ผู้เขียน: lalika69_admin

กทม. จัดระเบียบผู้ค้าบางรัก 3 จุดยุทธศาสตร์ เน้นสะอาด-ปลอดภัย-ไม่กีดขวาง คืนทางเท้าให้คนเดิน

เมื่อวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา ร.พ.จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าในการจัดระเบียบพื้นที่ทำการค้าในเขตบางรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ค้ารวมตัวกันอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะใน 3 จุดหลัก ได้แก่ ซอยศาลาแดง 1, พื้นที่เชื่อมต่อซอยสีลม 9 ถึงซอยสาทร 12 และซอยสีลม 20

กทม. จัดระเบียบผู้ค้าบางรัก 3 จุดยุทธศาสตร์ เน้นสะอาด-ปลอดภัย-ไม่กีดขวาง คืนทางเท้าให้คนเดิน

ที่จุดแรกของการตรวจเยี่ยมในซอยศาลาแดง 1 ซึ่งเชื่อมต่อกับถนนพระรามที่ 4 มีผู้ค้าจำนวน 20 ราย พบว่าทางเท้ายังคงเป็นปัญหาหลักของพื้นที่ เนื่องจากมีขนาดคับแคบ ดังนั้น รองผู้ว่าราชการจึงสั่งการให้เขตบางรักให้ความร่วมมือผู้ค้าปรับขนาดแผงให้เล็กลง และอยู่ในขอบเขตที่กำหนดเท่านั้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เดินทางผ่านสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังกำชับให้ทำความสะอาดและจัดเก็บอุปกรณ์หลังเลิกขายทุกครั้ง

จุดที่สองอยู่ในโซนซอยสีลม 9 ถึงซอยสาทร 12 ซึ่งมีผู้ค้า 38 ราย แม้ว่าบริเวณนี้จะมีทางเท้าที่กว้างขวาง แต่ก็ยังมีโต๊ะเก้าอี้วางไว้ในพื้นที่การใช้สอยร่วมกัน ดังนั้นแนวคิดของ กทม. คือให้ผู้ค้าเว้นระยะแผงค้า และเน้นเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ ไม่ให้ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้สัญจร

กทม. ลงนามแล้ว “นำทางเท้ากลับคืนประชาชน”

จุดที่มีความท้าทายมากที่สุดคือบริเวณซอยสีลม 20 ที่มีผู้ค้ารวมจำนวน 94 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารพร้อมสินค้าเบ็ดเตล็ด สิ่งที่ได้รับการเน้นย้ำอย่างมากคือการห้ามวางสินค้าในพื้นที่ผิวจราจร และห้ามใช้พื้นที่บริเวณหน้าอาคารเกินขอบเขต ไม่เพียงเพื่อความปลอดภัย แต่ยังเพื่อให้ชาวเมืองได้ใช้ทางเท้าอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีอุปสรรคใดๆ คั่นกลางทางอีกต่อไป

เพื่อให้การจัดระเบียบเป็นระบบมากขึ้น สำนักงานเขตบางรักได้เริ่มจัดทำผังวางแผงค้าอย่างชัดเจนในแต่ละจุด และมีการประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าผู้ค้ารายใดไม่ร่วมมือกับนโยบาย หรือสร้างความไม่สะดวกต่อผู้ใช้ทางเท้า กทม. มีสิทธิ์ยกเลิกจุดทำการค้าหรือสิทธิ์ของผู้ค้ารายนั้นได้ทันที

ปัจจุบันในเขตบางรักรวมมี 31 จุดทำการค้า โดยมีผู้ค้าในระบบรวมทั้งสิ้น 762 ราย เป็นสะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของ กทม. ที่ต้องการบริหารพื้นที่เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างรายได้ของผู้ค้ากับการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดระเบียบผู้ค้าบางรัก ที่เน้นเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการไม่บุกรุกทางเท้า ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่น่าชม ช่วยเปลี่ยนพื้นที่เมืองให้กลับมาน่าใช้ชีวิตอีกครั้ง ถ้าคุณเป็นประชาชนที่ใช้ชีวิตในเอเชียใต้ ไม่ควรพลาดที่จะติดตามผลของนโยบายดีๆ แบบนี้ เพราะอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิถีใหม่ในการใช้พื้นที่สาธารณะในเมืองใหญ่

ที่มา – กทม. จัดระเบียบผู้ค้าบางรัก 3 จุดยุทธศาสตร์ เน้นสะอาด-ปลอดภัย-ไม่กีดขวาง คืนทางเท้าให้คนเดิน

สีหศักดิ์ประชุมภาคเอกชน วางกรอบขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่ท้าทาย

เมื่อวานนี้ (16 มกราคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการแถลงข่าวผลสรุปจากการหารือกับภาคเอกชนไทย เพื่อวางกรอบแนวทางสำหรับการขับเคลื่อน การทูตเศรษฐกิจ อย่างมีประสิทธิภาพ ในบริบทของโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายมากมาย

สีหศักดิ์ประชุมภาคเอกชน วางกรอบขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่ท้าทาย

รัฐมนตรีได้เปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้าน การทูตเศรษฐกิจ ผ่านกรอบการทำงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ และการเพิ่มความร่วมมือในเวทีโลกบนพื้นฐานของกฎกติกา

ในการประชุมครั้งนี้ รัฐมนตรียังได้เชิญตัวแทนจากภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้ามาร่วมหารืออย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางที่ตอบโจทย์ตลาดโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างแท้จริง

แบ่งตลาดเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ชี้จุดเด่นและโอกาสที่แท้จริง

ในการหารืออย่างเป็นระบบ รัฐมนตรีได้แบ่งตลาดเป้าหมายออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ ตลาดหลัก ตลาดที่มีศักยภาพ และตลาดที่ยังต้องพัฒนาความสัมพันธ์

  • ตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งยังคงมีบทบาทสำคัญในวงการค้าโลก และไทยต้องเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง
  • ตลาดที่มีศักยภาพ อย่างตะวันออกกลาง (GCC) และเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน ที่มีโอกาสในการลงทุนและความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้น
  • ตลาดที่ต้องพัฒนา เช่น แอฟริกา และลาตินอเมริกา เป็นตลาดใหม่ที่ไทยควรเข้าถึงอย่างเป็นระบบ

รัฐมนตรีสีหศักดิ์กล่าวว่า ข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับจากการประชุมกับภาคเอกชนถือเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่แผนการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจและกระทรวงอื่นๆ รวมถึงภาคเอกชน

หน้าที่สำคัญ 5 ข้อของกระทรวงการต่างประเทศ

แนวทางในการขับเคลื่อน การทูตเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืนนี้ประกอบด้วย 5 ภารกิจหลัก ได้แก่

  • กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ตอบรับบริบทโลก
  • ใช้องคาพยพของการทูตไทยเพื่อผลักดันเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
  • รักษาและขยายตลาดเดิมเพื่อเพิ่มโอกาสในการค้า
  • ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนในระดับโลก
  • สานพลัง Team Thailand ระหว่างภาครัฐและเอกชน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การระดมสมอง แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้น (kick-off) อย่างเป็นทางการของการขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนในรอบใหม่ ที่เน้นความร่วมมือและกลยุทธ์ระยะยาว

ยุคของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระดับโลกต้องการการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ มองไกล และร่วมมือทุกภาคส่วน การเริ่มต้นจากจุดนี้ อาจเป็นพลังสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยสู่เส้นทางแห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจใหม่

อย่าลืมติดตามข่าวเศรษฐกิจและการเมืองที่ The Standard เพื่อเข้าใจโลกในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – สีหศักดิ์ประชุมภาคเอกชน วางกรอบขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่ท้าทาย

อิตาเลียนไทย แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญญา 2 โครงการยังไม่จบ หลังนายกฯ สั่งยกเลิกโครงการเหตุเครนถล่ม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ อิตาเลียนไทย หรือ ITD หนึ่งในบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ของไทย ได้ออกมาชี้แจงต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของโครงการ 2 แห่งที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุเครนก่อสร้างถล่ม ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชน ภายหลังที่มีข่าวว่านายกฯ สั่งยกเลิกสัญญาโครงการทั้งสอง

อิตาเลียนไทย แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญญา 2 โครงการยังไม่จบ หลังนายกฯ สั่งยกเลิกโครงการเหตุเครนถล่ม

จากข้อมูลที่เผยแพร่ อิตาเลียนไทย ได้ระบุชัดเจนว่า สัญญาทั้งสองโครงการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เครนถล่มที่กระทบต่อรถไฟฟ้าและถนนพระราม 2 นั้นยังถือว่า ยังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย บริษัทยังคงดำเนินการตามข้อตกลงที่มีอยู่ และจะรายงานความคืบหน้าให้ตลาดหลักทรัพย์ทราบอย่างต่อเนื่อง

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า ท่ามกลางกระแสข่าวลือและความกังวลของสาธารณชน อิตาเลียนไทย ยืนยันว่า สัญญาทั้ง 2 โครงการ ยังมีผลใช้บังคับจนกว่าจะมีการตัดสินอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ

ทั้งนี้ อิตาเลียนไทย ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอบคุณต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากเหตุการณ์เครนถล่มเมื่อเร็ว ๆ นี้

  • ให้การชดเชยและเยียวยาอย่างครบถ้วน
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินความเสียหาย
  • เร่งดำเนินการให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

จากคำแถลง สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบของบริษัท อิตาเลียนไทย ที่ไม่เพียงแต่เป็นนักพัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่ แต่ยังเป็นองค์กรที่ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หลายฝ่ายมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญว่าบริษัทจะสามารถรับมือกับวิกฤตและรักษาความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้มากเพียงใด โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมีสติและใส่ใจต่อจริยธรรมขององค์กร ดังนั้นคำพูดและการกระทำในครั้งนี้ อาจมีผลต่อมุมมองของนักลงทุนและลูกค้าในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการรักษาความโปร่งใส และการดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลผู้ประสบภัยในระยะยาว หรือการทบทวนแนวทางความปลอดภัยในการก่อสร้างในอนาคต

เหตุการณ์ครั้งนี้เตือนให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทว่าจ้างหรือผู้ควบคุมงาน ต้องมีความเข้มงวดและใส่ใจต่อรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ การวางแผน หรือการตรวจสอบความเสี่ยง เพราะความเข้มงวดเพียงเล็กน้อยในขั้นต้น อาจช่วยชีวิตได้มากมายในภายหลัง

การติดตามพัฒนาการจาก อิตาเลียนไทย และ การแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างต่อเนื่อง คงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงนี้

ที่มา – อิตาเลียนไทย แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ สัญญา 2 โครงการยังไม่จบ หลังนายกฯ สั่งยกเลิกโครงการเหตุเครนถล่ม

กสทช. ร่วมตำรวจไซเบอร์ทลายโกดังกล้องวงจรปิดเถื่อนย่านลาดพร้าว ยึดของกลางกว่าแสนชุด

เมื่อวานนี้ (16 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และหน่วยงานพันธมิตรอย่างกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้จัดการปฏิบัติการตรวจค้นดำเน็ดโทษที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ของประชาชนในพื้นที่ซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ

กสทช. ร่วมตำรวจไซเบอร์ทลายโกดังกล้องวงจรปิดเถื่อน

การจับกุมในครั้งนี้เริ่มต้นจากการเฝ้าระวังคลื่นความถี่ที่ทำงานผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบโกดังขนาดใหญ่ที่ใช้เก็บอุปกรณ์โทรคมนาคมและจัดส่งสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีผู้บริหารและเจ้าของเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการลักลอบนำเข้า กล้องวงจรปิดเถื่อน จำนวนมากเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่เปิดเผยคือ กล้องวงจรปิดที่ยึดได้มานั้นไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย ยังส่งผลให้คลื่นสัญญาณไร้สายในพื้นที่เกิดการรบกวน และที่น่ากังวลกว่านั้นคือความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เพราะอุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการรับรองอาจมีช่องโหว่ให้แฮกเกอร์เจาะระบบเข้าถึงข้อมูลภายในบ้านได้โดยง่าย

ยึดของกลางหลายแสนชุด รวมถึงซิมการ์ดต่างประเทศ

จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถยึดกล้องวงจรปิดเถื่อน จำนวนประมาณ 100,000 ชุด และพบซิมการ์ดจากต่างประเทศซึ่งใช้ในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ยากต่อการติดตามจำนวนกว่า 21,000 ซิม รวมมูลค่าของกลางทั้งหมดเกิน 100 ล้านบาท

  • พบกล้องวงจรปิดหลากหลายรุ่นที่มิได้รับการรับรองจาก กสทช.
  • จัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในราคาสูงกว่าตลาดเพียงเล็กน้อย
  • มียอดขายเฉลี่ยวันละ 4,000 เครื่อง

“ที่ผ่านมาเราได้ย้ำเตือนผู้บริโภคเสมอว่าการตัด corners ในเรื่องอุปกรณ์ความปลอดภัย Cyril คือการตัดเส้นชีวิตตัวเองในระยะยาว เพราะข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลนั้นอาจนำไปใช้ในทางมิชอบได้มากกว่าที่คิด” – ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวถึงเหตุการณ์

ปลอดภัยด้านเทคโนโลยี ต้องเริ่มจากการเลือกของ

จากกรณีนี้ สำนักงาน กสทช. ปลุกเชิงให้ความตระหนักแก่ผู้บริโภคว่าควรเลือกซื้อกล้องวงจรปิดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบเอกสารรับรองจาก กสทช. เช่น NBTC Class A หรือ B หลีกเลี่ยงการสั่งซื้อสินค้าราคาถูกผิดปกติจากเว็บไซต์ที่ไม่มีชื่อเสียง เพราะอาจเสี่ยงต่อการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ

นอกจากนี้ กสทช. ยังเตรียมขยายการร่วมมือกับกรมศุลกากรและแพลตฟอร์ม e-commerce เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเถื่อนเข้าสู่ระบบในอนาคต โดยเน้นการตรวจสอบสินค้าก่อนและหลังการนำเข้าอย่างเข้มงวด ร่วมกับการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ผู้บริโภคผ่านช่องทางต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม เราในฐานะผู้บริโภคควรถามตัวเองเสมอว่า จริง ๆ แล้ว “ความคุ้มค่า” มีแค่ไหนหากต้องแลกกับความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล และการเสถียรภาพของระบบเครือข่ายบ้านหรือสำนักงาน?

อย่าลืมตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถ้าหากใช้ กสทช. ร่วมตำรวจไซเบอร์ทลายโกดังกล้องวงจรปิดเถื่อน ล่าสุดเป็นบทเรียนแล้ว รีบเปลี่ยนหรือตรวจสอบมาตรฐานสินค้าทันทีเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนที่รัก

อัปเดตข่าวสารต่อเนื่องได้ที่ The Standard

ที่มา – กสทช. สนธิกำลังตำรวจไซเบอร์ ทลายโกดัง ‘กล้องวงจรปิดเถื่อน’ ย่านลาดพร้าว ยึดของกลาง 1 แสนชุด-ซิมต่างประเทศเพียบ

เยาวราชคึกคัก นักท่องเที่ยวแน่นรับต้นปี ไกด์เผยเทรนด์ฮิต ‘นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน’

ช่วงต้นปีนี้ เยาวราช เริ่มคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินสำรวจบรรยากาศบริเวณถนนเยาวราชช่วงค่ำคืน พบว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติแห่กันมาอย่างหนาแน่น ทั้งเพื่อรอคิวรับประทานอาหารในร้านดัง ๆ และชมบรรยากาศยามค่ำคืนของย่านเก่าแก่แห่งนี้ จนทำให้ทางเท้าแออัด และการจราจรชะลอตัวอย่างมาก

เยาวราชคึกคัก นักท่องเที่ยวแน่นรับต้นปี ไกด์เผยเทรนด์ฮิต ‘นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน’

สิ่งที่น่าสนใจคือ แทนที่นักท่องเที่ยวจะมาเยาวราชแค่เดินเล่นและกินของอร่อย ตอนนี้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน นั่นคือรูปแบบการเที่ยวสไตล์ “นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีมัคคุเทศก์เป็นผู้นำทาง ใช้รถตุ๊กตุ๊กพาทัวร์ไปชมทัศนียภาพรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ถนนเยาวราชเพื่อตามล่าชิมอาหารระดับมิชลิน

ทำไมนักท่องเที่ยวถึงหลงใหล ‘นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน’?

สำหรับคอเที่ยวที่ยังไม่รู้จักเทรนด์นี้ นี่คือการ นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน นั่นเอง ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการทัวร์ชิมอาหาร ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวัฒนธรรมการกินของคนไทยแบบลึกซึ้ง พร้อมทั้งได้แสวงหาอาหารที่ได้รับรางวัลจาก “คู่มือมิชลิน” อย่างแท้จริง โดยมีรถตุ๊กตุ๊กเป็นพาหนะหลัก ช่วยให้เข้าถึงร้านอาหารต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและน่าสนใจในตัวเมืองเก่า

  • เหมาะกับการท่องเที่ยวแบบครอบครัว
  • สนุกไปพร้อมประสบการณ์และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม
  • สะดวกสำหรับการเดินทางในพื้นที่จำกัดของเมืองเก่า

ข้อมูลจากมัคคุเทศก์รายหนึ่งบอกกับเราอีกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่มีสัญญาณบวกอย่างชัดเจน จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนิยมเลือกใช้บริการทัวร์แบบมีคุณค่า ไม่ใช่แค่เที่ยวเพื่อชมวิว แต่ต้องมีประวัติศาสตร์และประสบการณ์ผสมผสานเข้าด้วยกัน

ทำไมนักท่องเที่ยวควรลอง ‘นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน’ หนึ่งครั้ง?

ถ้าถามว่าทำไมนักท่องเที่ยวถึงติดเทรนด์นี้กันมากขนาดนี้ เพราะนอกจากจะได้ นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน เป็นกิจกรรมที่แปลกใหม่ แล้วแต่ละร้านอาหารที่เข้าไปชิมยังได้รับการรับรองด้านคุณภาพจากมิชลินอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นร้านเก่าแก่ที่มีมากกว่า 50 ปี หรือร้านแนวโมเดิร์นที่มีอาหารสไตล์ fusion แบบไทย ๆ ผสมผสานกับเทคนิคระดับโลก

โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เขากลับมองว่าการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่ได้รับรางวัลมิชลิน สะท้อนความหลากหลายของอาหารไทยได้ดี เพราะนักท่องเที่ยวสามารถพูดได้ว่าชิมอะไรกันบ้าง และไม่จำเป็นต้องหาเอง เพราะมีไกด์นำทางและเล่าเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในกรุงเทพฯ อย่ารอช้า! ลอง นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน สักครั้งแล้วจะเข้าใจว่า ทำไมเยาวราชถึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาเยือน

บอกเลยว่า ไม่ใช่อนาคตไกล แต่คือความเท่ห์ในวันนี้!

ที่มา – เยาวราชคึกคัก นักท่องเที่ยวแน่นรับต้นปี ไกด์เผยเทรนด์ฮิต ‘นั่งตุ๊กตุ๊ก-ตะลุยมิชลิน’

กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน พบ ‘จตุจักร-ลาดกระบัง’ ค่าฝุ่นสูงสุด เช้านี้ยังอยู่ในระดับสีส้มเริ่มกระทบสุขภาพ

ในยามเช้าของวันนี้ (17 มกราคม) สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ถือเป็นประเด็นที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากค่าฝุ่นในอากาศมีแนวโน้มสูงเกินมาตรฐาน กระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน พบ ‘จตุจักร-ลาดกระบัง’ ค่าฝุ่นสูงสุด เช้านี้ยังอยู่ในระดับสีส้มเริ่มกระทบสุขภาพ อย่างต่อเนื่อง

กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน พบ ‘จตุจักร-ลาดกระบัง’ ค่าฝุ่นสูงสุด เช้านี้ยังอยู่ในระดับสีส้มเริ่มกระทบสุขภาพ

ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานครรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศเมื่อเวลา 07.00 น. ของวันนี้ พบว่าค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าอยู่ในช่วง 27.3 ถึง 64.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งค่าเฉลี่ยทั่วทั้งเมืองอยู่ที่ 41.4 มคก./ลบ.ม. สูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. ส่งผลให้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่อยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” (สีส้ม)

พื้นที่ฝุ่นสูงสุดของ กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน พบ ‘จตุจักร-ลาดกระบัง’ ค่าฝุ่นสูงสุด เช้านี้ยังอยู่ในระดับสีส้มเริ่มกระทบสุขภาพ

การติดตามสถานการณ์รายพื้นที่พบว่า 12 เขตแรกที่มีค่าฝุ่นสะสมสูงสุดในพื้นที่ กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน พบ ‘จตุจักร-ลาดกระบัง’ ค่าฝุ่นสูงสุด เช้านี้ยังอยู่ในระดับสีส้มเริ่มกระทบสุขภาพ โดยมีอันดับต้น ๆ ได้แก่:

  • เขตจตุจักร ระดับ 64.0 มคก./ลบ.ม.
  • เขตลาดกระบัง ระดับ 61.9 มคก./ลบ.ม.
  • เขตบึงกุ่ม ระดับ 53.0 มคก./ลบ.ม.

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ในเขตลาดพร้าว ปทุมวัน หลักสี่ คลองสามวา วังทองหลาง ประเวศ สาทร บางรัก และสายไหม ที่ยังคงมีค่าฝุ่นระดับสูงต่อเนื่องอีกด้วย

แนวโน้ม PM 2.5 ใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยง: เริ่มลดลงเล็กน้อย

แม้สถานการณ์ยังถือว่ารุนแรงในหลายพื้นที่ แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า แนวโน้มของฝุ่น PM 2.5 มีทิศทางที่เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่อประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ในระยะยาว

คำเตือน & คำแนะนำในพื้นที่ กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน พบ ‘จตุจักร-ลาดกระบัง’ ค่าฝุ่นสูงสุด เช้านี้ยังอยู่ในระดับสีส้มเริ่มกระทบสุขภาพ

เพื่อความปลอดภัยของทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพฯ แนะนำให้:

  • ใช้อุปกรณ์ป้องกันฝุ่น PM 2.5 เช่น หน้ากากอนามัย N95 ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
  • หลีกเลี่ยงการทำงานกลางแจ้งระยะยาวในพื้นที่ฝุ่นสูง
  • ผู้มีโรคทางเดินหายใจหรือหัวใจควรตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างเคร่งครัด

ความรู้เท่าทันปัญหาฝุ่น PM 2.5 จะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพได้เป็นอย่างดี หากคุณมีข้อมูลหรือประสบการณ์ด้านสุขภาพจากสถานการณ์เช่นนี้ อย่าลังเลที่จะแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้รับรู้เช่นกัน

ที่มา – กทม. เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พุ่งเกินมาตรฐาน พบ ‘จตุจักร-ลาดกระบัง’ ค่าฝุ่นสูงสุด เช้านี้ยังอยู่ในระดับสีส้มเริ่มกระทบสุขภาพ

คู่มือเตรียมดูอาเซียนพาราเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ อาเซียนพาราเกมส์ 2025 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคมนี้ โดยครั้งนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่ง THE STANDARD SPORT ได้เตรียมข้อมูลสำคัญสำหรับแฟนกีฬาทุกคนให้พร้อมรับชมและเชียร์ทัพนักกีฬาไทยแบบจัดหนักจัดเต็ม

อาเซียนพาราเกมส์ 2025 คืออะไร ?

อาเซียนพาราเกมส์ 2025 เป็นการชิงแชมป์กีฬาสำหรับนักกีฬาพิการในภูมิภาคอาเซียน โดยจัดขึ้นทุก 2 ปี เหมือนกับซีเกมส์ แต่เน้นกลุ่มนักกีฬาพิการที่มีฝีมือและศักยภาพในการแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยในครั้งนี้แข่งขันกีฬา 19 ชนิด ชิงเหรียญทองรวม 493 เหรียญ แบ่งเป็นการแข่งขันแบบมาตรฐานพาราลิมปิก 17 ชนิดกีฬา

กีฬาไหนบ้าง ?

รวม 19 ชนิดกีฬาที่แข่งขัน เช่น แบดมินตัน, กรีฑา, ว่ายน้ำ, การยกน้ำหนัก และวีลแชร์บาสเกตบอล นอกจากนี้ยังมีการจัดกีฬาสาธิต 2 ชนิด ได้แก่ ลอนโบวล์ส และวีลแชร์รักบี้ อยากให้เชียร์คนไหนก็ต้องเตรียมใจและตั้งตารอได้เลย

คู่มือเตรียมดูอาเซียนพาราเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งนี้จัดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นหลัก โดยใช้ 9 สนาม ที่สำคัญได้แก่ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และโรงแรมบลูโอ ริทึ่ม เอสพลานาด รัชดาภิเษก กรุงเทพ แล้วแต่ประเภทกีฬา

  • สนามเฉลิมพระเกียรติ จัดกีฬา 9 ประเภท เช่น แบดมินตัน, กรีฑา, ว่ายน้ำ, และอื่นๆ
  • เทอร์มินอล 21 โคราช จัดกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ และยูโดพารา

ดาวดังนักกีฬาไทยจากค่ายใหญ่

ทีมไทยในครั้งนี้โดนใจเหลือเกิน มีนักกีฬาชื่อดังมากมาย เช่น สายสุนีย์ จ๊ะนะ ราชินีวีลแชร์ฟันดาบที่มีแชมป์โลกแล้ว 6 สมัย พงศกร แปยอ เจ้าของ 6 เหรียญทองจากภูมิทั้งหมดในพาราลิมปิก และนักว่ายน้ำสาว อัญชญา เกตุแก้ว ที่เป็นเจ้าของ 7 เหรียญทองจากกัมพูชา

อยากไปเชียร์จะจองตั๋วได้ที่ไหน ?

แฟนกีฬาสามารถซื้อบัตรได้ 2 ช่องทางหลัก คือ เว็บไซต์ ASEANPARAGAMESTICKET.COM หรือ LINE Official: @paragames โดยขั้นตอนง่ายๆ เลือกกีฬา เลือกวัน เลือกที่นั่ง และรับ QR ได้ทันที

จะดูยังไง ? ช่องไหนบ้าง ?

ใครไม่ได้ไปเชียร์ที่สนามก็สามารถชมถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี ทางช่อง NBT, T Sports 7, และ PPTV 36 หรือติดตามผ่าน แอป TrueVisions Now

ทีมไทยจะวิ่งคว้าทองเท่าไหร่ ?

การกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 231 เหรียญทอง หากทำได้ตามเป้าจะกลับมาครองแชมป์เหรียญทองในรอบ 10 ปี และคว้าสถิติอันดับ 2 ของประเทศในประวัติศาสตร์อาเซียนพาราเกมส์

ต้องบอกว่า อาเซียนพาราเกมส์ 2025 ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแข่งกีฬา แต่ยังเป็นเวทีแห่งความภูมิใจ และแรงบันดาลใจของคนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นเหล่านักกีฬาผู้มีพลังใจฝ่าฟันอุปสรรคมาจนถึงจุดนี้

อย่าลืมมาเป็นกำลังใจให้พวกเขานะครับ เพราะทีมไทยรอทุกเสียงเชียร์ของคุณอยู่ตรงนั้น

ที่มา – Asean Para Games 2025 Guide : คู่มือเตรียมดูอาเซียนพาราเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

Centuria มังงะดาร์กแฟนตาซีที่ไม่ควรพลาด

หากมองหามังงะยอดนิยมบน Manga Plus ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องดังอย่าง One Piece, Chainsaw Man และ Jujutsu Kaisen Modulo หลายคนอาจคิดว่ามังงะเหล่านี้คือเหตุผลหลักที่ควรดาวน์โหลดแอปนี้ แต่จริงๆ แล้วมังงะที่ทำให้แอปนี้ขาดไม่ได้คือซีรีส์เกิดใหม่ เช่น MAD และ Centuria มังงะดาร์กแฟนตาซีที่ควรค่าแก่การติดตามอย่างยิ่ง

Centuria สร้างสรรค์โดย Tohru Kuramori ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการผสมผสานระหว่าง Vinland Saga ของ Makoto Yukimura และ Berserk ของ Kentaro Miura อย่างไรก็ตาม มังงะเรื่องนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตัวในปี 2024 และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะยกระดับดาร์กแฟนตาซีไปอีกขั้น หลังจากยุคที่ผลงานส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจาก Berserk

Centuria เล่าเรื่องราวของ Julian เด็กชายที่มีอดีตอันเจ็บปวด ซึ่งแอบขึ้นเรือที่เต็มไปด้วยทาสที่รอคอยอิสรภาพ ที่นั่น เขาได้ผูกมิตรกับเพื่อนทาส โดยเฉพาะ Mira หญิงตั้งครรภ์ที่จุดประกายความหวังในตัวเขาอีกครั้ง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เพื่อนทาสของเขาถูกสังหารโดยกัปตันเรือ และสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติก็ปรากฏตัวขึ้นจากทะเล ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนั้น สิ่งมีชีวิตได้ทำสัญญากับ Julian มอบพลังพิเศษให้เขาด้วยการรวมพลังของเพื่อนที่ถูกสังหารและชีวิตของพวกเขาเข้าด้วยกัน Julian กลายเป็นอมตะครึ่งๆ กลางๆ เมื่อเขาตาย เขาจะฟื้นคืนชีพ และจำนวนชีวิตที่เขามีอยู่ก็จะลดลง Julian รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อเพื่อนของเขา จึงใช้พลังที่ได้รับมาใหม่เพื่อปกป้องลูกสาวของ Mira และ Diana น้องสาวบุญธรรมของเขา จากกองกำลังทั้งมนุษย์และเหนือธรรมชาติที่ต้องการเธอในฐานะ “บุตรแห่งคำทำนาย”

การได้เห็นโลกของ Centuria ขยายออกไปในแต่ละสัปดาห์เป็นสิ่งที่น่าติดตาม แม้ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผล แต่ละตอนจบลงด้วยเรื่องราวที่น่าติดตาม อารมณ์ที่สะเทือนใจ ข้อมูลที่น่าตกใจ หรือการหักมุมที่ชาญฉลาด แทนที่จะนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่าง Julian และ Diana ในรูปแบบของหมาป่าเดียวดาย Centuria จงใจที่จะไม่ทำให้ฮีโร่ของเรื่องต้องโดดเดี่ยว แต่กลับให้เขาได้พบกับพันธมิตรใหม่ๆ ที่รวมตัวกันเป็นครอบครัวและต่อสู้เพื่อปกป้องเด็กแห่งคำทำนาย

นอกจากนี้ ซีรีส์นี้ยังโดดเด่นด้วยงานศิลปะพื้นหลังที่ละเอียดที่สุด Kuramori ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพทอในยุคกลางของอัศวินใน Bayeux Tapestry พื้นผิวดูเหมือนจะนูนขึ้นมาจากหน้ากระดาษ ราวกับสลักจากหิน ภาพสีสองหน้าสื่อถึงความยิ่งใหญ่ของ Dark Souls และ Elden Ring ที่แม้จะแสดงผลด้วยหมึกสีดำบนหน้ากระดาษสีขาวเหมือนมังงะทั่วไป ก็ยังคงน่าทึ่งและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน

อีกแง่มุมที่น่าสนใจของ Centuria คือซีรีส์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอดีตผู้ช่วยของ Tatsuki Fujimoto ผู้สร้าง Chainsaw Man ผู้ช่วยของ Fujimoto มักจะสร้างซีรีส์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองและมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรม Fujimoto ตั้งแต่กลายเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว นี่คือรายชื่อโดยย่อของผู้ช่วยของ Fujimoto และผลงานของพวกเขา:

Kuramori เองก็เคยเป็นผู้ช่วยของ Fujimoto และ Tatsu โดยทำงานร่วมกับ Fujimoto ในมังงะเรื่องสั้น Goodbye Eri และกับ Tatsu ใน Dandadan ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนใน Centuria ที่เต็มไปด้วยการออกแบบตัวละครที่น่าประทับใจ พลังที่ชาญฉลาด และแม้แต่ตัวร้ายที่น่าสนใจ

อีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจาก Fujimoto อย่างชัดเจนใน Centuria มังงะดาร์กแฟนตาซีที่ไม่ควรพลาด คือความชอบในการวาด “สาวน่ารัก” ซึ่งเห็นได้ชัดเจนในผลงานของ Kuramori อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับ Tatsu มากพอที่จะวาดภาพแฟนอาร์ตของอัศวินหญิงตัวใหญ่ของเขา

ケントゥリア面白い・・・!
アンヴァルを殺さないでください・・・! pic.twitter.com/IyJKDfZLit

— 龍幸伸 (@TatuYukinobu) August 19, 2024

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา โมเมนตัมของ Centuria มังงะดาร์กแฟนตาซีที่ไม่ควรพลาด ในฐานะซีรีส์มังงะที่ต้องอ่านไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง นอกจากนี้ยังได้รับการแนะนำจาก Shuhei Hosono บรรณาธิการบริหารของ Manga Plus อีกด้วย

Hosono กล่าวในวิดีโอ YouTube ว่า “มีทั้งเรื่องราวที่ซับซ้อนและการต่อสู้ด้วยพลังพิเศษ และฉันไม่สงสัยเลยว่ามันจะกลายเป็นผลงานชิ้นเอก ดังนั้นฉันหวังว่าจะมีผู้คนอ่านมันมากขึ้น”

ด้วยความสำเร็จที่ผู้ช่วยของ Fujimoto ได้รับในการนำซีรีส์ของตนเองมาสร้างเป็นอนิเมะ หวังว่าอีกไม่นานสตูดิโออนิเมะจะประกาศว่าพวกเขากำลังดัดแปลง เซนทูเรีย (Centuria) มังงะดาร์กแฟนตาซีที่ไม่ควรพลาด ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ดีที่จะลองอ่านและดูว่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร ถ้าคุณเป็นเเฟนมังงะเเนวดาร์กเเฟนตาซีอยู่เเล้วรับรองว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ผิดหวัง

ทำไมต้องอ่าน Centuria มังงะดาร์กแฟนตาซีที่ไม่ควรพลาด

สรุปจุดเด่นของ Centuria มังงะดาร์กแฟนตาซีที่ไม่ควรพลาด

  • เรื่องราวที่เข้มข้น ดาร์กเเฟนตาซี
  • ตัวละครดีไซน์สวย ออกเเบบพลังได้น่าสนใจ
  • ลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์

โดยรวมเเล้ว Centuria เป็นมังงะเเนวดาร์กเเฟนตาซีที่กำลังมาเเรงเเละสมควรได้รับการติดตามอย่างยิ่ง

ที่มา – ‘Centuria’ Is a Dark Fantasy Manga More People Should Be Obsessed With

ชมสด! อาร์ทิมิส 2 เตรียมนำส่งจรวดสู่แท่น

เจ้าหน้าที่ NASA ต่างตื่นเต้นกับการเตรียมการขั้นสุดท้ายสำหรับ อาร์ทิมิส 2 ภารกิจประวัติศาสตร์ที่จะส่งนักบินอวกาศ 4 คน โคจรรอบดวงจันทร์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และ NASA กำลังเตรียมนำส่งจรวดไปยังแท่นปล่อย

ทางหน่วยงาน ตั้งเป้า ไม่เร็วกว่า 7:00 น. ET ของวันเสาร์ที่ 17 มกราคม เพื่อเริ่มทำการเคลื่อนย้าย จรวด Space Launch System (SLS) และ ยานอวกาศ Orion จากอาคารประกอบยานพาหนะ (VAB) ไปยัง Launch Pad 39B ที่ Kennedy Space Center การเดินทางสี่ไมล์นี้คาดว่าจะใช้เวลาระหว่าง 8 ถึง 10 ชั่วโมง

“ประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังจากที่เราเริ่มเคลื่อนที่ครั้งแรก คุณจะเริ่มเห็นยานพาหนะที่สวยงามนี้ข้ามธรณีประตูของ VAB และออกมาข้างนอกเพื่อให้โลกได้ชม” Charlie Blackwell-Thompson ผู้อำนวยการปล่อยจรวดของโครงการ Exploration Ground Systems Program (EGS) ของ NASA กล่าวระหว่างการบรรยายสรุป

หน่วยงานจะเริ่มถ่ายทอดสดการนำส่งจรวดในเวลา 7:00 น. ET ตามด้วยกิจกรรมสำหรับสื่อมวลชนในเวลา 9:00 น. ET เมื่อ Jared Isaacman ผู้บริหารของ NASA และนักบินอวกาศของอาร์ทิมิส 2 จะตอบคำถามเกี่ยวกับการเตรียมภารกิจของพวกเขา ทั้งสองกิจกรรมจะถ่ายทอดสดผ่านทาง ช่อง YouTube ของ NASA

หลังจากที่ SLS ข้ามธรณีประตูของ VAB วิศวกรจะหยุดชั่วคราวเพื่อดึงแขนเข้าถึงของยานยนต์เคลื่อนที่ ซึ่งน่าจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ตามที่ Blackwell-Thompson กล่าว จากนั้นพวกเขาจะเริ่มเคลื่อนย้ายยานพาหนะไปยังแท่นปล่อยด้วยความเร็วต่ำกว่า 1 ไมล์ต่อชั่วโมง (1.6 กม./ชม.)

เมื่อจรวดได้รับการยึดอย่างแน่นหนาบนแท่น วิศวกรจะทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดิน ทำการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าการเชื่อมต่อเหล่านั้นทำงานอย่างถูกต้อง และเชื่อมโยงจรวดเข้ากับศูนย์ควบคุมการปล่อย ทีมงานจะเปิดเครื่องระบบบูรณาการทั้งหมดเป็นครั้งแรกเพื่อให้แน่ใจว่าฮาร์ดแวร์การบิน แท่นปล่อยเคลื่อนที่ และโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินพร้อมใช้งาน

ลูกเรืออาร์ทิมิส 2 ซึ่งประกอบด้วย Reid Wiseman, Victor Glover และ Christina Koch จาก NASA และ Jeremy Hansen นักบินอวกาศจาก Canadian Space Agency จะทำการเดินตรวจสอบขั้นสุดท้ายของระบบทางออกฉุกเฉินที่แท่น หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน NASA จะเตรียมพร้อมสำหรับการซ้อมใหญ่แบบเต็มรูปแบบในวันที่ 2 กุมภาพันธ์

ระหว่างการทดสอบขั้นสุดท้ายนี้ ทั้ง SLS และ Orion จะเปิดเครื่อง และทีมภาคพื้นดินจะบรรจุเชื้อเพลิงให้กับจรวด จากนั้นวิศวกรจะทำการนับถอยหลังปล่อยโดยไม่จุดระเบิดบูสเตอร์ของจรวด แต่จะซ้อมวิธีการระบายเชื้อเพลิงออกจาก SLS อย่างปลอดภัยแทน

กระบวนการนี้มีความซับซ้อน และปัญหาทางเทคนิคบางอย่างแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบัน NASA ตั้งเป้าวันที่ปล่อยจรวดเป็นวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แต่ด้วยหน้าต่างเวลาเพียงสี่วันระหว่างการซ้อมใหญ่แบบเต็มรูปแบบและวันที่ปล่อยจรวดที่เป็นไปได้เร็วที่สุดนั้น ดูเหมือนจะไม่น่าเป็นไปได้

“เราต้องผ่านการซ้อมใหญ่แบบเต็มรูปแบบก่อน” Blackwell-Thompson กล่าวเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่กระชั้นชิด “เราต้องดูว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากผลของมัน และนั่นจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางสู่การปล่อยจรวดของเราในท้ายที่สุด”

หากอาร์ทิมิส 2 ไม่พร้อมที่จะปล่อยตัวภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ จะมีโอกาสในการปล่อยตัวครั้งต่อไปในวันที่ 7, 8, 10 และ 11 กุมภาพันธ์ หลังจากนั้น โอกาสต่อไปคือวันที่ 6, 7, 8, 9 และ 11 มีนาคม ตามด้วยวันที่ 1, 3, 4, 5, 6 และ 30 เมษายน

หากภารกิจถูกเลื่อนออกไปไกลกว่านั้น ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปได้ Blackwell-Thompson กล่าวว่ามีโอกาสในการปล่อยจรวดเพิ่มเติม “ในเกือบทุกเดือน” หลังจากเดือนเมษายน

ระหว่างการบรรยายสรุป เธอและเพื่อนร่วมงานเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของ NASA คือความปลอดภัยของลูกเรือ และกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้เร่งรีบที่จะนำอาร์ทิมิส 2 ขึ้นจากพื้นดิน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันให้เปิดตัวภารกิจนี้อย่างรวดเร็ว

ในฐานะที่เป็นภารกิจที่มีลูกเรือเป็นครั้งแรกของโครงการสำรวจดวงจันทร์ของ NASA อาร์ทิมิส 2 จะเป็นก้าวสำคัญสู่การลงจอดบนดวงจันทร์ของอาร์ทิมิส 3 สหรัฐฯ กำลังแข่งกับจีน เพื่อให้บรรลุความสำเร็จนี้ และด้วยอาร์ทิมิส 2 ที่ ล่าช้าไปหลายปีแล้ว NASA จึงผลักดันอย่างเต็มกำลังไปสู่การเปิดตัวในปี 2026

แต่ภารกิจนี้เป็นมากกว่าแค่การทดสอบการบิน นักบินอวกาศของอาร์ทิมิส 2 จะเดินทางลึกเข้าไปในอวกาศมากกว่าที่เคยมีมาก่อน สังเกตส่วนต่างๆ ของดวงจันทร์ที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยเห็น และพิสูจน์ว่ามนุษยชาติพร้อมที่จะกลับสู่ห้วงอวกาศ คุณไม่อยากพลาดชมอย่างแน่นอน

ชมสด! อาร์ทิมิส 2 เตรียมนำส่งจรวดสู่แท่น

ทำไมต้องชมสด! อาร์ทิมิส 2 เตรียมนำส่งจรวดสู่แท่น

การชมถ่ายทอดสดการเคลื่อนย้ายจรวดอาร์ทิมิส 2 ไปยังแท่นปล่อย ถือเป็นโอกาสพิเศษที่คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการสำรวจอวกาศ การได้เห็นจรวด SLS และยานโอไรออน เคลื่อนที่อย่างสง่างามไปยังแท่นปล่อย จะเป็นภาพที่น่าประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง

  • ร่วมเป็นสักขีพยานในประวัติศาสตร์: อาร์ทิมิส 2 ถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะนำมนุษยชาติกลับสู่ดวงจันทร์อีกครั้ง การชมการเคลื่อนย้ายจรวด เป็นการร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • รับชมเบื้องหลังการเตรียมภารกิจ: การถ่ายทอดสดจะนำเสนอภาพเบื้องหลังการทำงานของทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับภารกิจ
  • สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน: การได้เห็นความยิ่งใหญ่ของโครงการอวกาศ จะจุดประกายความฝันและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน ให้หันมาสนใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์

ดังนั้น อย่าพลาดโอกาสที่จะชมสดการเคลื่อนย้าย อาร์ทิมิส 2 เตรียมนำส่งจรวดสู่แท่น ในวันที่ 17 มกราคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและช่องทางการรับชมได้จากเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของ NASA

การชมการถ่ายทอดสดครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับชม แต่เป็นการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะนำพาเราไปสู่อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น

ที่มา – Watch Live as NASA’s Artemis 2 Moon Rocket Rolls Out to the Launch Pad