เราไม่รู้ว่ากำลังกลัวอะไร… ในใจอยากให้มันหยุดสักที: เหตุความรุนแรงชายแดนใต้ในยุคอนุทินสะท้อนอะไรให้คิดบ้าง
“เราไม่รู้ว่ากำลังกลัวอะไร… ในใจอยากให้มันหยุดสักที”
ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ได้เผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงระลอกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปล้นร้านทองในห้างใหญ่ที่อำเภอนราธิวาส หรือเหตุลอบวางระเบิดที่ยะลา ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีทั้งผู้ลี้ภัยจากความรุนแรงมานาน ชาวบ้านที่คุ้นเคยกับการเดินชีวิตคู่กับเดินทางในเชิงป้องกัน แต่ลึก ๆ แล้วยังอยากให้วงจรความรุนแรงนี้สิ้นสุดลงเสียที
รัฐบาลเพิ่งแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติภาพ
แม้สถานการณ์ความไม่สงบจะเพิ่งเกิดขึ้นซ้ำ แต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลก็มีท่าทีพยายามแก้ไขอย่างจริงจัง ด้วยการเสนอชื่อ พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะสันติภาพคนใหม่ ซึ่งนับเป็นความหวังในการกลับมาคุยกันบนโต๊ะเจรจาอีกครั้ง หลังจากที่ขาดมันไปทั้งที่ตำแหน่งนี้ยังว่างอยู่กว่าปีกว่ารัฐบาลพัฒนาทักษิณจะเข้ามารับตำแหน่ง
เหตุปล้นทองสะท้อนบทสนทนาที่ไม่จบ
- ดีเอ็นเอจากคดีหารือให้เชื่อมโยงกลับไปที่กลุ่มบีอาร์เอ็น ทวดาให้เหตุผลลบหลู่อำนาจ
- ทหารและตำรวจยันบุคคลทั่วไปไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หวังให้ประชาชนร่วมเป็นแนวร่วมแจ้งเบาะแส
- นักวิชาการเตือนการหยุดว่างเว้นกระบวนการพูดคุยอาจทำให้ความไม่สงบเพิ่ม
บทท้าความรุนแรงในยุคอนุทินและการเข้าใจทางสังคม
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี เจ้าของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ชี้ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มในช่วงนี้อาจมีลักษณะเป็นการ “ทดสอบ” รัฐบาลใหม่ ขณะเดียวกันก็แสดงแสนยานุภาพถึงแม้จะขาดเครือข่ายในสังคม เขาชี้ว่าการก่อความรุนแรงแบบโจรงออกมูลทำให้เห็นช่องโยนความผิดไปให้ “บีอีเอ็น” อย่างง่าย เวลาที่งบเฉพาะทางยังไม่อนุมัติ
ส่วนครูหญิงที่ให้สัมภาษณ์โดยแอบชื่อ เล่าให้ฟังน้ำเสียง “ไม่อยากจะได้ยินข่าวระเบิดอีก” ของคนในพื้นที่ พร้อมกับความตั้งคำถามว่า สถานการณ์จะสงบได้เมื่อไหร่
การปราบปรามภัยแทรกซ้อนตัดท่อน้ำเลี้ยงสู่ความรุนแรง
การเจอการลักลอบน้ำมันและลักลอบยาเสพติดอย่างรวดเร็วในพื้นที่ ทางฝ่ายความมั่นคงเชื่อมโยงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ “ผู้ก่อความไม่สงบ” จำเป็นต้องปรับท่าทีเป็นการโจรงแบบตรง ๆ จากที่เคยซ่อนวิวัฒนาการไว้เบื้องหลัง
แรงกดดันและความหวังในกระบวนการสันติภาพ
ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ แชร์ประเด็นว่า การจัดการความรุนแรงภาคใต้ไม่ควรเพียงเน้น “เกมกล้ามเนื้อ” แต่ควรมีการเจรจาอย่างเป็นทางการ ผลลัพธ์ระบุว่า: “สงครามทุกอย่างมักจบลงบนโต๊ะเจรจา”
? ”เราไม่รู้ว่าถึงเวลาจะบอกว่าอะไรคือสันติภาพได้เมื่อไหร่” – นี่อาจเป็นคำถามที่เจ้าหน้าที่และผู้บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่ายต้องตอบตรงกลาง ด้วยการเข้าใจว่าจุดมุ่งสุดท้ายไม่ใช่การชนะ แต่การอยู่อย่างสงบสงบ