ซีอีโอ LINE MAN Wongnai มองสงครามกระทบ Food Delivery ในไทยแน่ๆ แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเทคและสายกินเดลิเวอรี่ทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองหน่อยนะครับ เรื่องที่กำลังมาแรงในวงการ Food Delivery ของไทย นั่นคือมุมมองจาก ซีอีโอ LINE MAN Wongnai มองสงครามกระทบ Food Delivery ในไทยแน่ๆ แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ LINE MAN Wongnai ได้ออกมาแชร์ความเห็นผ่านการสัมภาษณ์สุดเข้มข้นใน Bloomberg TV เลยทีเดียว สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อแบบนี้ ไม่ใช่แค่ข่าวไกลตัว แต่กำลังจะส่งผลกระทบมาถึงกระเป๋าตังค์และจานอาหารของเราชาวไทยแน่นอน

ซีอีโอ LINE MAN Wongnai มองสงครามกระทบ Food Delivery ในไทยแน่ๆ แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

มาดูกันครับว่าทำไม CEO ระดับนี้ถึงพูดแบบนี้ สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และกลุ่มฮูธีที่โจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง กำลังทำให้เส้นทางการขนส่งสินค้าน้ำมันและสินค้าอื่นๆ ชะงักงัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในไทยเราก็หนีไม่พ้น เพราะนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ค่าน้ำมันแพงขึ้น แน่นอนว่าราคาค่าจัดส่งอาหารก็ต้องปรับตาม

คุณยอดบอกชัดเจนเลยครับว่า ‘มีผลกระทบแน่นอน แต่เป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง’ เพราะ Food Delivery ในไทยอย่าง LINE MAN Wongnai, GrabFood, Foodpanda กำลังพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ที่ sensitive ต่อต้นทุนเชื้อเพลิงมาก ถ้าน้ำมันขึ้น 10% ค่า rider หรือพนักงานส่งอาหารก็เพิ่มขึ้นทันที ลูกค้าอย่างเราก็อาจจะคิดหนักก่อนกดสั่ง หรือหันไปกินที่ร้านแทน

ผลกระทบเชิงลึกต่อธุรกิจ Food Delivery ในไทย

จากประสบการณ์ในวงการเทคและธุรกิจที่ผมติดตามมานาน ลองนึกภาพดูครับ: ตอนนี้ตลาด Food Delivery ไทยโตวูบวาบหลังโควิด GMV (Gross Merchandise Value) พุ่ง แต่ margin ของแพลตฟอร์มและร้านค้ากลับบางเฉียบ การแข่งขันดุเดือด โปรโมชั่นเพียบ ถ้าสงครามทำให้ราคาน้ำมันทะยานจากลิตรละ 35 บาท เป็น 45 บาท ค่า delivery อาจขึ้นจาก 40 บาท เป็น 60 บาท ลูกค้าสั่งน้อยลง ร้านค้าปรับราคาอาหารสูงขึ้น สุดท้ายยอดขายหด

  • ต้นทุนเชื้อเพลิง rider: Rider มอเตอร์ไซค์หลายแสนคนในไทย ใช้น้ำมันเกือบหมด ถ้าขึ้นราคา รายได้สุทธิลด ต้องขึ้นค่าบริการ
  • ห่วงโซ่อุปทาน: วัตถุดิบนำเข้าอย่างเนื้อวัว ชีส ผลไม้ต่างประเทศ ราคาขึ้นเพราะค่าขนส่งทะเลแพง
  • พฤติกรรมผู้บริโภค: ชาวไทย sensitive ต่อราคา ถ้าอาหารเดลิเวอรี่แพง อาจหันไปตลาดสดหรือกินบ้าน
  • การแข่งขัน: แพลตฟอร์มต้อง补贴มากขึ้นเพื่อดึงลูกค้า สุดท้ายขาดทุนหนัก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ผันผวนจากสถานการณ์โลก ทำให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นอีก ผมเคยเห็นในช่วงโควิดที่ supply chain ชะงัก ตลาดเดลิเวอรี่โต 300% แต่พอต้นทุนพุ่ง หายวับไปเลย

LINE MAN Wongnai จะรับมือยังไง?

คุณยอดไม่ได้พูดแค่ว่ากระทบ แต่ยังแง้มกลยุทธ์ด้วยครับ LINE MAN Wongnai ที่ผนึกกำลังระหว่าง LINE และ Wongnai กำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี เช่น AI optimize เส้นทางส่งอาหาร ลดระยะทาง ลดน้ำมัน หรือโปรโมทรถ EV สำหรับ rider ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ในอนาคต ถ้าทำได้ก่อนคู่แข่ง ก็รอดแน่นอน

จากข้อมูลตลาด ปี 2023 Food Delivery ไทยมีมูลค่า 1 แสนล้านบาท โต 15% แต่ถ้าสงครามยืดเยื้อ ปี 2024 อาจโตแค่ 5-10% หรือติดลบเลยก็ได้ ต้องจับตาดูครับ

ในฐานะคนที่ตามข่าวเทคมานาน ผมมองว่าสถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ธุรกิจไทย adapt เร็วขึ้น เช่น พัฒนา dark kitchen ใกล้ลูกค้ามากขึ้น หรือ integrate กับ super app อย่าง LINE ที่มี user base ล้านๆ ลองคิดดู ถ้า LINE MAN ใช้ AI predict demand ล่วงหน้า ได้ลด waste ลดต้นทุนได้เยอะ

สุดท้ายครับ เพื่อนๆ ลองเช็คบิลเดลิเวอรี่ตัวเองดู ถ้าขึ้นราคาเมื่อไหร่ ก็รู้แล้วว่า ‘ช้า’ มาแล้ว! ติดตามข่าวอัพเดทจากผมต่อนะครับ และถ้าคุณเป็น rider หรือเจ้าของร้าน ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลย สนุกแน่!

ที่มา – ซีอีโอ LINE MAN Wongnai มองสงครามกระทบ Food Delivery ในไทยแน่ๆ แต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *