7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน

ประเด็นจริยธรรมทางวิชาการกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลัง 7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน โดยกลุ่มนักวิชาการต้องการให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พิจารณาข้อค้นพบเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลงานทางวิชาการ และตรวจสอบว่ากระบวนการสอบสวนก่อนหน้านี้ดำเนินการอย่างรอบด้านแล้วหรือไม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ณ ห้องประชุมคณบดี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ เป็นตัวแทนนักวิชาการเข้ายื่นหนังสือต่อ ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งนี้ มีรายงานว่าไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนบันทึกภาพภายในห้องประชุม

7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน

ต้นเหตุของเรื่องมาจากข้อสงสัยเกี่ยวกับการนำผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.สุรชัย จงจิตงาม ไปใช้ในข้อเสนอโครงการและหนังสือชื่อ ‘ประวัติศาสตร์เมืองฮอดในมิติศิลปวัฒนธรรม: พิสดารนคร’ นักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้ตั้งข้อสังเกตหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเนื้อหา วิธีการอ้างอิง การให้เครดิต การระบุชื่อผู้แต่ง ตลอดจนความยินยอมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผลงาน

รายงานการเปรียบเทียบผลงานซึ่งจัดทำโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ราย แบ่งเป็นผู้ตรวจเนื้อหาทางวิชาการ 6 ราย และผู้ตรวจหลักฐานดิจิทัล 1 ราย ระบุว่าพบความคล้ายคลึงกันในหลายองค์ประกอบ จุดที่ถูกนำมาพิจารณาไม่ได้จำกัดเฉพาะข้อความเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโครงสร้างงาน ลำดับการเรียบเรียง ข้อมูลภาคสนาม บทสัมภาษณ์ ภาพประกอบ เชิงอรรถ และบรรณานุกรม

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการตรวจสอบข้อมูลกำกับไฟล์ภาพ โดยผู้ตรวจหลักฐานดิจิทัลพบชื่อหรือตัวย่อของ ผศ.ดร.สุรชัย ปรากฏอยู่ในข้อมูลของไฟล์ภาพบางรายการ อย่างไรก็ตาม หลักฐานประเภทนี้ควรใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น เพราะไม่สามารถยืนยันผู้สร้างสรรค์ผลงานทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง แต่ถือเป็นข้อมูลที่ช่วยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเอกสารและแหล่งที่มา

ทำไมการทบทวนผลสอบจึงสำคัญ

ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เคยพิจารณาข้อร้องเรียนและมีข้อสรุปว่าไม่พบการกระทำผิด ก่อนยุติเรื่องในเดือนธันวาคม 2568 กลุ่มผู้จัดทำรายงานจึงเสนอให้มหาวิทยาลัยกลับมาตรวจสอบกระบวนการเดิมอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นว่าหลักฐานทั้งหมดได้รับการพิจารณาอย่างครบถ้วนหรือไม่ พร้อมขอให้ชี้แจงเหตุผลของข้อสรุปเป็นลายลักษณ์อักษร

ในมุมของสังคมทั่วไป เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างบุคคลหรือความเห็นต่างในแวดวงการศึกษาเท่านั้น เพราะงานวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมมีความสำคัญต่อการบันทึกความทรงจำของชุมชน หากข้อมูลถูกนำไปใช้โดยไม่มีการอ้างอิงหรือให้เครดิตอย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลต่อทั้งเจ้าของผลงาน ชุมชนเจ้าของข้อมูล และความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษา

ศ.เกียรติคุณ ดร.อานันท์ ระบุว่า นักวิชาการหลายรายตรวจพบความคล้ายคลึงกันของเอกสาร และเห็นว่าเรื่องจริยธรรมทางวิชาการไม่ควรถูกปล่อยให้เงียบหายไป โดยการยื่นหนังสือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้มหาวิทยาลัยรับทราบข้อค้นพบและดำเนินการพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำเรื่องเข้าสู่สภาวิชาการเพื่อพิจารณาในอีกช่องทางหนึ่ง

สาระสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นธรรม และอธิบายได้ต่อสาธารณะ ไม่ว่าผลการพิจารณาครั้งใหม่จะออกมาในทิศทางใด ทุกฝ่ายควรได้รับโอกาสนำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่ พร้อมมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการแยกแยะระหว่างการอ้างอิงโดยสุจริต การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการคัดลอกผลงานโดยไม่ให้เครดิต

รายนามศาสตราจารย์ทั้ง 7 ราย

  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง สาขาการเมืองการปกครอง
  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ สาขามานุษยวิทยา
  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยศ สันตสมบัติ สาขามานุษยวิทยา
  • ศาสตราจารย์ ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ สาขาศึกษาศาสตร์และสังคมศาสตร์การศึกษา
  • ศาสตราจารย์ ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี สาขามานุษยวิทยา
  • ศาสตราจารย์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล สาขานิติศาสตร์และกฎหมายมหาชน
  • ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธีรวรรณ บุญญวรรณ สาขาฟิสิกส์

สำหรับคนทั่วไป เหตุการณ์ 7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน เป็นเครื่องเตือนใจว่าโลกวิชาการยุคดิจิทัลต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างละเอียดมากขึ้น ทั้งการเก็บข้อมูลต้นฉบับ ประวัติการแก้ไขไฟล์ และการอ้างอิงอย่างเป็นระบบ

ในระยะยาว มหาวิทยาลัยต่างๆ ควรพัฒนากลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เปิดเผยหลักเกณฑ์ และคุ้มครองผู้ร้องเรียนอย่างเหมาะสม เพราะความน่าเชื่อถือของสถาบันไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการยอมรับคำถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา สังคมจึงควรติดตามผลการพิจารณาอย่างมีวิจารณญาณ โดยยึดหลักฐานและกระบวนการที่เป็นธรรมเป็นสำคัญ

ที่มา – 7 ศาสตราจารย์รวมตัวยื่นหนังสืออธิการบดี มช. จี้ทบทวนผลสอบปมลอกงานวิจัย ‘เมืองฮอด’ หวั่นกระทบจริยธรรมและกิตติภูมิสถาบัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *