แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว รับพิษเศรษฐกิจโลกชะลอ
แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว
แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว ตามที่คาดการณ์จาก SCB EIC ซึ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมยางพาราของไทยในปีหน้าอาจเผชิญกับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาส่งออกที่คาดว่าจะลดลง รวมถึงปัจจัยภายในด้านผลผลิตและต้นทุนการผลิต ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมดูไม่สดใสเท่าที่ควร
เศรษฐกิจโลกชะลอ กระทบความต้องการยางพารา
แม้มูลค่าการส่งออกยางพาราของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 จะเพิ่มขึ้นถึง 22.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่แนวโน้มของทั้งปีกลับไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ โดย SCB EIC คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกยางพาราทั้งปี 2025 จะหดตัวลง 3.8% อยู่ที่ประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์
สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ เช่น มาตรการภาษีตอบโต้ของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ส่งผลให้ความต้องการยางพาราในตลาดสากลลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มลดลงก็ส่งผลโดยตรงต่อยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ใช้ยาง ทำให้ราคายางธรรมชาติถูกกดดันตามไปด้วย
ผลผลิตฟื้นตัว ราคายางพาราปรับตัวลง
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ปริมาณผลผลิตยางพาราทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาภัยแล้งและโรคระบาดในต้นยาง โดยเฉพาะโรคใบร่วงยางพารา ที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้การผลิตในหลายประเทศเพิ่มขึ้น และภาวะขาดแคลนในตลาดโลกค่อยๆ ลดลง
ข้อมูลเบื้องต้นจาก การยางแห่งประเทศไทย ชี้ว่า ราคาส่งออกในเดือนมิถุนายน 2025 ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยยางแท่งลดลง 11.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่น้ำยางข้นลดถึง 23% และยางแผ่นรมควันลด 7.8%
ผู้ผลิตรายเล็กเสี่ยงถูกเบียดออกจากตลาด
แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จ่อหดตัว ยังส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าผู้เล่นรายใหญ่ อุตสาหกรรมนี้มีลักษณะประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีข้อได้เปรียบชัดเจน และสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้ต่อเนื่อง
ปัจจุบัน สัดส่วนตลาดการส่งออกยางพาราของไทยถูกครองโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียง 4 ราย คิดเป็นประมาณ 70% ของตลาด ผู้ที่จะอยู่รอดและเติบโตได้คือผู้ที่บริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคา ต้นทุน และความต้องการตลาดได้ดี รวมถึงสามารถปรับตัวตามข้อกำหนดสากลอย่าง EUDR (กฎระเบียบยางปลอด deforestation ของสหภาพยุโรป)
ข้อได้เปรียบของไทยคือ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ผู้นำเข้าจากยุโรปเลือกซื้อยางจากไทยมากขึ้น เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบแหล่งที่มา
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศสุดขั้ว โรคระบาดใหม่ และความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจพลิกผันตลาดได้ตลอดเวลา
สรุป: ถึงแม้แนวโน้มยางพาราไทยปี 2025 จะหดตัว แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ ใส่ใจความยั่งยืน และบริหารจัดการได้ดี คว้าโอกาสจากตลาดโลกที่ต้องการยางพาราคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากใครเตรียมตัวล่วงหน้าได้ดี ก็อาจกลายเป็นผู้ชนะในเกมนี้
