โจมตีคลังน้ำมันอิหร่าน ปล่อยก๊าซพิษพุ่งเท่าภูเขาไฟระเบิด
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อมีการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อคลังน้ำมันของประเทศอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลจนน่าตกใจ นักวิจัยจากสหประชาชาติเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ฝนสีดำ” เพราะการโจมตีคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันในกรุงเตหะราน ทำให้เกิดกลุ่มควันพิษและละอองน้ำมันกระจายตัวปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า
โจมตีคลังน้ำมันอิหร่าน ปล่อยก๊าซพิษพุ่งเท่าภูเขาไฟระเบิด
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนกว่า 10 ล้านคนในกรุงเตหะราน จากการศึกษาล่าสุดโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนและยุโรป พบว่าเหตุการณ์ โจมตีคลังน้ำมันอิหร่าน ปล่อยก๊าซพิษพุ่งเท่าภูเขาไฟระเบิด ในแง่ของปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ
ผลกระทบที่เทียบเท่าภูเขาไฟ Kīlauea
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ดาวเทียมระบุว่า การโจมตีคลังน้ำมันดังกล่าวได้ปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากถึง 29,800 ตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบเท่ากับการระเบิดของภูเขาไฟ Kīlauea ในฮาวายในช่วงเวลาหลายวัน ถือเป็นภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง:
- มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอาการระคายเคืองตา ผิวหนัง และปัญหาทางเดินหายใจ
- กลุ่มควันพิษลอยไปไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร กระจายไปยังพื้นที่ตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออก
- ความเข้มข้นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศพุ่งสูงขึ้นกว่า 2.5 เท่าจากระดับปกติ
การวิเคราะห์ด้วยดาวเทียม FengYun-3 และ Sentinel-5P ช่วยให้เราเห็นว่า เมื่อมีการ โจมตีคลังน้ำมันอิหร่าน ปล่อยก๊าซพิษพุ่งเท่าภูเขาไฟระเบิด สิ่งที่ตามมาคือมลพิษทางอากาศที่ยากจะควบคุม ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นสารเคมีอันตรายที่เป็นต้นเหตุหลักของฝนกรด ซึ่งส่งผลทำลายระบบนิเวศรวมถึงป่าไม้และแหล่งน้ำในระยะยาว
นักวิจัยหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนและเป็นหลักฐานสำคัญในการนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ตรวจวัดมลพิษในสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในเขตสงครามหรือพื้นที่ที่มีการนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและวางแผนรับมือกับวิกฤตสุขภาพได้อย่างถูกต้อง
ในมุมมองของเรา นี่คือบทพิสูจน์ว่าภัยจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่การรบ แต่ผลกระทบจากสารพิษนั้นไร้พรมแดน การให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมลพิษระดับนานาชาติจึงสำคัญพอๆ กับการเจรจาสันติภาพ สิ่งแวดล้อมที่เสียหายไปอาจต้องใช้เวลานานนับปีในการฟื้นฟู และนี่คือราคาที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเป็นฝ่ายแบกรับ
ที่มา – Airstrikes on Iran’s Oil Facilities Spewed as Much Toxic Sulfur as an Erupting Volcano
