ผู้เขียน: lalika69_admin

เราไม่อาจเพิกเฉยต่อการ #TruthFromThailand และไม่เคารพกติกาหลักสากลได้ อิงฟ้าแสดงทัศนะต่อเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา

เราไม่อาจเพิกเฉยต่อการ #TruthFromThailand และไม่เคารพกติกาหลักสากลได้

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์ณ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานการละเมิดข้อตกลงยุติการปะทะที่เคยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันการใช้มาตรการที่มีเหตุผล แต่ความตึงเครียดยังคงค้างคา จนกระทั่งผู้บังคับบัญชากองกำลังชายแดนของทั้งสองประเทศประชุมร่วมกัน และเห็นพ้องให้งดการใช้กำลัง เคลื่อนย้ายกำลังพล หรือกระทำการใดๆ ที่อาจยั่วยุต่อประชาชน พร้อมรอการหารือในระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) วันที่ 4 สิงหาคมนี้

กระแส #TruthFromThailand กับบทบาทของคนดัง

ขณะที่ความตึงเครียดทางทหารเริ่มเย็นตัวลง การต่อสู้ในโลกไซเบอร์กลับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น X (เดิมคือ Twitter) เริ่มมีการใช้แฮชแท็ก #TruthFromThailand อย่างกว้างขวาง เพื่อสื่อสารมุมมองของไทยต่อเหตุการณ์ชายแดนอย่างสันติวิธี และหวังให้สาธารณชนในต่างประเทศเข้าใจบริบทของปัญหามากยิ่งขึ้น

ในยุคที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่ากระสุน ความเห็นของคนมีชื่อเสียงมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นสาธารณะสูง และหนึ่งในบุคคลที่ลุกขึ้นมาใช้พื้นที่ส่วนตัวเพื่อสะท้อนเสียงนี้ คือ อิงฟ้า วราหะ นักแสดงและผู้มีอิทธิพลในวงการบันเทิงไทย ที่มีฐานแฟนคลับทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกัมพูชา

อิงฟ้ากับคำพูดที่สะท้อนความกล้าในวันที่เลือกข้าง

ผ่านโพสต์บน X อิงฟ้าได้แสดงความเห็นอย่างชัดเจน โดยระบุว่า “มันมีความเจ็บปวดที่ต้องเสียแฟนคลับส่วนหนึ่งในกัมพูชาไป เพราะเราก็รักและผูกพัน แต่เราไม่อาจเพิกเฉยต่อการ #TruthFromThailand และไม่เคารพกติกาหลักสากลได้”

ประโยคนี้ไม่เพียงสะท้อนความรู้สึกส่วนตัว แต่ยังแสดงถึงความรับผิดชอบต่อข้อมูลความจริง และความเคารพในหลักสากลของเธออย่างลึกซึ้ง อิงฟ้ายอมรับว่าทุกการกระทำย่อมมีค่าใช้จ่าย แต่เธอเลือกที่จะไม่เงียบต่อสิ่งที่เชื่อว่าผิด

การปรากฏตัวของคนดังในพื้นที่สาธารณะเพื่อสนับสนุนข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในกรณีนี้ มันแสดงให้เห็นว่า ศิลปินและคนมีชื่อเสียงสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคที่สื่อดั้งเดิมถูกตั้งคำถามด้านความเป็นกลาง

ทำไม #TruthFromThailand จึงสำคัญ?

การใช้แฮชแท็ก #TruthFromThailand ไม่ใช่เพื่อยั่วยุ แต่เป็นการพยายามสร้างสมดุลให้กับการเล่าเรื่องที่อาจถูกเบี่ยงเบนจากสื่อต่างชาติหรือฝ่ายตรงข้าม การที่ประเทศไทยจะรักษาภาพลักษณ์และเสถียรภาพในเวทีนานาชาติ จำเป็นต้องมี ‘เสียงจากประชาชน’ ที่สื่อสารความจริงอย่างสุภาพแต่ชัดเจน

และอิงฟ้าก็ไม่ใช่คนเดียว หากเราย้อนดูการเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย จะเห็นว่าคนบันเทิง นักเขียน และผู้นำความคิดจากหลากหลายสาขาต่างออกมาแสดงจุดยืน ซึ่งบ่งบอกถึง วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมทางพลเมืองที่กำลังเติบโตในไทย

สุดท้ายนี้ แม้การพูดความจริงอาจทำให้เสียใจใครบางคน แต่การนิ่งเฉยอาจทำให้เราเสียคุณค่าทางจิตใจและอธิปไตยในระยะยาว เราไม่อาจเพิกเฉยต่อการ #TruthFromThailand และไม่เคารพกติกาหลักสากลได้ หากเรายังหวังจะเป็นประเทศที่มั่นคงและเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก

หากคุณมีพื้นที่ คนรอบข้างฟัง หรือมีเสียง อย่าลังเลที่จะใช้มันเพื่อความถูกต้อง — เพราะบางที แค่การแชร์ความจริง ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่

ที่มา – เราไม่อาจเพิกเฉยต่อการ #TruthFromThailand และไม่เคารพกติกาหลักสากลได้” อิงฟ้าแสดงทัศนะต่อเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา

7 ข้อตกลง ผลหารือ แม่ทัพไทย-กัมพูชา หลังหยุดยิง

7 ข้อตกลง ผลหารือ แม่ทัพไทย-กัมพูชา หลังหยุดยิง

ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ได้เกิดความคืบหน้าสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากที่เกิดเหตุปะทะระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายทั้งด้านบุคลากรและทรัพยากร เป็นเหตุการณ์ที่ต้องได้รับความสนใจในระดับสากล และล่าสุด พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย ได้มีการพูดคุยกับ พล.อ. โปว เฮง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา เพื่อร่วมกันหาทางออกร่วม ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการตกลงร่วมกัน 7 ข้อที่เรียกว่า 7 ข้อตกลง ผลหารือ แม่ทัพไทย-กัมพูชา หลังหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการคืนความสงบให้กับพื้นที่ชายแดน

รายละเอียด 7 ข้อตกลงสำคัญ

ข้อตกลงทั้ง 7 ข้อนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง และพาทั้งสองฝ่ายให้ก้าวออกจากภาวะวิกฤตได้อย่างสงบและมีมนุษยธรรม ดังนี้

  • 1. หยุดยิง – เพื่อยุติการปะทะกันทุกรูปแบบ และลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพยากรของทั้งสองฝ่าย
  • 2. คุ้มครองประชาชน – ย้ำร่วมกันว่าจะไม่มีการโจมตีใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • 3. ห้ามเสริมกำลัง – ทั้งสองฝ่ายตกลงว่าจะงดการส่งทหารหรือยุทโธปกรณ์เข้าไปในพื้นที่พิพาท เพื่อไม่ให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีก
  • 4. ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง – ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังพลภายในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันการตีความผิดว่าเป็นการเตรียมโจมตี
  • 5. อำนวยความสะดวกการส่งกลับผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต – เป็นการแสดงความมีมนุษยธรรม ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันส่งผู้บาดเจ็บและศพของทหารกลับประเทศต้นทางอย่างปลอดภัย
  • 6. จัดตั้งชุดประสานงานเฉพาะกิจ – ทั้งไทยและกัมพูชาจะส่งเจ้าหน้าที่ 4 คนจากแต่ละฝ่าย เพื่อทำหน้าที่สื่อสารและแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินทันที
  • 7. รอผลประชุม GBC วันที่ 4 ส.ค. – ข้อตกลงทั้งหมดจะถูกนำเสนอในที่ประชุมร่วมคณะกรรมการชายแดนร่วมกัน (GBC) เพื่อรับรองอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่หลังการประชุม

การบรรลุ 7 ข้อตกลง ผลหารือ แม่ทัพไทย-กัมพูชา หลังหยุดยิง ไม่ใช่แค่เรื่องของการยุติการยิง แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการทูตทางทหารสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้แม้ในช่วงวิกฤต การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และความร่วมมือแบบทันท่วงที เช่น การตั้งชุดงานเฉพาะกิจ ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถควบคุมสถานการณ์และป้องกันความผิดพลาดจากความเข้าใจผิดได้ดีขึ้น

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้กลับแสดงให้เห็นว่า ทั้งสองประเทศมีความตั้งใจจริงในการหาทางออกร่วมกัน มากกว่าที่จะเดินตามเส้นทางแห่งความขัดแย้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความหวังยังไม่ใช่ชัยชนะ การรอผลการประชุม GBC ในวันที่ 4 สิงหาคม ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าข้อตกลงที่ได้รับในวันนี้จะเป็นเพียง ‘คำพูด’ หรือจะกลายเป็น ‘พันธะผูกพัน’ ที่ปฏิบัติได้จริง

สำหรับคนทั่วไป สิ่งที่เราทำได้คือติดตามสถานการณ์อย่างมีวิจารณญาณ และสนับสนุนบทบาทของสันติภาพและสันติวิธี ยิ่งสังคมมีส่วนรู้ส่วนร่วมมากเท่าไหร่ รัฐก็ยิ่งมีแรงจูงใจที่จะเลือกทางสันติมากขึ้นเท่านั้น

ติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด แล้วร่วมผลักดันให้สันติภาพเป็นทางออกที่ยั่งยืน

ที่มา – 7 ข้อตกลง ผลหารือ แม่ทัพไทย-กัมพูชา หลังหยุดยิง

ทลายกรอบ ASEAN WAY กับบทบาทอาเซียนคนกลาง แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เหตุการณ์ปะทะรุนแรงระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชาได้เกิดขึ้นบริเวณชายแดนใกล้ปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ หลังฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงด้วยอาวุธหนัก ส่งผลให้ไทยต้องตอบโต้เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ความขัดแย้งบานปลายอย่างรวดเร็ว เมื่อกองกำลังกัมพูชารุกเข้าพื้นที่ชุมชน โรงเรียน และโรงพยาบาล ทำให้มีทั้งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงมีกระสุนปืนใหญ่หลุดตกใน สป. ลาว ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่ได้เป็นฝ่ายยิง

รัฐบาลไทยชี้แจงว่า ไม่ได้เริ่มยิงก่อน แต่ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ ในขณะเดียวกัน นายกฯ มาเลเซีย ‘อันวาร์ อิบราฮิม’ ซึ่งเป็นประธานอาเซียนในเวลานั้น ได้เสนอตัวเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เพื่อยุติความขัดแย้งและป้องกันความรุนแรงลุกลามไปทั่วภูมิภาค

ทลายกรอบ ASEAN WAY กับบทบาทอาเซียนคนกลาง แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

แต่สถานการณ์นี้กลับทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า “อาเซียนมีไว้เพื่ออะไร” เมื่อเหตุการณ์รุนแรงระหว่างประเทศสมาชิกเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่กลับมีเพียงมาเลเซียเพียงประเทศเดียวที่ก้าวเข้ามา

อาเซียนก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1967 โดย 5 ประเทศผู้ก่อตั้ง ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ-สังคมในภูมิภาค ภายหลังจากผ่านบทเรียนจากองค์กรก่อนหน้าที่ล้มเหลว เช่น SEATO และ Maphilindo

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการออก กฎบัตรอาเซียน ในปี 2007 ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “รัฐธรรมนูญของภูมิภาค” ที่กำหนดหลักการ เช่น หลักนิติธรรม ความร่วมมือ และไม่แทรกแซงกิจการภายใน หรือที่เรียกว่า Non-Interference Principle ซึ่งเป็นหัวใจของ ASEAN WAY

ข้อจำกัดของ ASEAN WAY ที่เน้นฉันทามติ

หลัก ASEAN WAY ยึดการตัดสินใจด้วย ฉันทามติ โดยไม่มีการโหวต หากประเทศใดประเทศหนึ่งคัดค้าน มติก็ไม่เกิดขึ้น แม้จะช่วยรักษาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่กลับทำให้การตัดสินใจช้า และไม่มีกลไกบังคับใดๆ แม้ในวิกฤต

เช่นกรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการปะทะมาตั้งแต่ปี 2008 และรุนแรงอีกครั้งใน 2011 อาเซียนแทบไม่มีบทบาท เพราะไทยในสมัยนั้นปฏิเสธการแทรกแซงจากประเทศที่สาม แม้อินโดนีเซียจะให้ผู้สังเกตการณ์เข้าตรวจสอบตามคำสั่งศาลโลก

然而ในปี 2568 สถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อ มาเลเซียก้าวขึ้นมาเป็นคนกลางอย่างเปิดเผย โดยมีการเจรจากับทั้งไทยและกัมพูชาในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม สามารถตกลงให้ยุติการยิงตั้งแต่เที่ยงคืน และนัดประชุม GBC ตาม MOU 43 ที่เคยหยุดนิ่งมานาน

แม้ยังมีการปะทะช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนหยุดยิง แต่การที่ ทั้งสองฝ่ายยอมรับบทบาทของประเทศที่สาม ถือเป็น “การทลายกรอบ ASEAN WAY” ครั้งสำคัญ ที่อาเซียนเปลี่ยนจากผู้สังเกตการณ์ มาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ได้รับความไว้วางใจ

อาเซียนจะกล้าแทรกแซงมากขึ้นในอนาคตหรือไม่?

สัญญาณนี้ชี้ว่า อาเซียนอาจกำลังพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรภูมิภาคที่จัดการวิกฤตได้จริง ไม่ใช่แค่เวทีหารือ แม้ยังไม่มีอำนาจบังคับเช่นสหภาพยุโรป แต่การที่สมาชิกยอมรับบทบาทคนกลาง ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

หากอาเซียนสามารถพัฒนากลไกการจัดการข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ การส่งผู้สังเกตการณ์ทันที หรือใช้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ประสานงาน อาจทำให้ภูมิภาครับมือกับวิกฤตได้เร็วขึ้น

ในยุคที่ไทยและกัมพูชาเกิดความตึงเครียดอีกครั้ง การที่อาเซียนก้าวขึ้นมาแสดงบทบาท ถือเป็นความหวังว่า “อาเซียนจะไม่เงียบอีกต่อไป” และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้หลักการ ASEAN WAY ปรับตัวสู่ยุคใหม่ที่กล้าลงมือมากขึ้น

คำแนะนำจากเรา: อาเซียนควรเร่งออกแบบกลไกการไกล่เกลี่ยวิกฤตที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อให้การตอบสนองครั้งต่อไปรวดเร็วและมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ใช่รอให้สถานการณ์ปะทุก่อนค่อยขยับ

ที่มา – ทลายกรอบ ASEAN WAY กับบทบาทอาเซียนคนกลาง แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

Calvin Klein เปิดตัวแคมเปญใหม่สำหรับเอเชียที่ได้ ตู ต้นตะวัน มาร่วมถ่ายแบบ

Calvin Klein เปิดตัวแคมเปญใหม่สำหรับเอเชียที่ได้ ตู ต้นตะวัน มาร่วมถ่ายแบบ

ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์ เรียกได้ว่า Calvin Klein ยังคงเหนือชั้นในการสร้างสรรค์แคมเปญที่ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง โดยล่าสุดพวกเขาได้ปล่อยแคมเปญชุดชั้นในใหม่ล่าสุดสำหรับภูมิภาคเอเชีย พร้อมดึงนักแสดงหน้าตาโดดเด่นจากหลายประเทศมาร่วมถ่ายแบบ นำทีมโดยนักแสดงสาวไทยขวัญใจมหาชนอย่าง ตู ต้นตะวัน ที่กำลังมาแรงทั้งในวงการหนังและแฟชั่น

Calvin Klein เปิดตัวแคมเปญใหม่สำหรับเอเชียที่ได้ ตู ต้นตะวัน มาร่วมถ่ายแบบ ร่วมกับดาราชาวเกาหลีใต้ชื่อดังอย่าง ROWOON จากซีรีส์รักต่างวัย The King’s Affection และนักแสดงสาวฮอต Nana จาก Mask Girl ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแทนของ “ความมั่นใจ” ที่เป็นหัวใจหลักของแบรนด์

ตู ต้นตะวัน กับการก้าวเข้าสู่เวทีแฟชั่นระดับโลก

หากพูดถึง ตู ต้นตะวัน หลายคนคงนึกถึงบท หลานม่า ที่เธอแสดงไว้อย่างทรงพลังในภาพยนตร์ระดับนานาชาติปี 2024 ซึ่งทำให้เธอได้รับการเชิญให้เดินทางไปร่วมงาน New York Fashion Week ในคอลเล็กชัน Fall/Winter 2025 ภายใต้การดูแลของ Creative Director คนใหม่ Veronica Leoni และเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ปรากฏโฉมในลุคสุดชิคกับกางเกงเดนิมตัวเก่งคู่กับบราสีชมพูที่มีดีไซน์เรียบหรูแต่เต็มไปด้วยสุนทรียะ

การที่เธอได้มาร่วมงานกับ Calvin Klein ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันความปังของเธอในสายแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับการแสดงออกของผู้หญิงรุ่นใหม่ที่กล้าจะเป็นตัวของตัวเอง

คอลเล็กชันชุดชั้นในที่ออกแบบเพื่อทุกไลฟ์สไตล์

คอลเล็กชันนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของดีไซน์ แต่ยังใส่ใจในเรื่อง “ความสบาย” ที่เหมาะกับการใช้งานทุกวัน ผ่าน 3 ดีไซน์หลักที่น่าสนใจ ได้แก่

  • Icon Cotton Modal – โดดเด่นด้วยขอบเอว Infinity Bond Waistband ที่ไร้รอยต่อและตะขอที่ไร้ตะเข็บ ทำให้ระบายอากาศได้ดี เหมาะกับผิวที่บอบบาง
  • Heritage Cotton – นำโลโก้ signature ของแบรนด์มาดีไซน์ใหม่ในสไตล์วินเทจ เป็นคอลเล็กชันที่ยืดหยุ่นใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
  • Perfectly Fit – บราที่ให้สัมผัสเนียนนุ่ม ใส่สบายตลอดวัน เหมาะกับการแมทช์กับเสื้อผ้าต่างสไตล์

Calvin Klein เปิดตัวแคมเปญใหม่สำหรับเอเชียที่ได้ ตู ต้นตะวัน มาร่วมถ่ายแบบ ถือเป็นการรวมดาวของความทันสมัย ความมั่นใจ และความสะดวกสบายไว้ในคอลเล็กชันเดียว สื่อสารไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างตรงเป้า

การเลือกตัวแทนที่หลากหลายทั้งจากไทยและเกาหลีใต้ ยังสะท้อนถึงจุดยืนของแบรนด์ที่ต้องการเป็นสากล แต่ยังคงใกล้ชิดกับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว

ถ้าคุณกำลังมองหาชุดชั้นในที่ใส่สบาย ดูดี และมีสไตล์จริงๆ แคมเปญใหม่นี้คือคำตอบ!

ที่มา – Calvin Klein เปิดตัวแคมเปญใหม่สำหรับเอเชียที่ได้ ตู ต้นตะวัน มาร่วมถ่ายแบบ

UN ชี้ 3 โอกาสไทยฝ่าวิกฤตโลก สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในงาน GCNT EXPO 2025 ที่เน้นการเร่งสร้างโลกที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิด Forward SDGs Faster Together คยองซอน คิม รักษาการผู้ประสานงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย และผู้แทนยูนิเซฟประเทศไทย ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการก้าวผ่านวิกฤตโลกเพื่อบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีปัจจัยเสี่ยงทั่วโลกเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และเทคโนโลยีที่ขาดการกำกับดูแลเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่เธอก็ย้ำว่า โอกาสของไทยในการเติบโตอย่างยั่งยืนยังคงสดใส

UN ชี้ 3 โอกาสไทยฝ่าวิกฤตโลก สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คิมเน้นว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะมีความก้าวหน้าหลายด้านที่น่าชื่นชม เช่น การเข้าถึงบริการสุขภาพที่ครอบคลุมถึง 99% ของประชากร จำนวนผู้ป่วยมาลาเรียลดลงกว่า 70% รวมไปถึงความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการกำจัดขยะทะเลเกิน 780,000 กิโลกรัม และการเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่โตขึ้นถึง 684% ในปี 2023 ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดร 344,000 ตัน

ในด้านสังคม ความยากจนในไทยลดลงจากกว่า 65% ในปี 1980 เหลือต่ำกว่า 4% ในวันนี้ สะท้อนพลังของการพัฒนานโยบายในระยะยาวที่เชื่อมโยงกับภารกิจ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

3 โอกาสสำคัญที่ UN ชี้ให้ไทยเร่งเดินหน้า

คิมชี้ให้เห็น 3 ทางรอดหลักที่ประเทศไทยสามารถใช้เป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่ SDGs ได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤตโลก ได้แก่

  • ภาคธุรกิจ – บทบาทของบริษัท ทั้งในการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน งานสีเขียว และห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
  • เยาวชน – การให้พื้นที่และเครื่องมือแก่คนรุ่นใหม่ ช่วยกระตุ้นนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผ่านเทคโนโลยีและดิจิทัล
  • ความร่วมมือกับสหประชาชาติ – UN ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนประเทศไทยในทุกด้าน ตั้งแต่การลดคาร์บอน จนถึงการส่งเสริมความเท่าเทียมในหมู่กลุ่มที่เปราะบาง เช่น คนพิการ แรงงานข้ามชาติ และแรงงานนอกระบบ

ความร่วมมือระหว่าง UN, ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ได้นำไปสู่การส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและโมเดล BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว การใช้ AI และดิจิทัลอย่างมีจริยธรรมถือเป็นกุญแจสำคัญ ทั้งในการลดช่องว่างและสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกกลุ่ม

อีกไม่กี่ปีเราเดินทางมาถึงปี 2030 – เป้าหมายสู่การบรรลุ SDGs แล้ว การจะฝ่าความท้าทายครั้งใหญ่นี้ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และเริ่มลงมือเสียตั้งแต่วันนี้

เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดใช้พลาสติก สนับสนุนสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือแค่แชร์ความรู้เรื่อง SDGs ให้คนรอบข้าง ทุกการกระทำล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง

ที่มา – UN ชี้ 3 โอกาสไทยฝ่าวิกฤตโลก สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป — เหตุการณ์ที่อาจทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อีกครั้ง เมื่อวานนี้ (29 กรกฎาคม 2568) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 สามารถควบคุมตัวทหารจากฝ่ายกัมพูชาได้ 18 นาย หลังเกิดเหตุปะทะกันในพื้นที่บ้านซำแต ต.ดู่ชุม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

เบื้องหลังเหตุการณ์ปะทะชายแดน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักและอาวุธวิถีโค้งยิงข้ามแดนเข้ามาในเขตประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดเขตแดนอย่างชัดเจน กองทัพไทยจึงตอบโต้ด้วยหน่วยทหารม้าเฉพาะกิจ เพื่อรักษาความปลอดภัยของพื้นที่และประชานชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง

ในระหว่างการปะทะ พบว่าทหารกัมพูชากลุ่มหนึ่งเลือกที่จะยอมจำนนโดยไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแต่อย่างใด ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมดำเนินการปลดอาวุธและควบคุมตัวทหารทั้ง 18 นายตามขั้นตอน

รายละเอียดของทหารที่ถูกควบคุมตัว

ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวมีหลายตำแหน่ง ได้แก่:

