มหากาพย์เรือดำน้ำสู่การอนุมัติใช้เครื่องยนต์จีน คำถามความปลอดภัย กับบทเรียนความผิดพลาดของกองทัพเรือ
มหากาพย์เรือดำน้ำสู่การอนุมัติใช้เครื่องยนต์จีน
หลังจากที่มหากาพย์เรือดำน้ำจีนไม่มีเครื่องยนต์ดำเนินมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปจากคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้อนุมัติปรับปรุงสัญญากองทัพเรือ โดยยอมรับให้ใช้เครื่องยนต์ CHD620 จากจีนที่ยังไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน ในส่วนนี้จึงมีคำถามสำคัญในแง่ความปลอดภัยและการบริหารโครงการเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก
เครื่องยนต์ CHD620 ที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเต็มรูปแบบ
เครื่องยนต์ CHD620 เป็นเครื่องยนต์ที่จีนพัฒนามาระยะหนึ่ง และตามรายงานทางวิศวกรรมถือว่าผ่านเงื่อนไขมาตรฐาน แต่ข้อกังวลที่ยังคาใจอยู่คือ ความน่าเชื่อถือในระยะยาวและการใช้งานจริงซึ่งยังไม่มีข้อมูลจากการทดลองใช้ ณ ตอนนี้มีเพียงปากีสถานเท่านั้นที่เริ่มใช้งานเรือดำน้ำ S26T กับเครื่องยนต์รุ่นดังกล่าวได้ไม่นาน
นั่นหมายความว่า กองทัพเรือไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่นำเครื่องยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้มาใช้งานจริง ซึ่งเสี่ยงต่อปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบและกลไกภายใน จึงจำเป็นอย่างมากที่ไทยจะต้องร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าสังเกตสัญญาณผิดปกติและมีแผนจัดการในกรณีเกิดความล้มเหลวใดๆ
ข้อมูลลับของเรือดำน้ำ S26T
อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องพิจารณาคือความเป็นความลับของโครงสร้างและอุปกรณ์ในเรือดำน้ำ S26T เรือดำน้ำมักถูกออกแบบเฉพาะตัวเพื่อให้ตรงกับความต้องการของกองทัพแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม จากรายงานระบุว่าช่วงที่การแก้ไขสัญญาไม่ชัดเจน อู่ต่อเรือจีนได้เสนอขายเรือดำน้ำลำเดียวกับหลายประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อการรั่วไหลของข้อมูลทางเทคนิค ทำให้ระบบที่ควรจะเป็นข้อมูลลับนั้นหมดความเป็นเอกลักษณ์และปลอดภัยในทางยุทธศาสตร์
ดังนั้น กองทัพเรือไทยคงจำเป็นต้องทบทวนการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ หรือแปลงโฉมบางส่วนเพื่อกู้คืนความน่าเชื่อถือของโครงการ ถึงแม้ว่าจะกระทบงบประมาณก้อนใหม่ในระยะยาวก็ตาม
บทเรียนจากความผิดพลาดในการบริหารโครงการ
เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความล่าช้าในมหากาพย์เรือดำน้ำเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงบริหารที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในโครงการจัดซื้อของกองทัพเรือไทย ทั้งเหตุการณ์ร้องเรียนจากผู้รับจ้าง และการได้รับของที่ไม่ตรงกับสเป็กที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว
เช่นเดียวกับกรณีนี้ มีคำถามว่า กองทัพเรือไทยได้ขอเอกสาร Export License จากจีนก่อนการเซ็นสัญญาหรือไม่ เมื่อเทียบข้อมูล ตั้งแต่ปี 2000 อียูและเยอรมนีไม่อนุญาตให้ส่งออกเครื่องยนต์เรือดำน้ำให้จีน ซึ่งข้ออ้างของกองทัพเรือว่า EU คว่ำบาตรหลังลงนามในสัญญาจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากคว่ำบาตรจริงตั้งแต่ปี 1989 รวมถึงอัปเดตในปี 2018 ดังนั้นจึงเป็นที่น่ากังวลว่า คณะกรรมการโครงการอาจมีข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์และวางแผนไว้ดังกล่าว
ความสมบูรณ์ของสัญญาและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต
การบริหารจัดการสัญญาเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งในโครงการระดับยุทธศาสตร์ เช่น เรือดำน้ำ S26T ที่ใช้งบกว่าหลายพันล้านบาท และล้วนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของกองทัพเรือและความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบจัดซื้อจัดจ้างทางทหาร
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการพิจารณาอย่างจริงจัง ก็คงจะมีโอกาสที่โครงการอื่นๆ จะเกิดปัญหาแบบเดิมซ้ำอีก เช่น ในโครงการเรือฟริเกตที่จะมีมูลค่าถึง 17,500 ล้านบาทในปีหน้า ซึ่งการลงทุนที่สูงขนาดนี้ กองทัพเรือจึงต้องชี้ชัดว่าพร้อมปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างจริงใจและโปร่งใส ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ
บทสรุปและการเตรียมตัวสำหรับกองทัพเรือไทย
แม้จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของมหากาพย์เรือดำน้ำได้ในครั้งนี้ แต่ไทยจะต้องสร้างความมั่นใจว่า แผนสำหรับการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มีความชัดเจนกับประชาชน และไม่ทำให้เกิดความสูญเสียทางภาพลักษณ์และความไว้วางใจในระบบกองทัพหรือระบบราชการ
การทบทวนกระบวนบริหารจัดการสัญญา รวมถึงการปรับกระบวนการทำงานในอนาคตจึงเป็นโจทย์สำคัญที่กองทัพเรือควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ประชาชนการันตีได้ว่าเงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่า และซื้อทรัพยากรทางทหารที่เหมาะกับยุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศของไทยจริงๆ
ภาพ: Coupé / X
ที่มา – มหากาพย์เรือดำน้ำสู่การอนุมัติใช้เครื่องยนต์จีน คำถามความปลอดภัย กับบทเรียนความผิดพลาดของกองทัพเรือ
