เจาะลึก! ‘เจนซี’ ล้มรัฐบาล? โซเชียลสร้างความเปลี่ยนแปลงจริงหรือ?
สวัสดีครับทุกคน! เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมช่วงนี้เราถึงเห็นข่าวการประท้วงจากทั่วโลกเยอะขึ้นเรื่อยๆ? แถมส่วนใหญ่ผู้นำก็เป็นน้องๆ กลุ่ม เจนซี หรือคนที่อายุ 13-28 ปีนี่แหละครับ ตั้งแต่โมร็อกโก มาดากัสการ์ ยันเปรู พวกเขาลุกขึ้นมาแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล และเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง
ที่น่าสนใจคือ การประท้วงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ นะครับ แต่มี โซเชียลมีเดีย เป็นเหมือนกองบัญชาการ คอยปลุกระดม สร้างความสามัคคี และวางแผนยุทธวิธีต่างๆ แต่คำถามสำคัญคือ การประท้วงผ่านโซเชียลมีเดียเนี่ย จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริงหรือ?
‘เจนซี’ กำลังลุกขึ้นมาล้มล้างรัฐบาล: โซเชียลมีเดีย เปลี่ยนโลกจริงหรือ?
ลองนึกภาพตามนะครับ การประท้วงเรื่องไฟฟ้าประปาขาดแคลนในมาดากัสการ์ นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล! การชุมนุมต่อต้านการทุจริตในเนปาล ทำให้นายกฯ ต้องลาออก! หรือแม้แต่ในเคนยา กลุ่มเจนซีก็รวมตัวกันเดินขบวน เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบและปฏิรูปประเทศ สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเล่าเรื่อง สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ประสานงาน และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ จากสถาบันเยอรมันเพื่อการศึกษาระดับโลกและภูมิภาค (German Institute for Global and Area Studies) บอกว่า นี่เป็นแค่ “ระลอกล่าสุดของการประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกหล่อหลอมด้วยการเชื่อมต่อทางดิจิทัล” เราเคยเห็นปรากฏการณ์คล้ายๆ กันนี้มาแล้วใน Arab Spring, Occupy Wall Street หรือแม้แต่การประท้วงในประเทศไทยช่วงปี 2020-2021
โซเชียลมีเดีย: ดาบสองคมของการประท้วง
สตีเวน เฟลด์สตีน นักวิชาการอาวุโสจาก Carnegie Endowment for International Peace มองว่า การใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “ระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยี” จาก SMS ในอดีต กลายเป็น สื่อสังคมออนไลน์ แอปส่งข้อความ และ AI ที่ช่วยให้การระดมผู้คนทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
อธีนา ชารานน์ เพรสโต นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เสริมว่า สื่อสังคมออนไลน์เปลี่ยนสิ่งที่อาจดูเหมือนโพสต์ไลฟ์สไตล์ ให้กลายเป็น “หลักฐานทางการเมือง” และ “เสียงเรียกร้องให้ลุกขึ้นสู้” คอร์รัปชันที่เคยเป็นเรื่องนามธรรม กลายเป็นรูปธรรมจับต้องได้ เมื่อปรากฏในรูปของคฤหาสน์ รถสปอร์ต หรือถุงชอปปิงหรูๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กรณีในเนปาล ที่ภาพลูกชายน้กการเมืองโพสท่าข้างต้นคริสต์มาสที่ทำจากกล่องแบรนด์เนมหรู จุดกระแสการประท้วงครั้งใหญ่ หรือในฟิลิปปินส์ ความฟุ่มเฟือยของนักการเมืองที่มาจากเงินที่โกงโครงการป้องกันน้ำท่วม ยิ่งสร้างความขมขื่นให้กับประชาชนที่กำลังจมน้ำตาย
ความท้าทายของการประท้วงยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม สื่อสังคมออนไลน์ก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่ทำให้การประท้วงประสบความสำเร็จเสมอไป ผศ.จันจิรา อธิบายว่า การเคลื่อนไหวแบบไร้ผู้นำอาจทำให้กลุ่มเหล่านี้ “เสี่ยงต่อการถูกแทรกซึม ใช้ความรุนแรง หรือเบี่ยงเบนวาระ” นอกจากนี้ รัฐบาลเผด็จการก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ พวกเขาพัฒนาระบบเฝ้าระวังด้วย AI เพิ่มการเซ็นเซอร์ และออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพมากขึ้น
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า ประสิทธิภาพของการเคลื่อนไหวแบบไม่ใช้ความรุนแรงลดลงในช่วงปี 2010-2019 เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 1980-1990 การประท้วงอาจลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง หรือผู้นำเผด็จการกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เพราะการปฏิรูปไม่สามารถรื้อโครงสร้างอำนาจที่หยั่งรากลึกได้
เฟลด์สตีนกล่าวว่า “สื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เพราะคุณต้องพึ่งพาอัลกอริทึม กระแสความโกรธ และแฮชแท็ก” การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากการที่ผู้คนสามารถเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวออนไลน์ที่กระจัดกระจาย ไปสู่ขบวนการที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว และมีสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกออฟไลน์ควบคู่ไปกับออนไลน์
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญคือการสร้าง “ยุทธศาสตร์แบบผสมผสาน” ที่ผสานระหว่างการเคลื่อนไหวทางออนไลน์ กับรูปแบบการประท้วงแบบดั้งเดิม เช่น การนัดหยุดงานและการชุมนุมบนท้องถนน รวมถึงการสร้างพันธมิตรในวงกว้าง เพื่อเสริมพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม พรรคการเมือง สถาบันต่างๆ และขบวนการออนไลน์
สรุปแล้ว การประท้วงผ่านโซเชียลมีเดียมีพลังอย่างมากในการจุดประกายและขยายผล แต่การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องอาศัยมากกว่านั้น ต้องมีการวางแผนระยะยาว การสร้างความร่วมมือ และการลงมือทำทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ครับ