  • ร้อยตรี 1 นาย
  • จ่าสิบโท 2 นาย
  • สิบเอก 12 นาย
  • สิบโท 2 นาย
  • สิบตรี 1 นาย

หนึ่งในจำนวนนั้นคือ สิบเอก มอม ริดที ที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนบริเวณสะโพกข้างขวาและแขนซ้าย ซึ่งทางฝ่ายไทยได้จัดส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดและดูแลอย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาลใกล้เคียง แสดงถึงความเคารพในหลักมนุษยธรรมสากล

นอกจากนี้ ยังพบร่างทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตอีก 2 ศพในพื้นที่ ซึ่งกองทัพไทยจะดำเนินการส่งคืนอย่างสมเกียรติ ตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาเจนีวา

การดูแลและการดำเนินการต่อไป

ปัจจุบัน ทหารทั้ง 18 นายอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ 2 ที่พื้นที่ปลอดภัย โดยมีการจัดเตรียมเสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม และการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางทหารระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป — การปฏิบัติการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบของกองทัพบกไทย ที่ไม่เพียงตอบโต้การรุกราน แต่ยังคงรักษาความเคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด

ในยุคที่ความตึงเครียดชายแดนอาจถูกกระพือด้วยข่าวสารและโซเชียลมีเดีย สิ่งสำคัญคือการได้รับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ อย่างการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากกองทัพ สื่อและประชาชนควรติดตามข้อมูลตรงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความสับสนและข่าวปลอม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจเป็นแรงกระตุ้นให้ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาเพื่อยืนยันเส้นแบ่งเขตแดนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อโต้แย้งมายาวนาน

ดังนั้น การรักษาสันติภาพด้วยวิธีสันติวิธี ร่วมกับการสื่อสารที่โปร่งใส คือทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป — เป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนความมั่นคงของประเทศ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และสนับสนุนกองทัพไทยที่ทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อรักษาความสงบสุขของชาติ

ที่มา – ทบ. คุมตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังยอมจำนน ในพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต

ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต

เมื่อข่าวการจากไปของตำนานร็อกอย่าง Ozzy Osbourne ถูกประกาศเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2025 คลื่นความเศร้าสะเทือนไปทั่ววงการเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่แฟนเพลงเมทัลตัวยงทั่วโลก แต่ควบคู่ไปกับความโศกเศร้า ก็คือปรากฏการณ์ที่เราเห็นได้บ่อยในยุคดิจิทัล — ความนิยมในผลงานของศิลปินกลับมาบูมอีกครั้ง และแน่นอนว่า ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต

ปรากฏการณ์สตรีมมิงพุ่งหลังการจากไป

ตามรายงานจาก The Hollywood Reporter พบว่าจำนวนผู้ฟังรายเดือนของ Ozzy Osbourne บน Spotify พุ่งจาก 12.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 6.3 ล้านคน กลายเป็น 18.7 ล้านคนในทันที ส่วนเพลงของเขาอย่าง Crazy Train มีสตรีมเพิ่มขึ้นถึง 8 ล้านครั้ง No More Tears เพิ่มขึ้น 7 ล้านครั้ง และเพลงบัลลาดกินใจอย่าง Mama, I’m Coming Home ก็มียอดเพิ่มถึง 7.2 ล้านครั้ง

ไม่เพียงแต่ผลงานโซโล่ของเขาเท่านั้น ยอดสตรีมของวง Black Sabbath ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยมีผู้ฟังรายเดือนเพิ่มจาก 19.8 ล้าน เป็น 24.6 ล้านคน เพลงเด่นอย่าง Paranoid มีการสตรีมเพิ่มถึง 9.3 ล้านครั้ง Iron Man กระโดดอีก 6 ล้านครั้ง และ War Pigs ก็มียอดสตรีมเพิ่มขึ้นถึง 5 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ที่ยังคงไม่จางหายไป

ส่งท้ายด้วยขบวนการรำลึกระดับโลก

ก่อนการจากไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ Ozzy ได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตพิเศษ ‘Back To The Beginning’ ที่เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ร่วมกับสมาชิก Black Sabbath ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ครั้งสุดท้ายของวงดนตรีที่ถือกำเนิดวงการเฮฟวีเมทัล การแสดงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการอำลารอบสุดท้ายของเขากับวง แต่ยังกลายเป็นงาน tribute ยิ่งใหญ่ที่ศิลปินรุ่นน้องในวงการเมทัล – ร็อก ต่างมาร่วมขึ้นเวทีเพื่อแสดงความเคารพ

ปรากฏการณ์ ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนว่าดนตรีของเขายังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่แค่ในความทรงจำ แต่ผ่านเสียงเพลงที่ผู้คนยังคงฟัง แชร์ และมอบให้คนรุ่นใหม่

บทสรุป: เสียงดนตรีคือมรดกที่ไม่มีวันตาย

ในยุคที่ข้อมูลไหลเวียนเร็วและเทรนด์เปลี่ยนทุกวัน ปรากฏการณ์นี้สอนเราว่า ศิลปินระดับตำนานไม่เคยจากไปจริง ๆ พวกเขาอยู่ในทุกการกดปุ่ม “เล่น” บน Spotify หากคุณยังไม่เคยสัมผัสเสียงเพลงของ Ozzy หรือ Black Sabbath — นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้นฟังและเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็น The Prince of Darkness แห่งวงการดนตรี

อย่าแค่รอให้เหตุการณ์สะเทือนใจถึงรีบกลับไปฟังดนตรีดี ๆ หามุมสงบ ฟัง Paranoid หรือ Crazy Train หนึ่งรอบ แล้วคุณจะรู้ว่า ตำนานไม่เคยพูดเกินจริง

ที่มา – ยอดสตรีมเพลง Ozzy Osbourne และ Black Sabbath เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังข่าวการเสียชีวิต

ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1: พลังแห่งการคัมแบ็กที่น่าจับตา

ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1

ถ้าจะพูดถึงความคืบหน้าและความสำเร็จของนักขับไทยระดับโลกอย่าง อเล็กซานเดอร์ อัลบอน อังศุสิงห์ ในศึกฟอร์มูล่าวัน 2025 นี่คือช่วงเวลาที่แฟนๆ ต้องรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะ ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1 นั้นน่าประทับใจเกินคาด เขาทำคะแนนได้แล้วถึง 54 แต้ม พร้อมกับขึ้นโพเดียมถึง 9 สนามจากทั้งหมด 13 สนามที่แข่งขันไปแล้ว

ตัวเลข 54 แต้ม อาจดูเหมือนไม่ใช่เรคคอร์ดแชมป์ แต่เมื่อเทียบกับผลงานในอดีตของตัวนักขับเอง กลับถือเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าผลงานรวมตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมาของอัลบอนกับทีมวิลเลียมส์ ที่มีเพียง 43 แต้มเท่านั้น การย้ายทีมและการปรับตัวเข้ากับรถแข่งใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักขับที่ติดตามได้น่าสนใจที่สุดในฤดูกาลนี้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผลงานของเขาพุ่งขึ้น

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเกิดจากหลายปัจจัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งความเข้าใจในรถแข่งที่ล้ำสมัยกว่าเดิม การสื่อสารกับทีมที่ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ คือ ความมั่นใจในตัวเองที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัลบอนแสดงให้เห็นว่า เขาไม่เพียงแต่ขับได้เร็ว แต่ยังขับได้ฉลาด มีวินัยในการแข่ง และรู้จังหวะในการแซงหรือรักษาตำแหน่งอย่างมีชั้นเชิง

อีกจุดสำคัญคือ การที่เขาย้ายมาอยู่กับทีมที่มีศักยภาพสูงขึ้น ซึ่งช่วยให้เขาสามารถโชว์ศักยภาพที่ซ่อนเร้นมาตลอดหลายปีได้อย่างเต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟอร์มูล่าวันหลายคนมองว่า อัลบอนคือตัวอย่างชั้นยอดของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเมื่อ “ใจ” เจอ “โอกาส” และ “เครื่องมือ” ที่เหมาะสม

ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1 สะท้อนอะไรกับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย?

ความสำเร็จนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ต่อตัวนักขับ แต่ยังกระตุ้นแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทยอีกหลายรุ่นให้มองเห็นว่า การเป็นนักแข่งระดับโลกไม่ใช่ความฝันไกลเกินเอื้อม โดยเฉพาะเมื่อมีนักกีฬาจากไทยที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถแข่งขันกับสุดยอดนักขับโลกได้ และยังสามารถทำผลงานได้ดีกว่าช่วงก่อนหน้าของตัวเอง

ในมุมของเทคโนโลยี มอเตอร์สปอร์ตในยุคนี้ก็ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ และ AI ที่ช่วยปรับจูนรถในทุกวินาที ซึ่งอัลบอนก็ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเต็มที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และลดข้อผิดพลาดในการแข่งขัน

อนาคตของอัลบอนใน F1 ดูสดใส ถ้าเขายังคงรักษาระดับฟอร์มการขับขี่และบริหารจัดการอาการบาดเจ็บได้ดีต่อไป โอกาสในการขึ้นโพเดียมอันดับ 1 หรือแม้แต่แย่งชิงแชมป์โลกก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

อย่าพลาดติดตาม ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1 ในสนามต่อๆ ไป เพราะนี่อาจเป็นฤดูกาลแห่งความสำเร็จที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของนักแข่งไทยในประวัติศาสตร์โลกมอเตอร์สปอร์ต

ที่มา – ผลงาน อเล็กซ์ อัลบอน หลังผ่าน 13 เรซในศึก F1

House of Creed เปิดตัวแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปีของน้ำหอมในตำนาน

หากคุณเป็นคนรักน้ำหอม หรือติดตามเทรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม คงไม่มีใครไม่รู้จัก House of Creed — แบรนด์น้ำหอมชั้นสูงจากฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าแห่งประวัติศาสตร์ งานฝีมืออันประณีต และกลิ่นหอมซึ่งกลายเป็นตำนานในตัวเอง โดยเฉพาะในปี 2025 นี้ แบรนด์ได้ประกาศเปิดตัวแคมเปญพิเศษอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ Creed Classics เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จครบรอบ 15 ปีของน้ำหอมระดับไอคอนอย่าง Aventus ที่ครองใจผู้ชายทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี

House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี ด้วยการรวมน้ำหอมสามกลิ่นคลาสสิกที่เป็นตัวแทนของความหรูหรา ความแม่นยำในงานฝีมือ และแรงบันดาลใจจากโลกแห่งแฟชั่นอย่างแท้จริง ได้แก่ Aventus, Green Irish Tweed และ Silver Mountain Water ทั้งสามกลิ่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่ ‘น้ำหอม’ แต่เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ผสานศาสตร์การตัดเย็บผ้าและการออกแบบระดับไฮเอนด์เข้ากับศิลปะแห่งกลิ่น

แรงบันดาลใจจากผ้าทวีดสู่น้ำหอมระดับโลก

โดยเฉพาะ Green Irish Tweed ที่ได้รับอิทธิพลจากผ้า Linton Tweeds จากแคว้นคัมเบรีย ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นวัสดุชั้นยอดที่ครูตูร์ชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้ กลิ่นนี้จึงเปรียบเสมือนภาพวาดของทุ่งหญ้าเขียวขจีและไอเย็นจากเฟิร์นที่เติบโตใต้ฝนโปรยปรายในเกาะไอร์แลนด์ — เบอร์กามอต, ไอริส และแอมเบอร์ ผสมผสานกันอย่างล้ำลึก ให้ความสดชื่นและหรูหราในเวลาเดียวกัน

House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ยังคงความพิถีพิถันอย่างมาก ทุกขวดผลิตด้วยมือในฝรั่งเศส โดยใช้วัตถุดิบพรีเมียมจากแหล่งเพาะปลูกรุ่นที่ห้าในแคว้น Calabria ประเทศอิตาลี อย่างมะกรูดที่คัดมาทีละผล สำหรับ Silver Mountain Water ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนน้ำประปาใสสะอาดจากเทือกเขาแอลป์ ผสมกับอุ่นของแสงแดดในเมืองอูรูบามบ้า

งานฝีมือที่เรียกว่า Millésime

หัวใจของน้ำหอม Creed คือกระบวนการ Millésime — เทคนิคเฉพาะตัวที่กะเทาะชั้นกลิ่นอย่างแม่นยำ ทำให้แต่ละกลิ่นมีมิติ ความต่อเนื่อง และติดทนนานอย่างน่าทึ่ง แม้แต่ในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ก็ยังคงความหอมได้เกือบครึ่งวัน

สำหรับผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตนเอง สามารถแวะไปที่ Creed Boutique ในห้าง เอ็มควอเทียร์ และ เมกาบางนา หรือร้าน Atelier De Prestige ที่ ไอคอนสยาม และ สยามพารากอน รวมถึงเคาน์เตอร์ Creed ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ และ เซ็นทรัลภูเก็ต ฟลอเรสต้า เพื่อลองและเป็นเจ้าของน้ำหอมคลาสสิกทั้งสามกลิ่น

ในยุคที่น้ำหอมกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของอัตลักษณ์ส่วนตัว การมีบอทเทิลหนึ่งจาก House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี จึงไม่ใช่แค่การใช้น้ำหอม แต่คือการสวมใส่งานศิลปะที่มีชีวิต

เคล็ดลับจากผู้รู้: ถ้าคุณชอบกลิ่นที่ให้ทั้งความมั่นใจและความเท่ในแบบไม่โอ้อวด ควรเริ่มต้นด้วย Aventus หรือ Silver Mountain Water — ทั้งสองกลิ่นนี้เหมาะกับการใช้ทั้งวันงานและการพบปะทางธุรกิจได้อย่างลงตัว

อย่ารอช้า! ใช้โอกาสจากแคมเปญนี้เพื่อเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้สัมผัส ‘กลิ่นในตำนาน’ ก่อนที่สต็อกจะหมด

ที่มา – House of Creed เปิดแคมเปญ Creed Classics ฉลองครบรอบ 15 ปี