สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน กระทบอุตสาหกรรมการบินแค่ไหน ผู้โดยสารต้องรับมืออย่างไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่กำลังทำให้สายการบินทั่วโลกปั่นป่วน นั่นคือ สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน กระทบอุตสาหกรรมการบินแค่ไหน ผู้โดยสารต้องรับมืออย่างไร สถานการณ์ในตะวันออกกลางระลอกใหม่นี้เริ่มเดือดตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนนำไปสู่การสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จากนั้นอิหร่านก็โต้กลับฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอาหรับ อิสราเอล และบางครั้งยังกระทบพื้นที่พลเรือนด้วย สงครามดำเนินมาเกือบสัปดาห์แล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบ ทำให้อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบหนักหน่วงเลยครับ

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน กระทบอุตสาหกรรมการบินแค่ไหน ผู้โดยสารต้องรับมืออย่างไร

จากข้อมูลของ Cirium บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการบิน ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. – 4 มี.ค. มีเที่ยวบินในภูมิภาคตะวันออกกลางกว่า 20,000 เที่ยวถูกยกเลิก! เท่ากับที่นั่งผู้โดยสารหายไป 4.4 ล้านที่นั่งเลยทีเดียว เฉพาะวัน 4 มี.ค. มีเที่ยวบินกำหนด 3,656 เที่ยว แต่ยกเลิกไป 1,730 เที่ยว หรือ 47.3% ณ เวลา 17:30 น. ตามเวลาดูไบ นี่มันวุ่นวายขนาดไหนล่ะครับ? ถ้าคุณกำลังวางแผนบินผ่านฮับอย่างดูไบ กาตาร์ หรืออาบูดาบี ก็ต้องเตรียมใจแล้วล่ะ

ผมไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาให้ฟังนะครับ เริ่มจากไบรอัน เทอร์รี กรรมการผู้จัดการ Alton Aviation Consultancy จากนิวยอร์ก เขาบอกว่าราคาตั๋วเครื่องบินจะพุ่งก่อนเลยในเส้นทางตะวันออกกลาง เพราะน่านฟ้าปิด ตารางบิน乱 ผู้โดยสารค้างกันเยอะ ส่งผลให้ supply น้อย demand สูง ส่วนเส้นทางอื่นๆ จะกระทบจากต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้นครับ

ราคาตั๋วขึ้นเท่าไหร่ และนานแค่ไหน?

ริโก ลูมัน นักเศรษฐศาสตร์จาก ING Think เผยว่าราคาตั๋วจะขึ้นอย่างน้อย 5% จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งจาก 62 ดอลลาร์ต้นปี มาอยู่ที่ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือขึ้น 35-40%! ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดนาน อาจแตะ 100 ดอลลาร์ได้ ส่งผลลูกโซ่ไปทั่ว แต่ถ้าคลี่คลายใน 2 สัปดาห์ ราคาอาจทรงตัวแล้วค่อยลด เพราะโลกมีน้ำมันสำรองเยอะ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตั๋วแพงขึ้นมี 4 อย่างหลักๆ จากมุมเทอร์รี:

  • น่านฟ้าปิดและตารางบินไม่แน่นอน
  • ต้นทุนเชื้อเพลิง Aviation Fuel พุ่ง
  • ค่าเบี้ยประกันภัยบินสูงขึ้น
  • ความต้องการที่นั่งขาดแคลนในเส้นทางฮับ

สายการบินยุโรปอย่าง Air France-KLM เฮดจ์น้ำมัน 62% Lufthansa 80% แต่เอเชียและสหรัฐฯ ทำน้อยกว่า ดังนั้นราคาอาจปรับช้าๆ แต่แน่นอนว่าตั๋วที่จองแล้วไม่ขึ้นย้อนหลังนะครับ ตามกฎหมาย

ใครกระทบหนักสุด? ผู้โดยสารเอเชียอย่างเราต้องรู้!

ชั้นประหยัดกระทบหนักสุดเชิงสัดส่วน เพราะต้นทุนขึ้นเท่ากันแต่ % สูงกว่า เส้นทางไกลอย่างยุโรป-ออสเตรเลียโดนเต็มๆ เพราะพึ่งฮับตะวันออกกลางอย่างเอมิเรตส์ เอทิฮัด ที่ขนสินค้าโลก 10% ชาวยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมไทยเรา) โดนหนัก สหรัฐฯ สบายกว่าเพราะบินแปซิฟิกได้ นอกจากนี้ น่านฟ้ารัสเซียปิด 3 ปีแล้ว ตอนนี้ตะวันออกกลางวุ่น บางเที่ยวต้องอ้อมแอฟริกา เพิ่มเวลา ค่าเชื้อเพลิง ลูกเรือแพงขึ้นหมด

ประกันการเดินทางอาจแพงและเงื่อนไขเข้ม แต่ลูมันบอกว่าสำคัญกว่าคือเที่ยวบินบินได้มั้ย ค่าขนส่งสินค้าก็ขึ้นตาม เพราะตะวันออกกลางเป็นฮับสินค้าใหญ่

ผู้โดยสารต้องรับมืออย่างไร?

ถ้าไฟลต์ยกเลิกจากสงคราม ไม่ได้เงินคืนนะครับ เพราะเป็น force majeure แต่ขอเปลี่ยนไฟลทดแทนได้ รอสายการบินจัดการเลย เทอร์รีเตือนว่าราคาอาจขึ้นถาวรจาก lag effect ในพลังงานและประกัน สายการบินจะผลักต้นทุนมาผู้โดยสารในเส้นทาง热门

เคล็ดลับจากผมและผู้เชี่ยวชาญ: ถ้าวางแผนเดินทาง 6 เดือนข้างหน้า จองเลยครับ! ตอนนี้ราคายังไม่ปรับตามต้นทุนเต็มที่ โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง แต่ระยะสั้นๆ งดก่อน ดีที่สุด ตรวจสอบตารางบิน real-time ผ่าน Flightradar24 และซื้อประกันที่ครอบคลุม disruption ด้วยนะ

สรุปแล้ว สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน กระทบอุตสาหกรรมการบินแค่ไหน ผู้โดยสารต้องรับมืออย่างไร ? มันกระทบหนักทั้งเที่ยวบิน ราคา และตาราง แต่ถ้าวางแผนดี เรารับมือได้! เทรนด์ที่ผมมองคือ สายการบินจะเร่งพัฒนาเส้นทางอ้อมใหม่ๆ และเทคโนโลยี AI ช่วย reroute ผู้โดยสาร รีบเช็คตั๋ว จองล่วงหน้า แล้วเที่ยวให้สนุกครับ 🚀

ที่มา – สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน กระทบอุตสาหกรรมการบินแค่ไหน ผู้โดยสารต้องรับมืออย่างไร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *