เลือกตั้ง 2569 : ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ

ในยุคที่โลกเปลี่ยนผันแบบไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และดิจิทัล ประเทศไทยจำเป็นต้องวางนโยบายต่างประเทศใหม่ ให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่มุ่งขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศด้วยแนวคิดการทูตเชิงรุก ผ่านแนวคิด “ยุทธศาสตร์ 3 วงแหวน” และ การชูธงการทูตเศรษฐกิจ เป็นมาตรวัดหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเอกภพใหม่ของประเทศไทยในเวทีโลก

เลือกตั้ง 2569 : ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ

วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าในยุคที่มีมหาอำนาจหลายประเทศเจาะจงผลประโยชน์ของตนเองขึ้นมาก่อน การทูตจึงต้องกลายเป็น “อาวุธทางเศรษฐกิจ” ที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มบทบาทบนเวทีโลกได้ โดยริเริ่มใช้ ยุทธศาสตร์ 3 วงแหวน ที่ห่อหุ้มความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ไม่เลือกข้าง แต่เลือกโอกาส

ยุทธศาสตร์ 3 วงแหวน สู่การวางตัวในยุคใหม่

ยุทธศาสตร์แรกคือ ASEAN Centrality หรือการยืนเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่ไปกับ Issue-based Cooperation และ Parallel Cooperation ที่ประสานความร่วมมือกับมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐฯ ยุโรป และอินเดีย โดยไม่เป็นขุนนางของใคร การวางหมากอย่างเป็นระบบช่วยให้เดินเกมการเมืองต่างประเทศได้อย่างมั่นคงและเชี่ยวชาญ

พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวคิด การทูตเศรษฐกิจ ที่มองว่าการต่างประเทศไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ แต่ต้องมีการแปลงงบทูตให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสร้างรายได้ โดยการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการเข้าร่วมองค์กรระดับโลกอย่าง OECD ให้ไทยก้าวสู่มาตรฐานสากล

การยกระดับเศรษฐกิจด้วยการทูตเชิงรุก

แนวคิดหลักใน ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ นั้น ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) การลดความเสี่ยง (De-risk) และการยกระดับอุตสาหกรรม (Industrial Upgrade)

  • Diversification: ขยายตลาดใหม่ เช่น EU และเกาหลีใต้ เพื่อ Shock Absorber จากสงครามการค้า
  • De-risk: สร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง และลดความเสี่ยงจากปัญหาจัดซื้อจัดจ้าง
  • Industrial Upgrade: พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV และเซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดเรื่อง_medium-term_ ว่าไทยควรตั้งเป้าเป็นสมาชิก OECD ภายใน 5 ปี เพื่อยกระดับมาตรฐานการค้าและความโปร่งใสในภาครัฐ

หมายปองการเป็นศูนย์กลางอาเซียน

เมื่อไทยได้รับโอกาสเป็นประธานอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไทยมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางกลุ่ม โดยมีแนวคิดเรื่อง ASEAN Power Grid พลังงาน ดิจิทัล และการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นแกนกลางรองรับการสร้างความเป็น “ASEAN Centrality” ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยมีบทบาทเป็น “middle power” ที่มีมุมมองเฉพาะ และใช้การทูตเชิงกลยุทธ์ ไม่ต่อต้านใคร แต่สร้างอนาคตให้ทุกฝ่าย

โอกาสในภาวะวิกฤต

ศัตรูใหญ่ของโลกยุคนี้อาจไม่ใช่แต่การประจันหน้า แต่ “การไม่เปลี่ยนแปลง” ดังนั้น หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะเร่งเปิด FTA กับ EU และเกาหลีใต้ เพื่อบูรณาการเศรษฐกิจไทยสู่ระบบสากล และลดภาระรัฐให้กรมเจรจาฯ ทำงานง่ายขึ้นอีกขณะ

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยก็พร้อมเปลี่ยนเช่นกัน เพราะหากไม่เคลื่อนไหว ชาติเราจะถูกวางไว้ท่ามกลางกระดานหมากของมหาอำนาจวันใดคืนใดโดยไม่ทันตั้งตัว

ท่ามกลางความไม่แน่นอนระดับโลก หากเรามีแผงเกมที่ดี ใครจะกล้าทำให้เรือธงโลกล่ม?

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : ยุทธศาสตร์ ‘3 วงแหวน’ นโยบายต่างประเทศ ‘ประชาธิปัตย์’ ยุคใหม่ ชูธงการทูตเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *