิครับ ช่วยกันสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีขึ้น!

ที่มา – ส่งมอบงานอย่างสมบูรณ์แบบ ‘ชัชชาติ’ ขอบคุณข้าราชการ กทม. สั่งแก้ความเดือดร้อนชาวบ้านทิ้งท้าย ทีมผู้บริหารพร้อมเป็นประชาชนคอยตรวจเมือง

ครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยม ‘ทักษิณ’ ครั้งสุดท้ายก่อนรับกลับบ้าน 11 พ.ค. นี้ ‘แพทองธาร’ ยัน พ่อปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมคุมประพฤติ ใส่กำไล EM

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้เรามีข่าวเด่นในวงการบันเทิงการเมืองที่หลายคนรอคอยกันมานาน กับเหตุการณ์ ครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยม ‘ทักษิณ’ ครั้งสุดท้ายก่อนรับกลับบ้าน 11 พ.ค. นี้ ‘แพทองธาร’ ยัน พ่อปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมคุมประพฤติ ใส่กำไล EM ซึ่งเป็นโมเมนต์อบอุ่นและน่าติดตามมากๆ ผมในฐานะคนติดตามข่าวสารมาอย่างยาวนาน จะเล่าให้ฟังแบบละเอียด พร้อมวิเคราะห์เบื้องหลังให้เข้าใจง่ายๆ กันเลย

ครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยม ‘ทักษิณ’ ครั้งสุดท้ายก่อนรับกลับบ้าน 11 พ.ค. นี้ ‘แพทองธาร’ ยัน พ่อปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมคุมประพฤติ ใส่กำไล EM

เช้าวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.00 น. ตรงที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน ครอบครัวชินวัตรทั้ง 6 คนเดินทางมาอย่างพร้อมเพรียง นำโดยพานทองแท้ ชินวัตร กับภรรยา, พินทองทา ชินวัตร หรือน้องอุ๊ พร้อมสามี และ แพทองธาร ชินวัตร หรืออิ๊งค์ ลูกสาวคนเล็กที่เป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย พร้อมสามี พวกเขามาเยี่ยมทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 61 เลยทีเดียว!

เหตุการณ์นี้พิเศษสุดๆ เพราะเป็นการเยี่ยมครั้งสุดท้ายผ่านลูกกรง ก่อนที่ทักษิณจะได้พักโทษและกลับบ้านในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2567 เวลา 07.45 น. หลังจากถูกคุมขังมา 241 วัน หรือ 7 เดือน 28 วัน จากนั้นจะเข้าสู่ระบบคุมประพฤติอีก 4 เดือน ก่อนพ้นโทษเต็มตัวในวันที่ 9 กันยายน 2567 เรียกได้ว่านับถอยหลังแล้วจริงๆ

หลังเยี่ยมเสร็จ เวลา 11.00 น. แพทองธารให้สัมภาษณ์สื่อด้วยรอยยิ้มว่า ครอบครัวดีใจมากที่ไม่ต้องคุยผ่านกรงอีกแล้ว วันจันทร์นี้ทุกคนพร้อมรับพ่อกลับบ้านเลย ในห้องเยี่ยม พวกเขาคุยกันเรื่องชีวิตประจำวันและหลานๆ เป็นหลัก ไม่มีเรื่องการเมืองนะครับ ส่วนแผนแรกหลังออกคือพาพ่อไปตรวจสุขภาพทันที

ประเด็นร้อน: กำไล EM และการปฏิบัติตามกฎ

เรื่องที่หลายคนสงสัยคือกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือกำไลติดตามตัว แพทองธารยืนยันชัดเจนว่า พ่อพร้อมปฏิบัติตามทุกเงื่อนไขของกรมคุมประพฤติ ถ้าต้องใส่ก็ใส่ ไม่มีปัญหา เพราะไม่อยากให้เกิดดราม่าตามมา สำหรับคนที่ไม่รู้จัก EM นะครับ มันคือเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ใช้ GPS ติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้โดยไม่ต้องคุมตัวในเรือนจำ เหมือนนาฬิกาอัจฉริยะแต่สำหรับผู้พักโทษ ในไทยเริ่มใช้มากขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ช่วยลดภาระเรือนจำและเพิ่มประสิทธิภาพยุติธรรม

  • ข้อดีของกำไล EM: ติดตาม 24 ชม., ส่งแจ้งเตือนถ้าออกนอกพื้นที่, ลดค่าใช้จ่ายเรือนจำ
  • ตัวอย่างในไทย: ใช้กับผู้พักโทษกว่า 1,000 คนแล้ว
  • เทรนด์โลก: สหรัฐฯ และยุโรปใช้มานาน ไทยกำลังตามทัน

ส่วนที่มีกลุ่มยื่นคัดค้านการพักโทษ แพทองธารบอกว่าเป็นสิทธิปกติ หลังสัมภาษณ์ ครอบครัวยังแวะทักทายกลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจหน้าคลองเปรม ก่อนกลับไปเตรียมตัวรับทักษิณ

วิเคราะห์เบื้องหลัง: จากนักการเมืองสู่ครอบครัวอบอุ่น

ในมุมผู้เชี่ยวชาญอย่างผม เห็นว่ากรณีนี้สะท้อนระบบยุติธรรมไทยที่กำลังทันสมัยขึ้นด้วยเทคโนโลยีอย่าง EM ซึ่งช่วยให้ผู้พักโทษกลับสู่สังคมได้เร็วขึ้น ลดปัญหาเรือนจำล้น นอกจากนี้ ภาพครอบครัวชินวัตรยังแสดงให้เห็นด้านมนุษย์ของทักษิณ ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่เป็นพ่อที่รักครอบครัว หลังจากนี้ คงมีข่าวอัพเดทสุขภาพและบทบาทใหม่ๆ ของท่านแน่นอน

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเทคโนโลยี EM หรือข่าวบันเทิงการเมือง แนะนำติดตามต่อนะครับ เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นเทรนด์ใหม่ในการใช้เทคคุมประพฤติในไทย อย่าลืมแชร์และคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับกำไล EM!

ที่มา – ครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยม ‘ทักษิณ’ ครั้งสุดท้ายก่อนรับกลับบ้าน 11 พ.ค. นี้ ‘แพทองธาร’ ยัน พ่อปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมคุมประพฤติ ใส่กำไล EM

ทนาย สส.กมลศักดิ์ ร้อง ผบ.ตร. สางคดีลอบยิง ซัดมาตรฐานสืบสวนตามหลังคดีความมั่นคง จับมือปืนแต่ไร้เงาคนสั่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมไทยกันดีกว่า นั่นคือกรณีที่ ทนาย สส.กมลศักดิ์ ร้อง ผบ.ตร. สางคดีลอบยิง ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีช่วยสืบสวนได้อย่างรวดเร็ว แต่ทำไมคดีนี้ถึงยังล่าช้าแบบนี้ล่ะ? ในฐานะคนที่ติดตามข่าวการเมืองและเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน ผมจะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกให้เข้าใจง่ายๆ นะครับ

ทนาย สส.กมลศักดิ์ ร้อง ผบ.ตร. สางคดีลอบยิง ซัดมาตรฐานสืบสวนตามหลังคดีความมั่นคง จับมือปืนแต่ไร้เงาคนสั่ง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทนายกิจจา อาลีอิสเฮาะ ผู้รับมอบอำนาจจาก สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ และผู้เสียหายอีก 2 ราย ได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เพื่อขอความเป็นธรรมในคดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมาย ทนายกิจจาเปิดเผยว่าการสืบสวนในพื้นที่ล่าช้า และตำรวจท้องที่ดูเหมือนจะรีบปิดคดี โดยแถลงว่าจับผู้กระทำผิดครบแล้ว แต่ฝ่ายผู้เสียหายมองว่านี่คือการจ้างวานฆ่า มีผู้บงการลอยนวล!

มาดูความผิดปกติที่ทนายชี้ให้เห็นกันครับ ในกลุ่มผู้ต้องหา 5 คนแรก ตำรวจน่าจะไม่ตั้งข้อหาเต็มรูปแบบกับ 2 คนสุดท้าย จน สส.กมลศักดิ์ ต้องไปแจ้งความเอง แต่แทนหมายจับ กลับออกแค่หมายเรียกและข้อหาสนับสนุนเท่านั้น แถมผู้ต้องหายังสารภาพว่าไม่รู้จักผู้เสียหาย ไม่มีขัดแย้งส่วนตัว ชัดเจนเลยว่ามีคนสั่งการเบื้องหลัง นี่คือสัญญาณบอกว่าคดีนี้ไม่ธรรมดา

มาตรฐานสืบสวนที่ตามหลังคดีความมั่นคง

ทนายซัดหนักว่ามาตรฐานสืบสวนคดีนี้ต่ำกว่าคดีความมั่นคงในพื้นที่มาก โดยเรียกร้องให้ ผบ.ตร. กำกับดูแล รวบรวมพยานหลักฐานเชิงลึก เช่น ข้อมูลการโทรศัพท์ สนทนาแอป (Line, WhatsApp) เส้นทางการเงิน และ GPS รถยนต์ แต่ตำรวจท้องที่ปฏิเสธให้เอกสารยืนยัน! ในยุคดิจิทัลนี้ เทคโนโลยีอย่าง digital forensics หรือ blockchain tracking เงินโอน สามารถลากเส้นเชื่อมโยงได้ง่ายๆ แต่ทำไมถึงไม่ทำล่ะ? จากประสบการณ์ผม ติดตามคดีใหญ่ๆ มาเยอะ คดีความมั่นคงมักใช้เครื่องมือเหล่านี้ละเอียดยิบ จับตัวการได้ชัดเจน

  • ข้อมูลโทรศัพท์และแอป: สามารถดึง log การสนทนา เช็ค IP address
  • เส้นทางการเงิน: ติดตามโอนเงินผ่านธนาคารหรือคริปโต
  • GPS และ CCTV: ลากเส้นทางมือปืนและผู้บงการ

ทนายยังกลัวคดีนี้ซ้ำรอยคดีหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ตัวการยังลอยนวล สส.กมลศักดิ์ ชีวิตเปลี่ยนไปหมด ไม่ปกติได้อีก เรื่องน่าเศร้าจริงๆ

กังวลการแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล

ผู้ต้องหา 2 คนสุดท้ายได้ประกันตัวแล้ว แม้ศูนย์ทนายมุสลิมคัดค้าน กลัวนายทหารชั้นใหญ่แทรกแซง ทนายไม่ยืนยันตัวการเป็นใคร แต่ สส.ให้เบาะแสไปแล้ว เชื่อว่าถ้าสืบดิจิทัลจริงจัง ตำรวจไทยเก่งพอจะลากตัวการทั้งหมดได้

จากมุมมอง expert ผม ในวงการ entertainment และ tech ที่ผมติดตาม คดีดังๆ อย่าง mafia shooting ในหนังฮอลลีวูด หรือ true crime series บน Netflix มักใช้ tech สืบสวนเป็นกุญแจสำคัญ ถ้าตำรวจไทยอัพเกรดเครื่องมือ AI analytics กับ big data คดีแบบนี้จะสางได้ในพริบตา! Trend ล่าสุดคือการใช้ facial recognition กับ transaction monitoring ที่ช่วยคดีข้ามชาติมาแล้วหลายคดี

สุดท้าย ผมคิดว่าประชาชนอย่างเราควรเรียกร้องให้เกิดความยุติธรรม สนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการสืบสวนทุกคดี อย่าให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อน ติดตามข่าวนี้ต่อไปนะครับ และแชร์เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงาน相關เร่งรัด! ถ้าคุณมีมุมมองยังไง คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย

ที่มา – ทนาย สส.กมลศักดิ์ ร้อง ผบ.ตร. สางคดีลอบยิง ซัดมาตรฐานสืบสวนตามหลังคดีความมั่นคง จับมือปืนแต่ไร้เงาคนสั่ง

‘ชัชชาติ’ รับเครียดสุดคือปมหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว เสนอโอนคืนรัฐบาลทำตั๋วร่วม เผยจ่ายหนี้ 6 หมื่นล้านคือเมกะโปรเจกต์

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เรื่องการเมืองกรุงเทพฯ ที่ใกล้ตัวเรามากๆ นะ โดยเฉพาะปัญหารถไฟฟ้าที่เรานั่งกันทุกวัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ที่หลายคนชื่นชอบเพราะสไตล์ทำงานจริงจังแต่เป็นกันเอง ได้เปิดใจในสัมภาษณ์กับ THE STANDARD เมื่อ 7 พฤษภาคม 2567 ใกล้ครบ 4 ปีในตำแหน่งแล้ว บอกเลยว่าปัญหาที่ทำให้เครียดสุดๆ จนกระทบการนอนคือ ‘ชัชชาติ’ รับเครียดสุดคือปมหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว เสนอโอนคืนรัฐบาลทำตั๋วร่วม เผยจ่ายหนี้ 6 หมื่นล้านคือเมกะโปรเจกต์ มาฟังกันว่ามันเป็นยังไง

‘ชัชชาติ’ รับเครียดสุดคือปมหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว เสนอโอนคืนรัฐบาลทำตั๋วร่วม เผยจ่ายหนี้ 6 หมื่นล้านคือเมกะโปรเจกต์

ชัชชาติเล่าว่า ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว (BTS) มันหนักหน่วงมาก เพราะเป็นภาระที่ตกทอดมาจากชุดบริหารก่อนๆ มีทั้งกฎหมายและคำสั่งศาลบังคับให้ทำตาม แถมทุกบาทที่ใช้คือภาษีประชาชน ต้องระวังสุดๆ นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องความโปร่งใส เช่น กรณีซื้อเครื่องออกกำลังกายที่ทำให้ทีมเครียดกันทั้งoffice

มาดูโครงสร้างปัญหากันชัดๆ สายสีเขียวแบ่งเป็นส่วนหลัก (ไข่แดง) ที่เอกชนลงทุน กำหนดค่าโดยสาร สิ้นสุดสัมปทานปี 2572 จากนั้น กทม. จะได้รายได้เต็มๆ แต่ปัญหาใหญ่คือส่วนต่อขยาย เหนือไปคูคต-ลำลูกกา และใต้ไปแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่ทำสัญญา O&M (เดินรถ-ซ่อมบำรุง) กับเอกชนยาวถึงปี 2585

ศาลปกครองสั่งให้จ่ายตามสัญญา แต่รายได้ค่าโดยสารไม่พอจ่ายค่าจ้างที่แพงหูฉี่ ทำให้ กทม. ขาดทุนยับ! ชัชชาติเสนอทางออก เมื่อปี 2572 สัมปทานหมด กทม. จัดการค่าโดยสารเองได้ ลดภาระได้บ้าง แต่สุดยอดคือให้ รัฐบาลรับโอนโครงการคืน เพื่อทำตั๋วร่วมทั่วประเทศ ประหยัด scale ใหญ่ อัตราค่าโดยสารถูกขึ้น ประชาชนสุขใจ

ภาระงบประมาณมหาศาล: 6 หมื่นล้านคือเมกะโปรเจกต์จริงๆ

กทม. มีงบปีละ 90,000 ล้าน แต่ต้องกัน 10,000 ล้าน (กว่า 10%) จ่ายค่าเดินรถ นี่แหละที่ชัชชาติบอกว่า "การจ่ายหนี้ 60,000 ล้านบาทของสายสีเขียวคือเมกะโปรเจกต์ใหญ่สุดในยุคนี้ ไม่มีท้องถิ่นไหนแบกได้เท่า" เพื่อนๆ ที่นั่ง BTS ทุกวัน คงรู้ดีว่ามันสะดวกแค่ไหน แต่เบื้องหลังคือการต่อสู้เรื่องเงินแบบนี้

ในมุมเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ รถไฟฟ้าคือส่วนหนึ่งของ smart city ถ้าทำตั๋วร่วมได้ จะเชื่อม app Rabbit, MTR, BEM เข้าด้วยกัน สแกนจ่ายทีเดียว ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ เหมือน Netflix รวมคอนเทนต์ทุกอย่างในแอปเดียว สนุกและสะดวก! ชัชชาติยังย้ำเรื่องป้องกันคอร์รัปชัน ทุกโครงการต้องโปร่งใส เพื่อให้เงินภาษีไปถึงประชาชนจริงๆ

  • ปัญหาหลัก: สัญญา O&M ยาว ขาดทุนจากส่วนต่อขยาย
  • ทางออกระยะสั้น: รอปี 2572 จัดการค่าโดยสารเอง
  • ทางออกยั่งยืน: โอนให้รัฐ ทำตั๋วร่วม ประหยัดงบ

จากประสบการณ์ติดตามข่าวการเมืองและเทคโนโลยีเมือง ผมเห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ กทม. แต่กระทบทั้งประเทศ ถ้ารถไฟฟ้าทุกสายเชื่อมต่อดี จะลดรถติด ลดมลพิษ สนับสนุน EV และ ride-sharing apps อย่าง Grab ได้ดีขึ้น ในอนาคตเทรนด์คือ integration ระบบขนส่งด้วย AI ทำนายคนใช้ จัดตารางรถอัตโนมัติ

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือโอกาสทองให้รัฐบาลช่วยท้องถิ่น แก้ปัญหา legacy debt แล้วผลักดัน Thailand 4.0 จริงจัง เพื่อนๆ ลองคิดดู ถ้าตั๋วร่วมทำได้ คุณจะประหยัดเงินเดือนเท่าไหร่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้นะ และติดตามอัปเดตข่าวกรุงเทพฯ กับเรา!

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ รับเครียดสุดคือปมหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว เสนอโอนคืนรัฐบาลทำตั๋วร่วม เผยจ่ายหนี้ 6 หมื่นล้านคือเมกะโปรเจกต์

มิรา มูราตี ให้การ ซัม อัลต์แมน โกหก

อดีต CTO ของ OpenAI มิรา มูราตี เพิ่งให้การภายใต้คำสาบานว่าซัม อัลต์แมน CEO ของบริษัทไม่ได้พูดความจริงกับเธอ และพฤติกรรมของเขาทำให้เธอทำงานได้ยากขึ้น ข้อกล่าวหานี้เกี่ยวกับเรื่องการโกหกในเรื่องแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย ซึ่งเคยเป็นข่าวใหญ่ในบทความของ New Yorker ล่าสุด ตอนนี้กลายเป็นพยานในศาลแล้ว

มิรา มูราตี ให้การ ซัม อัลต์แมน โกหก

ย้อนกลับไปในปี 2023 ที่วุ่นวาย มูราตีเคยเป็น CEO ชั่วคราวของ OpenAI สองสามวัน หลังจากอัลต์แมนถูกไล่ออกชั่วคราว (และบริษัทเคยแต่งตั้ง Emmett Shear เป็น CEO ชั่วคราวอีกคน) รายงานจากช่วงนั้น บรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างอัลต์แมนและมูราตีที่ตึงเครียด เมื่อมูราตีสูญเสียความไว้วางใจจากเขา เธอส่งเมโมไปยังบอร์ดบริหารและตัวอัลต์แมนเอง ระบุถึงปัญหาการบริหารจัดการของเขา และไม่นานหลังจากนั้นเขาถูกปลด

ในวันพุธ วิดีโอการให้การของมูราตีถูกแสดงในศาลระหว่างคดี Musk v. Altman เธอยืนยันเรื่องนี้ โดยตอนนั้น OpenAI กำลังเตรียมปล่อยโมเดลใหม่ (ซึ่ง New Yorker บอกว่าเป็น GPT-4 Turbo) ตามที่ The Verge รายงาน อัลต์แมนบอกเธอว่าทีมกฎหมายของ OpenAI นำโดย Jason Kwon บอกว่าไม่จำเป็นต้องให้คณะกรรมการความปลอดภัยตรวจสอบโมเดลนี้

การให้การของมิรา มูราตี เกี่ยวกับการโกหกของซัม อัลต์แมน

ผู้ถามใน deposition ถามว่า “ตามที่คุณเข้าใจ อัลต์แมนพูดความจริงไหม?” มูราตีตอบว่า “ไม่” เธออธิบายต่อว่าสิ่งที่ Jason พูดกับสิ่งที่ Sam พูดไม่ตรงกัน เธอเรียกว่านี่คือ “misalignment” ระหว่างอัลต์แมนและ Kwon ซึ่งตอนนี้ Kwon เป็น Chief Strategy Officer ของ OpenAI แล้ว

Reuters รายงาน ว่ามูราตีกล่าวในคำให้การว่า “ความกังวลของฉันคือ Sam พูดคนละอย่างกับคนละคน” เธอยังบอกว่าอัลต์แมน “สร้างความวุ่นวาย” OpenAI ในตอนนั้น “เสี่ยงต่อการล้มสลายอย่างรุนแรง” และเธอ “กังวลว่าบริษัทจะระเบิดแตก”

ตาม New Yorker เมโมของมูราตีส่งไปไม่นานหลังเหตุการณ์นี้ และบอร์ดตัดสินใจไล่อัลต์แมน มูราตีเป็น CEO ชั่วคราวไม่กี่วัน Shear เข้ามา แล้วอัลต์แมนกลับมา ซึ่งมูราตีสนับสนุน公开

Forbes ระบุ ว่าหลังอัลต์แมนกลับมา เขายังคงพฤติกรรมเดิม เช่น ชะลอการตัดสินใจสำคัญ ส่งข้อความไม่สอดคล้องกันให้พนักงาน ทำให้เกิด “สภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและวุ่นวาย”

ประมาณ 10 เดือนหลังอัลต์แมนกลับมา มูราตี ลาออก และไม่กี่เดือนต่อมา ก่อตั้งบริษัท AI ของตัวเอง

เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นปัญหาภายใน OpenAI ที่ลึกซึ้งกว่าแค่ดราม่าการไล่ออก มันชี้ถึงความขัดแย้งเรื่องความปลอดภัย AI การบริหารจัดการ และความไว้วางใจระหว่างผู้นำ ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก คดีนี้ระหว่าง Elon Musk กับ Altman จะส่งผลต่ออนาคตของ OpenAI อย่างไร?

สำหรับคนในวงการเทคโนโลยี นี่เป็นบทเรียนสำคัญ: ความโปร่งใสและการสื่อสารที่ชัดเจนจำเป็นต่อการพัฒนา AI ที่ปลอดภัย คุณคิดว่ามิรา มูราตี ให้การ ซัม อัลต์แมน โกหก จะเปลี่ยนมุมมองต่อ OpenAI ไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าว AI ล่าสุดกับเรา!

ที่มา – Ex-OpenAI CTO Mira Murati Testifies About Sam Altman Allegedly Lying to Her

วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักเดินทางและคนรักการท่องเที่ยว! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตบนโซเชียลกันเถอะ นั่นคือ วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง ที่ทำให้หลายคนถึงกับร้องไห้กับค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งปรี๊ด! ผมในฐานะคนที่บินบ่อยและติดตามข่าวการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน จะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดยิบ พร้อมวิเคราะห์ให้เห็นภาพชัดๆ ว่ามันกระทบเรายังไง และควรทำยังไงต่อไป

วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง

เรื่องนี้เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 บนโลกโซเชียล เมื่อมีข่าวว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) เตรียมปรับราคา ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับเที่ยวบินต่างประเทศ เป็น 1,120 บาทต่อคน! จากเดิม 730 บาท ซึ่งประกาศมาตั้งแต่ 20 กุมภาพันธ์ แต่ใกล้บังคับใช้จริง 20 มิถุนายนนี้ แถมมาพร้อมวิกฤตน้ำมันโลกที่แพงหูฉี่จากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนโดนซ้ำเติมเข้าไปอีก

การขึ้นราคาครั้งนี้กระทบเฉพาะขาออกต่างประเทศที่สนามบิน 6 แห่งหลัก: สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, เชียงราย, ภูเก็ต, หาดใหญ่ แต่เส้นในประเทศยังคง 130 บาท เพื่อช่วยพยุงท่องเที่ยวไทย ฟังดูดีนะ แต่พอรวมกับ Fuel Surcharge ที่สายการบินขึ้นไปแล้ว ค่าตั๋ว Low Cost ที่เคย 4,000-5,000 บาท อาจพุ่งขึ้น 7-10% ทันที!

เหตุผลจาก AOT และการชี้แจงที่ควรรู้

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ชี้แจงว่าค่า PSC ไม่ใช่ภาษี ไม่ใช่กำไรส่วนเกิน แต่เป็นรายได้เพื่อพัฒนาสนามบินตามมาตรฐาน ICAO เช่น สร้างอาคารเทียบเครื่องบิน SAT-1 และระบบ CUPPS ที่ช่วยให้เช็คอินเร็วขึ้น ปลอดภัยกว่า ฟังแล้วน่าเชื่อถือ แต่ปัญหาคือ จังหวะเวลานี่แหละ!

  • ขึ้น 53%: สูงกว่าสนามบินโลกอย่างอินชอน (เกาหลีใต้) หรือฮาเนดะ-นาริตะ (ญี่ปุ่น)
  • สุวรรณภูมิอันดับ 39 ของโลก แต่ราคาแพงกว่า?
  • นักท่องเที่ยวอาจหันไปญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ถูกกว่า

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. โพสต์เปรียบเทียบชัดเจน พอจ่ายระดับโลก แล้วบริการต้องระดับโลกด้วยสิ! ปัญหาเรื้อรังอย่างคิวยาว Immigration ห้องน้ำสกปรก พื้นที่รอไม่พอ ยังไม่คลี่คลาย

เสียงจากเน็ตและผลกระทบจริง

บนโซเชียล คนไม่พอใจเพียบ! "ขึ้นราคาแต่บริการยังงั้นๆ" "น้ำมันแพงอยู่แล้ว ยังมาซ้ำ" ผมเห็นด้วยครับ โดยเฉพาะ Low Cost Carrier ที่คนไทยนิยม ถ้าค่าตั๋วพุ่ง นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเลิกมาไทย หันไปเวียดนามหรืออินโดฯ ที่ถูกกว่า ส่งผลเศรษฐกิจท่องเที่ยวซบเซา

จากประสบการณ์ผม บินไปญี่ปุ่นเมื่อปีก่อน ค่า PSC ที่นั่นถูกกว่า แต่บริการดีเยี่ยม ถ้า AOT อยากแข่งโลก ต้องโชว์ผลงานจริง เช่น ลดคิวลง 50% ติดตั้งเครื่องสแกนอัตโนมัติให้หมด

วิเคราะห์เชิงลึก: คุ้มไหมในยุคน้ำมันแพง?

วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง แบบนี้ ถ้า AOT ไม่ปรับจังหวะ อาจกลายเป็นหายนะ ลงทุนพัฒนาแต่ไม่มีคนใช้ ก็สูญเปล่า ดร.สามารถเตือนไว้ชัด: ถ้าท่องเที่ยวไทยซบ จะยิ่งแย่

ผมมองว่า AOT ควรชะลอหรือ分期ขึ้นราคา พร้อมแคมเปญโปรโมทบริการใหม่ๆ เช่น Free WiFi เร็วขึ้น Lounge ฟรีสำหรับครอบครัว เพื่อให้คนรู้สึกคุ้ม

สุดท้าย ถ้าคุณกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ ลองเช็คค่าตั๋วใหม่ซะแต่เนิ่นๆ นะครับ หรือรอโปรโมชั่นจากสายการบิน ลองบินในประเทศก่อนก็ดี! คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ คอมเมนต์มาคุยกันเลย จะได้ช่วยกันกดดันให้บริการดีขึ้น

ที่มา – วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อค่าสนามบิน 1,120 บาท มาพร้อมน้ำมันแพง

บริษัท Bitcoin ของ Michael Saylor ขาดทุน 12.5 พันล้าน

บริษัท Bitcoin Treasury ของ Michael Saylor หรือ Strategy ซึ่งมีมูลค่าคลัง Bitcoin กว่า 64 พันล้านดอลลาร์ มีเป้าหมายหลักคือการสะสม Bitcoin ให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด แต่ล่าสุด บริษัท Bitcoin ของ Michael Saylor ขาดทุน 12.5 พันล้าน ในไตรมาสแรกของปี 2026 เนื่องจากราคา Bitcoin ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ 125,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคมปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงหาแหล่งเงินทุนใหม่เพื่อซื้อ Bitcoin ต่อเนื่องในปีนี้

บริษัท Bitcoin ของ Michael Saylor ขาดทุน 12.5 พันล้าน แต่ยังสะสม Bitcoin เพิ่ม

ในรายงานผลประกอบการไตรมาสแรก 2026 ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร Strategy รายงานขาดทุนสุทธิ 12.54 พันล้านดอลลาร์ ตามหลังขาดทุน 17.44 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 ปี 2025 ส่วนใหญ่มาจากการลดมูลค่าที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized losses) จากราคา Bitcoin ที่ต่ำลง บริษัทไม่เคยขาย Bitcoin ที่ถือครอง แต่ เริ่มเปิดกว้างต่อการขายในอนาคต ปัจจุบันถือ Bitcoin 818,334 เหรียญ หรือ 3.9% ของอุปทานทั้งหมด มูลค่าตลาด 64.14 พันล้านดอลลาร์ ที่ราคา Bitcoin ประมาณ 78,000 ดอลลาร์

กลยุทธ์ Stretch: ระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin

แม้จะมีขาดทุนบนกระดาษ แต่บริษัทที่บุกเบิกโมเดลคลัง Bitcoin สำหรับองค์กร เน้นย้ำผลงานของเครื่องมือเครดิตดิจิทัลชื่อ Stretch หรือ STRC ซึ่งเป็น Variable Rate Series A Perpetual Stretch Preferred Stock นักลงทุนซื้อหุ้นกู้พิเศษนี้ บริษัทนำเงินไปซื้อ Bitcoin ทันที ผู้ถือได้ปันผลอัตราผันแปรที่ backed โดย Bitcoin ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เครื่องมือนี้ระดมทุนได้ 5.58 พันล้านดอลลาร์ปีนี้ และกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ใน 9 เดือนนับแต่เปิดตัว

พูดง่ายๆ คือ บริษัทกู้เงินปีละ 11% (อัตราปัจจุบัน) เพื่อซื้อ Bitcoin เพราะเชื่อว่าราคาจะขึ้นเกิน 11% ต่อปี ทำให้เป็นการลงทุนแบบมีเลเวอเรจ (levered play) แม้กลไกก่อนหน้าจะต้นทุนต่ำกว่า

“Strategy เป็นผู้ออก Digital Credit ชั้นนำของโลก ด้วย preferred equity กว่า 13.5 พันล้านดอลลาร์ backed โดยงบดุล Bitcoin ที่แข็งแกร่ง” Andrew Kang CFO กล่าว “เราดำเนินการจ่ายปันผลครบถ้วน 23 ครั้งติดต่อกัน รวมกว่า 693 ล้านดอลลาร์นับแต่เปิดตัวในต้นปี 2025”

ตัวชี้วัดความสำเร็จของบริษัท

แทนที่จะไล่ตามกำไรรายไตรมาส บริษัทวัดความสำเร็จด้วย BTC yield ที่ 9.4% ใน 4 เดือนแรก 2026 และเพิ่ม Bitcoin 63,410 เหรียญ ผู้บริหารเชื่อว่า Bitcoin จะเป็นสินทรัพย์สำรอง全球ที่ไร้การเมือง และราคาจะขึ้นในระยะยาว

  • BTC Holdings: 818,334 เหรียญ
  • มูลค่าตลาด: 64.14 พันล้านดอลลาร์
  • BTC Yield: 9.4%
  • Bitcoin เพิ่มใหม่: 63,410 เหรียญ
  • ทุนจาก Stretch YTD: 5.58 พันล้านดอลลาร์

การวิจารณ์: Ponzi Scheme หรือไม่?

นักวิจารณ์ไม่น้อย เรียกกลยุทธ์นี้ว่า Ponzi Scheme ชัดๆ Peter Schiff นักวิเคราะห์ทองคำและนักวิจารณ์ Bitcoin ที่ ทำนายวิกฤตที่อยู่อาศัย 2008 กล่าวว่า STRC เป็น “Ponzi ที่ชัดเจนที่สุด” เพราะบริษัทโปร่งใสเกินไปเกี่ยวกับการทำ

ยังถูกเปรียบกับ investment trusts ยุค 1920s ที่ใช้เลเวอเรจหนักจนพังในปี 1929 ตามหนังสือของ Andrew Ross Sorkin แต่ Sorkin ไม่ยืนยันว่าจะพังแบบเดียวกัน

โมเดลนี้จะรอดในサイクル crypto ถัดไปหรือล้มแบบ Ponzi ยังเป็นคำถาม แต่ตอนนี้ นักลงทุนยังจ่ายเงินให้ Strategy สะสม Bitcoin ต่อไป บริษัท Bitcoin ของ Michael Saylor ขาดทุน 12.5 พันล้าน แต่กลยุทธ์ยังเดินหน้า

คุณคิดอย่างไรกับกลยุทธ์ของ Strategy? มันเป็นอนาคตของการลงทุน Bitcoin หรือเสี่ยงเกินไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าว crypto ล่าสุด!

ที่มา – Michael Saylor’s Bitcoin Treasury Company Posts $12.5 Billion Loss, Boasts That People Are Still Giving It Money