‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb): ต้นเหตุจริงของน้ำท่วมหาดใหญ่ใช่หรือไม่?
เพื่อนๆ เคยได้ยินคำว่า ‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) กันไหมครับ? ช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจจะสงสัยว่า ปรากฏการณ์นี้คือตัวการสำคัญที่ทำให้น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่หรือเปล่า? วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้กันแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หาดใหญ่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ จากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง กรมชลประทานระบุว่า ปริมาณน้ำฝนครั้งนี้หนักที่สุดในรอบ 300 ปีเลยทีเดียว โดยวัดปริมาณน้ำฝนสะสมในอำเภอหาดใหญ่ได้สูงถึง 630 มิลลิเมตร ภายใน 3 วัน! แน่นอนว่าอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตของพี่น้องชาวใต้หลายจังหวัดอย่างมาก

หลายสื่อใช้คำว่า ‘Rain Bomb’ หรือ ‘ระเบิดฝน’ เพื่ออธิบายลักษณะของฝนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งนี้ ถึงแม้ว่า ‘ระเบิดฝน’ จะไม่ใช่คำที่ใช้ในวงการอุตุนิยมวิทยาอย่างเป็นทางการ แต่ก็ทำให้เราเห็นภาพความรุนแรงของฝนได้ชัดเจน แล้ว ‘ระเบิดฝน’ คืออะไรกันแน่? เกิดจากอะไร? และมันเป็นสาเหตุหลักของน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้จริงหรือ?
‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) คืออะไรกันแน่?
ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า ‘Rain Bomb’ หรือ ‘ระเบิดฝน’ เป็นคำที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ฝนตกหนักมากๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ (100-200 มิลลิเมตร หรือมากกว่านั้น) โดยมีปัจจัยธรรมชาติ 3 อย่างที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ลานีญา ร่องมรสุม และภาวะโลกร้อน

ภาพอธิบายปรากฏการณ์ เอลนีโญ และลานีญา
ภาพ: กรมชลประทาน
ลานีญา คือปรากฏการณ์ที่ลมจากด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกพัดไปยังด้านตะวันตก ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และมีฝนตกหนักกว่าปกติ
ร่องมรสุม คือแนวความกดอากาศต่ำพาดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกหนักบริเวณนั้นๆ ซึ่งปกติจะมีการเลื่อนขึ้นลงตามแนวการโคจรของดวงอาทิตย์ แต่ครั้งนี้ร่องมรสุมกลับพาดผ่านภาคใต้ตอนล่างนานผิดปกติ

ภาพปรากฏการณ์ Microburst ที่เกิดจากกระแสลมพุ่งลงอย่างรวดเร็ว
ภาพ: huw-ogilvie
แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ภาวะโลกร้อน ที่ทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้น น้ำทะเลระเหยมากขึ้น เมฆมีความชื้นสูงมากขึ้น และอากาศกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น เมื่อเกิดฝนตก จึงเกิด ‘ระเบิดฝน’ คล้ายกับฟ้ารั่วที่ปล่อยน้ำปริมาณมหาศาลลงมาในเวลาสั้นๆ
‘ระเบิดฝน’ เป็นปัญหาในวงการอุตุนิยมวิทยา เพราะสังเกตได้ยาก เมฆที่ก่อตัวเป็น ‘ระเบิดฝน’ มีลักษณะไม่ต่างจากเมฆฝนทั่วไป ทำให้เฝ้าระวังยาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการบินที่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัย
สาเหตุหลักของน้ำท่วมภาคใต้: ‘ฝนแช่’ ไม่ใช่ ‘ระเบิดฝน’
อย่างที่กล่าวไป ‘ระเบิดฝน’ คือฝนตกหนักมากในเวลาสั้นๆ อาจมีลมพัดน้ำฝนกระแทกพื้นรุนแรง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันจากการระบายน้ำไม่ทัน แต่นิยามของ ‘เวลาสั้นๆ’ อาจแตกต่างกันไป
ลักษณะฝนที่ตกในภาคใต้จนเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2568 คือฝนตกทุกวัน:
- 19 พฤศจิกายน: 155 มม.
- 20 พฤศจิกายน: 146.8 มม.
- 21 พฤศจิกายน: 370.2 มม.
- 22 พฤศจิกายน: 139.6 มม.
- 23 พฤศจิกายน: 143.8 มม.
- 24 พฤศจิกายน: 262 มม.
ตั้งแต่วันที่ 17-24 พฤศจิกายน กรมอุตุนิยมวิทยา วัดปริมาณน้ำฝนที่หาดใหญ่ได้ 1,120.6 มม.! ปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกลงมาตลอดหลายวัน ทำให้คำว่า ‘ระเบิดฝน’ ที่เน้นฝนตกหนักในเวลาสั้นๆ ดูจะไม่ตรงกับสถานการณ์จริง
คำที่อธิบายปรากฏการณ์ฝนตกหนักในภาคใต้ครั้งนี้ได้ตรงกว่าคือ ‘Stationary Heavy Rain’ หรือ ‘ฝนแช่’ ที่เกิดจากร่องมรสุมที่หยุดนิ่ง ทำให้เมฆฝนก่อตัวและตกลงมาซ้ำๆ ในพื้นที่เดิม ต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำฝนสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนระบบระบายน้ำรับไม่ไหว
แน่นอนว่า ‘ฝนแช่’ ก็เป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับ ‘ระเบิดฝน’ อุณหภูมิที่สูงขึ้นทั่วโลก ทำให้น้ำทะเลในอ่าวไทยสูงขึ้น การระเหยของน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น น้ำทะเลที่ระเหยขึ้นมานี้จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงเติมความชื้นให้เมฆฝนอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ฝนแช่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน

พยากรณ์อากาศหลังจากนี้
กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศล่วงหน้าระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2568 ว่าภาคใต้จะมีฝนลดลง เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลอันดามันตอนล่างเคลื่อนไปปกคลุมบริเวณเกาะสุมาตราและอ่าวเบงกอลตอนล่างแทน แต่อาจยังมีฝนตกหนักในบางพื้นที่
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า ประชาชนในภาคใต้ตอนล่างยังต้องระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม อาจมีน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมฉับพลัน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
สภาพอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกรวน ทำให้น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐทบทวนมาตรการรับมือภัยธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ภาคใต้ เพราะทั้ง ‘ระเบิดฝน’ และ ‘ฝนแช่’ อาจเกิดขึ้นได้ทั่วประเทศ
หากใครที่อยู่ในจังหวัดสงขลา และต้องการความช่วยเหลือจากเหตุน้ำท่วม สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์และสายด่วนตามภาพได้

ภาพปก: REUTERS / Roylee Suriyaworakul
อ้างอิง:
- https://www.dcce.go.th/7450/
- https://www.bbc.com/thai/articles/cp81r165ypmo
- https://www.facebook.com/thon.thamrongnawasawat/posts/%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-rain-bomb-%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-rain-bomb-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7/
- https://www.tmd.go.th/forecast/sevenday
- https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/222444
- https://www.thaipbs.or.th/now/content/3330
- https://www.springnews.co.th/news/infographic/860847
จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตามข่าวสารและอัปเดตข้อมูลสภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถวางแผนและป้องกันตัวเองจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ทันท่วงที
ที่มา – ‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วมหาดใหญ่จริงหรือไม่?