ทำไมการตรวจน้ำตาลแบบไม่เจาะเลือดจึงเป็นจอกศักดิ์สิทธิ์ของอุปกรณ์สวมใส่
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเมื่อปี 2014 ที่ Google ประกาศพัฒนาคอนแทคเลนส์อัจฉริยะเพื่อวัดระดับน้ำตาลในน้ำตา ซึ่งตอนนั้นถือเป็นก้าวสำคัญของวงการเทคโนโลยีสุขภาพ แต่แล้วความฝันนั้นก็ต้องหยุดชะงักลงด้วยข้อจำกัดทางชีวภาพ การพัฒนา การตรวจน้ำตาลแบบไม่เจาะเลือด จึงกลายเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในวงการไบโอเมดิคัลจนถึงทุกวันนี้
ความท้าทายระดับโลกกับการพัฒนาการตรวจน้ำตาลแบบไม่เจาะเลือด
ปัญหาหลักคือร่างกายมนุษย์มีความซับซ้อนมาก ในขณะที่การตรวจด้วยการเจาะนิ้วเป็นมาตรฐานที่แม่นยำเพราะอาศัยปฏิกิริยาเคมีกับเอนไซม์โดยตรง แต่การตรวจที่ไม่สัมผัสของเหลวในร่างกายกลับเจอปัญหาเรื่อง “สัญญาณรบกวน” (Signal to Noise) เพราะระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณน้อยมากและมักถูกกลบด้วยสัญญาณจากโมเลกุลอื่น ๆ รวมถึงน้ำและเนื้อเยื่อที่ขวางอยู่
Raman Spectroscopy: กุญแจสำคัญสู่การตรวจน้ำตาลแบบไม่เจาะเลือด
นักวิจัยได้หันมาใช้เทคโนโลยี Raman spectroscopy ซึ่งเป็นการฉายเลเซอร์เข้าไปที่ผิวหนังเพื่อตรวจจับความสั่นสะเทือนของโมเลกุลน้ำตาลโดยเฉพาะ เทคโนโลยีนี้สามารถระบุค่าความเข้มข้นของน้ำตาลได้แม่นยำในห้องแล็บ ทว่าอุปสรรคใหญ่คือขนาดของอุปกรณ์
- เลเซอร์ต้องมีความเข้มสูง
- ต้องอาศัยตัวกรองสัญญาณที่ซับซ้อน
- ขนาดของอุปกรณ์ทดลองในปัจจุบันยังใหญ่เท่ากล่องรองเท้า
ล่าสุดทีมวิจัยจาก MIT ร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพอย่าง Apollon กำลังพยายามย่อส่วนเทคโนโลยีนี้ให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้จริง โดยคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการรับรองจาก FDA และออกสู่ตลาดได้ในช่วงปี 2029-2030
หากเราทำสำเร็จ นี่จะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกสำหรับผู้ป่วยเบาหวานหลายร้อยล้านคนทั่วโลก เพราะไม่ต้องทนเจ็บจากการเจาะนิ้วซ้ำ ๆ อีกต่อไป แม้การเดินทางนี้จะยังอีกยาวไกล แต่ความก้าวหน้าทางฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า เรากำลังเข้าใกล้ความสำเร็จมากกว่าครั้งไหน ๆ ในประวัติศาสตร์
บทเรียนจาก Google และความพยายามของทัพนักวิจัยในปัจจุบันสอนให้เรารู้ว่า ในโลกของอุปกรณ์สวมใส่ความแม่นยำคือสิ่งสำคัญที่สุด เราคงต้องรอลุ้นกันว่าเมื่อถึงเวลานั้น นาฬิกาอัจฉริยะบนข้อมือของเราจะสามารถทำหน้าที่เป็นห้องแล็บเคลื่อนที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่
ที่มา – Why Noninvasive Blood Glucose Monitoring Is Still the Holy Grail of Wearables
