ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ – เงินช่วยเหลือล่าช้า ประชาชนชายแดนเดือดร้อน

ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ช่วยเหลือไม่ทันการณ์

เหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อมาเกือบ 1 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งมีประชาชนหลายแสนคนต้องหนีออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย และย้ายไปอยู่ในศูนย์อพยพชั่วคราวหลายร้อยแห่ง

แม้ความเดือดร้อนจะลุกลามทุกชั่วโมง แต่ความช่วยเหลือจากรัฐกลับมาช้ากว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุหลักนั้นไม่ใช่เพราะขาดงบประมาณ แต่เป็นเพราะข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าพื้นที่นั้นคือ ‘เขตภัยพิบัติ’ หรือ ‘เขตสงคราม’ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ‘ไม่กล้า’ ใช้เงินกลางหรือวงเงินรองรับฉุกเฉิน กลัวจะทำผิดระเบียบจนถูกลงโทษ

งบประมาณมี แต่ใช้ไม่ทันเวลา

ธนา กิจไพบูลย์ชัย ส.ส. ศรีสะเกษ เขต 3 จากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า แม้ในพื้นที่จะมีการจัดตั้งศูนย์อพยพมาตั้งแต่วันแรก แต่การช่วยเหลือกลับต้องพึ่งพิง “เงินบริจาค” ของประชาชน ไม่ใช่เงินภาครัฐ เพราะยังไม่มีการประกาศใช้งบช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

แม้ระเบียบกรมบัญชีกลางจะอนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติวงเงินทดรองได้สูงสุด 100 ล้านบาทต่อจังหวัด และให้เบิกย้อนหลังได้ แต่ข้าราชการยังลังเล เพราะกลัวจะถูกตรวจสอบภายหลัง หากไม่มีหนังสือสั่งการจากส่วนกลางชัดเจน โดยเฉพาะจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

  • จังหวัดศรีสะเกษมีเพียงอำเภอเดียวที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ
  • แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ใช้งบช่วยเหลือได้ หากเกิดภัยสงคราม แต่ยังขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
  • ชาวบ้านเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วหลายหมื่น-แสนบาท ทั้งอาหาร น้ำดื่ม ผ้าห่ม ยารักษาโรค แต่ยังไม่รู้ว่าจะเบิกคืนได้เมื่อไร

ประชาชนเป็นแรงผลักดันสำคัญ

ตวงทิพย์ จินตะเวช ส.ส. อุบลราชธานี เขต 11 ก็เล่าถึงความเดือดร้อนในพื้นที่เช่นกัน โดยขณะนี้อุบลราชธานีมีศูนย์อพยพอย่างเป็นทางการ 67 แห่ง และมีผู้ลี้ภัยกว่า 20,000 คน แต่ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพา “น้ำใจของประชาชน” และ “ข้าวของบริจาค”

แม้มีอุปกรณ์และงบประมาณในระบบ แต่ขั้นตอนราชการยังช้า หน่วยงานต่างๆ ขาดความเชื่อมโยง และไม่มีคำสั่งชัดเจนจากส่วนกลางให้ “ลุยเลย” ส่งผลให้มือหน้าที่ท้องถิ่นต้องแบกรับภาระหนัก ต้องจัดการเองทั้งหมด

ธนา ได้เสนอแนวทางที่ควรทำทันที คือ “รัฐบาลควรโอนเงินตรงให้ อปท. โดยไม่ต้องผ่านอำเภอ” และให้ สตง. ตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งจะช่วยให้เงินถึงมือเร็วที่สุด เพราะ อปท. มีเจ้าหน้าที่ที่สามารถเบิกจ่ายได้อยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามคาใจของชาวบ้าน เช่น ค่าใช้จ่ายเยียวยาครอบครัวละ 3,000 บาท จะพอใช้หรือไม่ ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นเดือน? แล้วสัตว์เลี้ยงที่สูญหายหนีตายไปกับเจ้าของล่ะ? มีการชดเชยไหม? เจ้าหน้าที่ทหารและอปท. ที่ทำงานหนักในพื้นที่ ได้รับความคุ้มครองหรือยัง?

ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ ไม่ใช่ข้ออ้าง เมื่อชีวิตคนเดือดร้อน รัฐบาลต้อง “ปลดล็อกด่วน” ไม่ใช่รอบทสรุปหรือรายงานจากเจ้าหน้าที่ แล้วค่อยตัดสินใจ ทุกวินาทีที่เสียไป คือคนที่กำลังหิว เหนื่อย และกลัวอยู่ในศูนย์อพยพ

เราโชคดีที่คนไทยยังมีน้ำใจ แต่เรื่องแบบนี้ไม่ควรพึ่ง “บุญคุณ” หรือ “จิตอาสา” เพียงอย่างเดียว รัฐต้องเข้ามากำหนดกรอบ คลายข้อจำกัด และปลดล็อกงบประมาณให้ตรงจุด ทันท่วงที

เมื่องบประมาณมีอยู่ 800,000 ล้านบาทในเงินกลาง 90,000 ล้านบาทในงบฉุกเฉิน ทำไมยังต้องให้ประชาชนบริจาค? ความจริงแล้ว ชาวบ้านไม่ต้องการช่วยด้วยตัวเองอีกต่อไป พวกเขายอมรับภาระมานานเกินไปแล้ว

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้อง “แสดงบทบาท” อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ “แสดงความเสียใจ”

Call to Action: คุณก็สามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้ เช่นการแชร์ข่าวนี้ หรือร่วมกันกดดันให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือ และแก้ไขข้อจำกัดด้านงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม อย่าให้ ‘ระเบียบ’ กลายเป็นกำแพงระหว่างรัฐกับประชาชนอีกต่อไป

ที่มา – ข้าราชการติดอุปสรรค ‘ระเบียบงบฯ’ เกือบ 1 สัปดาห์ เงินยังไม่ถึงมือประชาชนชายแดน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *