กองทัพพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมกระสุน RPG จำนวนมาก บริเวณภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเคยเป็นที่มั่นของทหารกัมพูชา
กองทัพพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมกระสุน RPG จำนวนมาก
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเผยข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขตความมั่นคงของไทย โดย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 หน่วยทหารช่างได้มีการตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนหลายลูก รวมถึงอาวุธสงครามอื่นๆ จำนวนมากที่บริเวณภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่ทหารกัมพูชาใช้เป็นฐานที่มั่น
ซึ่งจากการตรวจสอบในเบื้องต้น ทีมระเบิดได้พบทุ่นระเบิดสังหารประเภท PMN-2 จำนวน 18 ลูก โดย 16 ลูกยังอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมระเบิด เนื่องจากยังถูกบรรจุอยู่ในกระสอบ ในขณะที่อีก 2 ลูกนั้นถูกวางไว้โดยไม่มีการฝังกลบ และอยู่ในสภาพพร้อมระเบิดทันที ซึ่งทางหน่วยได้ทำการเก็บกู้และนำอาวุธทั้งหมดออกจากพื้นที่เรียบร้อยแล้ว
บริเวณภูมะเขือ เสี่ยงภัยซ่อนเร้นเชิงความมั่นคง
ภูมะเขือถือเป็นพื้นที่ที่เคยมีความตึงเครียดทางทหารในอดีต โดยเฉพาะระหว่างไทยกับกัมพูชา ดังนั้นการพบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมกระสุน RPG จำนวนมาก จึงสร้างความน่ากังวลอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงการวางกำลังหรือการทิ้งไว้ของอาวุธสงคราม ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง และเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์แบบสันติระหว่างสองประเทศ
ทุ่นระเบิด PMN-2 คืออะไร?
สำหรับทุ่นระเบิด PMN-2 นั้น เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบหนาแน่นที่ติดตั้งเทคโนโลยีจากระดับทหาร เน้นการทำลายศัตรูเมื่อถูกเหยียบหรือเข้าใกล้จากคู่สงคราม ซึ่งเป็นระเบิดที่ยังพบได้ในหลายพื้นที่ที่เคยมีการทับซ้อนกันทางพรมแดนและเคยเป็นฐานที่มั่นของทหารกัมพูชา
ระเบิดเป็นปัญหาที่ทั้งเร่งด่วนและรุนแรง
- การกำจัดทุ่นระเบิดกลายเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของกองทัพไทย
- ทุ่นระเบิดที่ยังหลงเหลือสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน
- การพบอาวุธ RPG นั้นบ่งชี้ถึงการเตรียมความพร้อมของทหารฝ่ายตรงข้าม
โฆษกของกองทัพบกยังได้เน้นย้ำว่าค่อนข้างสำคัญที่จะต้องติดตามแนวโน้มการใช้อาวุธหรือความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เพียงตอกย้ำถึงความยั่วยุ แต่ยังเป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินมาตรการหยุดยิงและการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการทางสันติ ทั้งนี้แหล่งข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งแสดงถึงเจตนาที่ไม่สมส่วนระหว่างสองฝ่าย
ดังนั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในพื้นที่เหล่านี้ ไม่ว่าจะในฐานะสาธารณะชน หรือสื่อที่ติดตามความเคลื่อนไหวใกล้ชิด เพราะรู้เท่าทันภัยใกล้ตัวคือหัวใจสำคัญของการรักษาความมั่นคง