ไทย-กัมพูชา ตั้งวอร์รูมร่วม ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ!
ข่าวใหญ่มาแล้ว! ใครที่เคยโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมากวนใจ เตรียมเฮได้เลย เพราะล่าสุดประเทศไทยและกัมพูชาจับมือกันตั้งวอร์รูมร่วม ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ให้สิ้นซาก หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะไปถก GBC (คณะกรรมาธิการชายแดนร่วม) มา หวังจะจัดการปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่กำลังระบาดหนักในยุคนี้
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า นี่คือความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะทำให้การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่มาของการจับมือ ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม (GBC) ไทย–กัมพูชา ที่ผ่านมา ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำทีมไทยไปเจรจา โดยมี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วม งานนี้ฝ่ายไทยยื่นข้อเสนอสำคัญในการปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชาอย่างจริงจัง
ไทย-กัมพูชา ตั้งวอร์รูมร่วม ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ผลการหารือเป็นที่น่าพอใจ เพราะทางการกัมพูชาตอบรับข้อเสนอของเรา และตกลงที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย–กัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และปฏิบัติการร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสกัดกั้นพวกอาชญากรไซเบอร์เหล่านี้ เรียกได้ว่าเป็นการผนึกกำลังครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเยอะ
สถานการณ์ชายแดน และการรับมือผู้หลบหนีจาก KK Park
นอกจากเรื่องความร่วมมือกับกัมพูชาแล้ว พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน หลังจากที่ทางการเมียนมาดำเนินการปราบปราม KK Park ซึ่งเป็นแหล่งกบดานสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ทำให้มีบางส่วนพยายามหลบหนีเข้ามายังฝั่งไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่คัดแยกผู้หลบหนีอย่างละเอียด เพื่อดูว่าใครเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ หรือใครเป็นผู้ร่วมขบวนการ
มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าในพื้นที่ โดยบูรณาการกำลังจากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) และตำรวจไซเบอร์ ร่วมลงพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด งานนี้ใครคิดจะหนีเข้าไทยมาแบบง่ายๆ บอกเลยว่ายาก!
“จากข้อมูลเบื้องต้น ยังไม่พบคนไทยหลบหนีจาก KK Park กลับมาในรอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมากที่สุด รองลงมาคือชาวอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นแรงงานสแกมเมอร์ที่หลอกลวงเหยื่อสัญชาติเดียวกันในระบบข้ามชาติ” โฆษก ศปอส.ตร. กล่าว
สแกมเมอร์เกาหลีใต้ ย้ายฐานมาไทย?
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ขบวนการสแกมเมอร์ชาวเกาหลีใต้บางกลุ่มได้ย้ายฐานปฏิบัติการเข้ามาในประเทศไทย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วนแล้ว พร้อมชี้แจงว่าการตั้งฐานถาวรในไทยเป็นไปได้ยาก เพราะตำรวจไทยมีมาตรการเข้มงวด และสามารถตรวจจับได้ง่ายกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน งานนี้ใครคิดจะมาหากินบนแผ่นดินไทย บอกเลยว่าคิดผิด!
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า ไทยมีความจริงจังในการสืบสวนและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาโดยตลอด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าตำรวจไทยไม่ปล่อยปละละเลย และจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดทุกกลุ่ม เรียกได้ว่างานนี้เอาจริงเอาจัง ใครที่เคยโดนหลอก หรือกำลังคิดที่จะทำ บอกเลยว่าเลิกคิด! การที่ ไทย-กัมพูชา ตั้งวอร์รูมร่วม ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์กำลังจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
อนาคตของความร่วมมือ และความปลอดภัยทางไซเบอร์
ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ในภูมิภาคอีกด้วย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และการปฏิบัติการร่วมกัน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้มากขึ้น และสามารถป้องกันภัยได้ทันท่วงที
จับตาดูอนาคต: ไทย-กัมพูชา ตั้งวอร์รูมร่วม ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปก็คือ การขยายผลความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง และป้องกันไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ย้ายฐานไปหากินในประเทศอื่นได้อีก
สำหรับพวกเราในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ก็ต้องไม่ประมาท และระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนที่ไม่รู้จัก และถ้าเจออะไรที่น่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพราะการร่วมมือกันของทุกฝ่าย จะเป็นพลังสำคัญในการกำจัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดไปจากสังคมของเรา
ที่มา – ตั้งวอร์รูมร่วม ‘ไทย-กัมพูชา’ จับมือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ หลัง รมว.กลาโหม นำคณะถก GBC