ผู้เขียน: lalika69_admin

บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย ถูกโยงกระแสข่าวต่อต้านการตั้งฟาร์มหมูในอินโดนีเซีย บริษัทฯ ระบุถูกปลอมแปลงจดหมาย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับการวางแผนสร้าง ฟาร์มหมูในเมืองเจปารา ซึ่งอยู่ในจังหวัดชวากลางของอินโดนีเซีย ได้กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชน ทั้งจากกลุ่มองค์กรศาสนาและชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดชวากลาง (MUI) ได้ออกคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) ระบุว่า “การเลี้ยงหมูเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮาราม)” ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย ถูกโยงกระแสข่าวต่อต้านการตั้งฟาร์มหมูในอินโดนีเซีย บริษัทฯ ระบุถูกปลอมแปลงจดหมาย

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ข้อพิพาทนี้เกี่ยวข้องกับแผนการลงทุนของ บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย หรือ PT Charoen Pokphand Indonesia Tbk ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 10 ล้านล้านรูเปีย (ประมาณ 20 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่มีแผนที่จะตั้งฟาร์มหมูในเมืองเจปารา พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีปลอมแปลงจดหมายโดยใช้ชื่อของบริษัทเป็นชื่อส่งไปยังกลุ่มศาสนาในพื้นที่

ความขัดแย้งทางศาสนาและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ความตึงเครียดด้านศาสนาเริ่มเพิ่มขึ้นหลังจากที่มูลนิธิโรงเรียนประจำอัล ฮุสนา อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นหนึ่งในกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มแสดงความคัดค้าน โดยกล่าวถึงความเสี่ยงด้านสุขอนามัยที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งฟาร์มของบริษัทใหญ่ ความคัดค้านนี้ถูกผลักดันไปจนกระทั่งสภาอูลามาอฺแห่งจังหวัดได้ยอมรับคำร้องขอจากประชาชน และได้ออกฟัตวาอย่างเป็นทางการในการประกาศว่า “หมูเป็นสัตว์ต้องห้าม”

รัฐบาลเขตเจปารา อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงมองว่าการลงทุนด้านฟาร์มหมูเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งหากดำเนินการจริงจะสามารถสร้างรายได้ผ่านภาษีและโครงการความรับผิดชอบต่อชุมชน (CSR) อย่างไรก็ตาม ตามคำกล่าวของนายวิทิอาร์โซ อูโตโม ผู้ว่าราชการพื้นที่ ได้ยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการตั้งฟาร์มหากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้นำศาสนาในพื้นที่ก่อน

ความตระหนักจากชุมชนและชาวบ้าน

รูมาดี เลขานุการหมู่บ้านจูโก กล่าวว่า แม้ว่าจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจจากการสร้างฟาร์ม แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบทางสังคมโดยตรง เช่น การเพิ่มขึ้นของคนนอกในหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะกระทบต่อคุณค่าวัฒนธรรมของชุมชน

อีกด้านหนึ่ง อัคหมัด มุนโดฟฟาร์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนอัล ฮุสนา อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กล่าวว่า การมีอยู่ของฟาร์มหมูขนาดเล็กในอดีตนั้นไม่เคยเป็นปัญหา แต่ถ้าหากมีแผนจะขยายขนาดใหญ่ขึ้น จะสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้คนในพื้นที่อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ต่างตกลงว่า หากมีแรงสนับสนุนให้หยุดกิจกรรมเลี้ยงหมูในพื้นที่ องค์กรและกลุ่มต่าง ๆ จะต้องมีบทบาทร่วมในการบริหารจัดการ

ข้อมูลและสถิติจากพื้นที่

จากข้อมูลสำนักงานสถิติจังหวัดชวากลาง (BPS) ในปี 2024 เขตเจปารามีการผลิตเนื้อหมูมากถึง 1,956 กิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีการผลิตเพียง 1,870 กิโลกรัม แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในจังหวัด เช่น เปอกาโลงัน ที่ผลิตได้ถึง 1.34 ล้านกิโลกรัม แต่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า ฟาร์มหมูเล็ก ๆ ในพื้นที่นั้นยังคงมีอยู่

บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ

แม้ว่า บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย จะออกมาชี้แจงความไม่เกี่ยวข้องกับแผนการสร้างฟาร์มหมูในพื้นที่อย่างชัดเจน แต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายก็ยังคงตื่นตัว เพราะตระหนักดีว่าเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและปัญหาสุขอนามัยต้องได้รับการเคารพ คำวินิจฉัยทางศาสนาของ MUI หากได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ ก็อาจกลายเป็นโมเดลใหม่ในสถานการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และศาสนา

หากคุณติดตามข่าวสารต่างประเทศและประเด็นด้านความเชื่อแล้วละก็ หัวข้อนี้เป็นเรื่องน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งความสามารถในการตัดสินใจของท้องถิ่นและความซับซ้อนของการผสมผสานความเชื่อกับการลงทุน

ที่มา – บริษัท ซีพี อินโดนีเซีย ถูกโยงกระแสข่าวต่อต้านการตั้งฟาร์มหมูในอินโดนีเซีย บริษัทฯ ระบุถูกปลอมแปลงจดหมาย

แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมประชุม RBC ปลายสิงหาฯ ถกปัญหาทุ่นระเบิด ย้ำปราสาทตาควายเป็นของไทย ยังไม่พร้อมเปิดด่านชายแดน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า เรื่องที่กัมพูชานำตาข่ายมากั้นโดรน เป็นยุทธวิธีทางทหารปกติที่ทั้งสองฝ่ายใช้เพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรน ซึ่งทางฝ่ายไทยก็มีการเตรียมการเช่นเดียวกัน

การรับบริจาคเพื่อความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่าในขณะนี้ไม่ได้โพสต์รับบริจาคแล้ว แต่หากประชาชนนำของมาบริจาค ก็ยินดีรับไว้ใช้ ลวดหนามหีบเพลงที่ได้รับมานั้นครบแล้ว และรัฐบาลก็มีการสนับสนุนเพิ่มเติม แม้อุปกรณ์ราชการจะมีขั้นตอนการจัดซื้อที่ล่าช้า แต่ของบริจาคช่วยเติมเต็มพื้นที่สำคัญที่ทหารไทยควบคุมอยู่ 11 จุด

แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมประชุม RBC ปลายสิงหาฯ ถกปัญหาทุ่นระเบิด

ความคืบหน้าในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างไทยและกัมพูชานั้น กัมพูชาได้ตอบรับร่วมประชุมแล้ว โดยจะมีการประชุมฝ่ายเลขานุการในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ที่เขตชายแดนฝั่งไทย ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจและความสงบสุขให้ทั้งสองฝ่าย

ในการประชุมครั้งนี้จะมีการหารือประเด็นสำคัญเรื่องทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า หากกัมพูชายืนยันไม่ยอมรับว่ามีการวางระเบิด ไทยพร้อมจะชี้แจงต่อประชาคมโลกและสหประชาชาติ พร้อมให้ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เข้ามาดูแล

ย้ำปราสาทตาควายเป็นของไทย

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันชัดเจนว่า ปราสาทตาควายเป็นของไทยอย่างแน่นอน และจะหาทางนำกลับมาให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใด ส่วนการควบคุมพื้นที่ 11 จุดนั้น ก็จะไม่มีการถอนทหารออก เพราะทหารยังคงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดนต่อไป

พล.ท. บุญสิน ยังเน้นย้ำว่า ไม่มีความขัดแย้งระหว่างทหารกับรัฐบาล เพราะหน้าที่แบ่งกันชัดเจน ทหารทำหน้าที่ป้องกันประเทศ ส่วนรัฐบาลบริหารบ้านเมือง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามข่าวจากช่องทางราชการที่น่าเชื่อถือ เพื่อหลีกเลี่ยงข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

ความพร้อมในการเปิดด่านชายแดน

سؤالเกี่ยวกับความพร้อมในการเปิดด่านชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ทางเรายังไม่พร้อม” และยังหยอกล้อเพิ่มว่า “ปิดยันเกษียณฯ” ก่อนหัวเราะเบาๆ แสดงถึงความเป็นกันเองแม้ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด

แม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการปิดศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ส่วนทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องชายแดนอย่างเต็มที่

สรุป: สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวัง แต่ด้วยความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายรวมถึงประชาชน รัฐบาล และทหาร เรากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและรอบคอบ เพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมประชุม RBC ปลายสิงหาฯ ถกปัญหาทุ่นระเบิด ย้ำปราสาทตาควายเป็นของไทย ยังไม่พร้อมเปิดด่านชายแดน

ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว ‘ลุงพล’ หลังศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำคุก 26 ปี ในคดีน้องชมพู่

กรณีความเคลื่อนไหวล่าสุดในคดีการเสียชีวิตของ น้องชมพู่ ได้เกิดความตื่นตัวเมื่อ ศาลฎีกา มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ ไชย์พล หรือ ลุงพล วิภา ประกันตัว แม้ว่าจะมีการยื่นคำร้องขอในชั้นฎีกา หลังจากการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ที่ได้เพิ่มโทษจำคุกเป็นเวลา 26 ปีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา

ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว ‘ลุงพล’ หลังศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำคุก 26 ปี ในคดีน้องชมพู่

ประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 4 เปิดเผยว่าได้มีคำสั่งชี้ขาดโดยศาลฎีกาหลังพิจารณาคำร้องขอประกันตัวของลุงพล ซึ่งศาลเห็นว่าคดีนี้มีความร้ายแรง มีผลกระทบต่อสังคม และมีความเสี่ยงว่าจะหลบหนีได้ จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวไว้ในระหว่างรอฟังคำตัดสินจากศาลฎีกา

เหตุใดศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว?

อัยการศาลสูงจังหวัดมุกดาหารได้ยื่นคัดค้านคำขอประกันตัวอย่างละเอียด และมีข้อสังเกตสำคัญดังนี้:

  • คดีมีความร้ายแรงและได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก
  • จำเลยมีฐานะทางการเงินดี ทำให้มีความเสี่ยงที่จะหลบหนี
  • จังหวัดมุกดาหารอยู่ใกล้ชายแดน ซึ่งอาจเอื้อให้จำเลยหนีออกจากประเทศได้ง่าย
  • ภาระของคดีหนักมาก โดยศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่งตัดสินลงโทษจำคุก 26 ปี

ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าหากปล่อยตัวไว้ในระหว่างรอพิจารณาคดีในชั้นฎีกา อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และความปลอดภัยของสังคม

สิ่งที่ผู้คนควรจับตาดูต่อจากนี้

ประชาชนผู้ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดต้องจับตาดูว่า ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาขั้นสุดท้ายอย่างไร ซึ่งหากมีการรับฟ้องหรือไม่รับฟ้องคัดค้านของจำเลย จะมีผลโดยตรงต่ออนาคตของคดีนี้ และกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของสังคมไทย

คดีนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนในเรื่องความยุติธรรมและความโปร่งใสของกระบวนการพิจารณาคดี เราควรร่วมกันติดตามและรับฟังข้อมูลอย่างเป็นทางการจากศาล เพื่อไม่ให้ข่าวลือหรือข้อมูลที่ผิดพลาดนำไปสู่ความเข้าใจผิด

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจเรื่องความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย อย่าลืมติดตามข่าวล่าสุดเกี่ยวกับคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะทุกการเคลื่อนไหวอาจเป็นจุดเปลี่ยนของระบบได้

คดีนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ความยุติธรรมไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือการลงมือทำอย่างจริงจังของทุกภาคส่วนในระบบกฎหมาย

ที่มา – ศาลฎีกาไม่อนุญาตประกันตัว ‘ลุงพล’ หลังศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำคุก 26 ปี ในคดีน้องชมพู่

‘ขายหัวเราะ’ จัดงาน Character Fest Thailand ครั้งแรกของประเทศ ดันคาแรกเตอร์ไทยสู่เวทีโลก

กลุ่มบริษัท วิทิตากรุ๊ป ผู้ผลิตนิตยสารการ์ตูน ขายหัวเราะ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนไทยมายาวนานกว่า 50 ปี ได้จัดงาน “Character Fest Thailand” ครั้งแรกของประเทศไทยขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีกำหนดจัดงานอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 14-17 สิงหาคม 2567 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมไบเทค บางนา ภายใต้แนวคิด “วัดวาคาแรกเตอร์ไทย” ที่มุ่งขับเคลื่อนการยอมรับของคาแรกเตอร์ไทยในระดับนานาชาติ และเปิดเวทีให้ผู้สร้างคาแรกเตอร์ในประเทศได้แสดงศักยภาพออกมา

‘ขายหัวเราะ’ จัดงาน Character Fest Thailand ครั้งแรกของประเทศ ดันคาแรกเตอร์ไทยสู่เวทีโลก

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของ ขายหัวเราะ ที่มุ่งเป็นผู้นำในการผลักดันอุตสาหกรรมครีเอทีฟของไทย โดยเฉพาะด้านคาแรกเตอร์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก เหมือนคาแรกเตอร์จากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ที่เราเคยชื่นชอบมาก่อน

พิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทวิทิตากรุ๊ป กล่าวว่า ในฐานะที่ขายหัวเราะมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ จึงต้องการเป็นพลาตฟอร์มที่สนับสนุนให้ผู้สร้างคาแรกเตอร์รุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นเวที และพัฒนาให้เทียบเท่ากับคาแรกเตอร์ระดับโลก พร้อมทั้งสร้างพลังขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐสนับสนุนผ่าน CEA และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นอกจากภาคเอกชนแล้ว หน่วยงานรัฐอย่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็พร้อมร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ เพราะมองเห็นถึงศักยภาพในการใช้คาแรกเตอร์เป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์และความคุ้มค่าทางธุรกิจ

อาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม สำนักงาน CEA กล่าวว่า คาแรกเตอร์ไทยมีศักยภาพในสองมิติหลัก คือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” และ “เครื่องมือสร้างแบรนด์” ซึ่งหากพัฒนาให้เกิดความหลากหลายในการใช้งาน จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

ขณะเดียวกัน ปาริชาติ บุญคล้าย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด ททท. ก็เปิดเผยว่า หน่วยงานได้ร่วมมือกับขายหัวเราะในด้านการนำคาแรกเตอร์ไทย เช่น ชาละวัน และ ผีเสื้อสมุทร เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมวางแผนจะสร้าง “คาแรกเตอร์ประจำจังหวัด” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสดวงใจของแต่ละภูมิภาค

โอกาสทองของอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ไทย

จากข้อมูลที่เปิดเผย อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยเองก็มีพลังสร้างที่ไม่แพ้ประเทศในภูมิภาค หากได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบาย เช่นเดียวกับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ และนักสร้างสื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในตลาดระดับโลก

งาน “Character Fest Thailand” จึงไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคาแรกเตอร์ไทยที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ก้าวเข้ามาขับเคลื่อนความฝัน และเปลี่ยนไอเดียความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นมรดกของชาติในอนาคต

หากคุณเป็นครีเอเตอร์หน้าใหม่ หรือแค่รักการ์ตูนและคาแรกเตอร์ไทย ก็อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมสัมผัสอนาคตของอุตสาหกรรมนี้ ที่งาน Character Fest Thailand เพราะนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของคาแรกเตอร์ไทยคนใหม่ที่กำลังจะบินสู่เวทีโลก

ที่มา‘ขายหัวเราะ’ จัดงาน Character Fest Thailand ครั้งแรกของประเทศ ดันคาแรกเตอร์ไทยสู่เวทีโลก

โฆษก ตร. แจง งบประมาณปี 69 ถูกตัดเหลือ 15,000 ล้านบาท เน้นแก้ปัญหาที่พักตำรวจและจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็น

เมื่อเร็วๆ นี้ (14 สิงหาคม) พล.ต.ท. อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะได้รับงบประมาณปี 2569 จำนวนกว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารและบ้านพักตำรวจระดับสูง

โฆษก ตร. แจง งบประมาณปี 69 ถูกตัดเหลือ 15,000 ล้านบาท เน้นแก้ปัญหาที่พักตำรวจและจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็น

โฆษก ตร. ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียไม่เป็นความจริง และเป็นเพียงความเข้าใจผิด โดยได้เน้นย้ำอีกว่า พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณเพื่อสวัสดิการของตำรวจและการบริการประชาชนเป็นลำดับแรก

งบประมาณจริงที่ได้รับอนุมัติมีการลดวงเงินลงอย่างมาก

  • งบประมาณที่เสนอไปเริ่มต้นที่ 23,164 ล้านบาท สำหรับ 1,726 รายการครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง
  • หลังการพิจารณาจากสำนักงบประมาณและรัฐสภา วงเงินได้ถูกตัดลดเหลือเพียง 15,597 ล้านบาท สำหรับ 649 รายการ
  • งบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารและที่พักอาศัยลดเหลือ 5,401 ล้านบาท

นอกจากนี้ โฆษก ตร. ยังชี้แจงถึงการตัดงบประมาณก่อสร้างบ้านพักผู้ใหญ่จำนวน 7 หลัง ซึ่งมีวงเงินกว่า 91 ล้านบาท ออกจากงบประมาณปีนี้ เพื่อความเหมาะสมและความชัดเจนต่อสาธารณชน แม้ในเบื้องต้นจะได้รับการอนุมัติ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตัดสินใจนำงบดังกล่าวไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่สำคัญและจำเป็นต่อบ้านเมืองมากกว่า

โฆษก ตร. ยืนยันว่า งบประมาณที่ถูกจัดสรรในปีนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาความขาดแคลนที่พักอาศัยของข้าราชการตำรวจ ซึ่งขณะนี้ยังมีบุคลากรกว่า 40,000 นายที่ยังไม่มีที่พัก และยังครอบคลุมถึงการจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น

ด้วยการบริหารจัดการงบประมาณอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน จะเห็นได้ว่า ประเด็นที่เคยถูกตั้งคำถามกลับกลายเป็นโอกาสในการทำงานอย่างรอบคอบและรอบด้านของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของบุคลากร

สิ่งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้นำสูงสุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้ทรัพยากรทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนผ่านการดำเนินงานอย่างจริงจังมานานหลายปี ซึ่งน่าจะทำให้สังคมมั่นใจมากขึ้นในภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างมีระบบ หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝากติดตามและแชร์ข่าวจากเราไว้บ้างนะครับ เพราะข่าวดีๆ ไม่ควรให้ตก!

ที่มา – โฆษก ตร. แจง งบประมาณปี 69 ถูกตัดเหลือ 15,000 ล้านบาท เน้นแก้ปัญหาที่พักตำรวจและจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็น

ตำรวจคุมตัวอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และหญิงคนสนิทสอบปากคำคดียักยอกทรัพย์

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ สฤษฏิ์ หรืออดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ และนางภูธินี เพื่อดำเนินการสอบปากคำในข้อหาก่อเหตุภายใต้กฎหมาย มาตรา 147 เรื่องเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และมาตรา 157 เรื่องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ตำรวจคุมตัวอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และหญิงคนสนิทสอบปากคำคดียักยอกทรัพย์

การดำเนินการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า มีการเคลื่อนไหวของเงินจำนวนมากจากบัญชีของวัดไปยังบัญชีส่วนตัวของภูธินี และยังมีเงินบางส่วนจากบัญชีของคณะพระวิทยากรถูกโอนออกมาเช่นกัน ทั้งนี้ ตำรวจคุมตัวอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และหญิงคนสนิทสอบปากคำคดียักยอกทรัพย์ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า การสอบสวนเริ่มต้นจากการร้องเรียนของศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะได้รับการขยายผลจนพบเบาะแสการฉ้อโกงทรัพย์สินมหาศาล

สฤษฏิ์ อดีตเจ้าคณะฯ ได้มาพร้อมกับตัวด้วยใจชอบ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และหวังจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส ในขณะที่ ภูธินี ถูกควบคุมตัวจากบ้านพักในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งต้องใช้กระบวนการทำแผนควบคุมตัวอย่างรอบคอบ เพราะเป็น被告ที่มีพยานหลักฐานเล็กน้อยแต่สำคัญมากในการคลี่คลายคดีนี้

ความเคลื่อนไหวของเส้นเงินหลายล้านบาท

  • เงินจำนวน 405,000 บาท โอนจากบัญชีวัดเข้า ภูธินี ตรง ๆ
  • โดยประมาณ 4 ล้านบาทถูกโอนจากรายการพระเลขาธิการวัด
  • เส้นเงินหลายเส้นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม

การตรวจสอบภายในยังพบการใช้ทรัพย์สินของวัดไปในโครงการต่าง ๆ เช่นพุทธอุทยาน ซึ่งเป็นจุดที่อาจมีการเบี่ยงเบนการใช้งบประมาณอย่างง่าย

พนักงานสอบสวนยืนยันว่า การทำงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานใหม่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตัดวงเงาการทุจริตโดยไม่เลือกสถานะหรือตำแหน่ง

บทสรุปเบื้องต้นของคดี

ทั้งนี้ สฤษฏิ์ ยังไม่ถูกขอฝากขังแต่อย่างใด เนื่องจากเข้าพบตัวด้วยจิตใจสำนึกผิดและอินทรีย์นิสัยที่เข้มแข็ง แต่การประกันตัวของเขาขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของพนักงานสอบสวน ส่วนภูธินี กำลังอยู่ระหว่างการประเมินสาระสำคัญและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเงิน

มีความน่าสนใจว่ากรณีนี้อาจกลายเป็นด่านสำคัญในโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับความซับซ้อนของระบบทรัพย์สินทางศาสนาในประเทศไทย โดยที่ใครหลายคนยังไม่รู้ว่าจริยธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความmlx่ของประชาชน

หากคุณสนใจเนื้อหาความเคลื่อนไหวของคดีนี้มากขึ้น แนะนำให้ติดตามเว็บไซต์ข่าวที่ทยอยรายงานข่าวสำคัญอย่างต่อเนื่อง เราไม่อยากให้ชาวบ้านพลาดข่าวที่อาจเปลี่ยนภาพของสังคมในอนาคต!

ที่มา – ตำรวจคุมตัวอดีตเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และหญิงคนสนิท สอบปากคำคดียักยอกทรัพย์ หลังพบเส้นเงินหลายล้านบาทโอนเข้าบัญชีส่วนตัว

ตรวจวัดออกซิเจนในเลือดกลับมาใน Apple Watch สหรัฐฯ

ข่าวดี! Apple Watch ที่ขายในสหรัฐอเมริกาหลังจาก มกราคม 2024 สูญเสียคุณสมบัติการติดตามออกซิเจนในเลือด เนื่องจากการพิพาทเรื่องสิทธิบัตรกับบริษัทการแพทย์ Masimo แต่ฟีเจอร์นี้จะกลับมาใช้งานได้อีกครั้งผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่เปิดตัวในวันนี้

ใน โพสต์ Newsroom Apple กล่าวว่ากำลังเปิดตัว “คุณสมบัติการตรวจวัดออกซิเจนในเลือดกลับมาใน Apple Watch สหรัฐฯที่ออกแบบใหม่สำหรับ Apple Watch Series 9, Series 10 และ Apple Watch Ultra 2″ ฟีเจอร์การตรวจวัดออกซิเจนในเลือดที่ปรับปรุงใหม่นี้จะถูกส่งไปยัง iPhone และ Apple Watch ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ iOS 18.6.1 และ watchOS 11.6.1 “หลังจากการอัปเดตนี้ ข้อมูลเซ็นเซอร์จากแอป Blood Oxygen บน Apple Watch จะถูกวัดและคำนวณบน iPhone ที่จับคู่ไว้ และผลลัพธ์สามารถดูได้ในส่วน Respiratory ของแอป Health”

Apple ยังกล่าวอีกว่า “จะไม่มีผลกระทบต่อยูนิต Apple Watch ที่ซื้อก่อนหน้านี้ซึ่งมีคุณสมบัติ Blood Oxygen เดิม หรือยูนิต Apple Watch ที่ซื้อนอกสหรัฐอเมริกา”

ทั้ง Apple และ Masimo ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับวิธีการที่ฟีเจอร์การตรวจวัดออกซิเจนในเลือดกลับมาใน Apple Watch สหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบ “การอัปเดตนี้เปิดใช้งานโดยคำตัดสินล่าสุดของศุลกากรสหรัฐฯ” ผู้ผลิต iPhone เขียน

การติดตามออกซิเจนในเลือดถูกปิดใช้งานบน Apple Watch Series 9, Series 10 และ Apple Watch Ultra 2 หลังจากที่ Masimo ฟ้อง Apple ในปี 2020 ฐานละเมิดสิทธิบัตรการตรวจสอบสุขภาพของตน หัวใจสำคัญของคดีคือวิธีการที่ Apple Watch วัด pulse oximetry ผ่านเซ็นเซอร์แบบไม่รุกราน ซึ่งนำไปสู่การที่ Apple ปิดใช้งานการตรวจสอบออกซิเจนในเลือดใน smartwatches ที่จัดส่งไปยังสหรัฐอเมริกา เซ็นเซอร์ฮาร์ดแวร์ยังคงมีอยู่ใน Apple Watch ที่จัดส่งทั้งหมด คุณสมบัตินี้ถูกปิดใช้งานเฉพาะในซอฟต์แวร์ ทำให้เปิดโอกาสสำหรับการแก้ไขในอนาคต ห้าปีหลังจากถูกฟ้องร้อง และ 1.5 ปีหลังจากจัดส่ง Apple Watch ที่ถูกปิดใช้งานไปยังสหรัฐอเมริกา ฟีเจอร์การตรวจวัดออกซิเจนในเลือดกลับมาใน Apple Watch สหรัฐฯ การจับเวลาไม่สามารถดีไปกว่านี้ได้สำหรับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ บริษัทอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งเดือนจากการประกาศ Apple Watch รุ่นใหม่ ซึ่งน่าจะเป็น Series 11 และอาจเป็น Ultra 3 ควบคู่ไปกับ ตระกูลอุปกรณ์ iPhone 17 ทั้งหมด และอาจรวมถึง AirPods ใหม่ที่มีคุณสมบัติการแปลสด

ที่ไหนสักแห่งใน Apple Park Tim Cook และ COO Jeff Williams ซึ่งเป็นผู้นำการออกแบบ Apple Watch แต่กำลังจะ ออกจากบริษัทภายในสิ้นปีนี้ กำลังเปิดเครื่องดื่มฉลองกัน

เรื่องราวนี้กำลังพัฒนา…

ตรวจวัดออกซิเจนในเลือดกลับมาใน Apple Watch สหรัฐฯ

ทำไมฟีเจอร์ตรวจวัดออกซิเจนในเลือดถึงสำคัญ?

การมีฟีเจอร์การตรวจวัดออกซิเจนในเลือดบน Apple Watch ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามระดับออกซิเจนในเลือดของตนเองได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตรวจสอบสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจหรือผู้ที่ออกกำลังกายในระดับความสูง ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ทราบถึงความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และช่วยให้สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้

การกลับมาของฟีเจอร์นี้จึงเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้ Apple Watch ในสหรัฐอเมริกาที่เคยพลาดฟังก์ชันการทำงานนี้ไปก่อนหน้านี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ Apple สามารถนำฟีเจอร์นี้กลับมาได้อย่างไร และการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์นั้นส่งผลต่อความแม่นยำของการวัดอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป

ที่มา – Blood Oxygen Tracking Returns to U.S. Apple Watches Today After 5-Year Patent DisputeJust in time before new Apple Watches are expected to be announced next month.

นิวยอร์กฟ้อง Zelle คดีฉ้อโกง 1 พันล้าน

จุดขายสำคัญของ Zelle คือการเป็นแพลตฟอร์มที่ธนาคารใหญ่ ๆ เป็นเจ้าของ ซึ่งน่าจะลงทุนเพื่อให้มั่นใจว่าเงินของคุณปลอดภัย แต่ดูเหมือนว่าความปลอดภัยไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรก ตามที่อัยการสูงสุดแห่งนิวยอร์ก Letitia James กล่าวหา ใน คำฟ้อง ต่อบริการโอนเงิน อัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กอ้างว่าลูกค้าสูญเสียเงินไปกับการฉ้อโกงบน Zelle มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเกิดจากการขาดการป้องกันที่เพียงพอ

ในคำฟ้อง เจมส์กล่าวหาว่า Zelle ไม่ปลอดภัยตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 และบริษัทแม่ Early Warning Services (ซึ่ง Bank of America, Capital One, JPMorgan Chase, Wells Fargo และสถาบันการเงินใหญ่อื่น ๆ เป็นเจ้าของ) ส่วนใหญ่เพิกเฉยต่อปัญหาดังกล่าว “EWS รู้ตั้งแต่แรกว่าคุณสมบัติหลักของเครือข่าย Zelle ทำให้มีความเสี่ยงต่อการฉ้อโกงอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ใช้มาตรการป้องกันขั้นพื้นฐานเพื่อจัดการกับข้อบกพร่องที่เห็นได้ชัดเหล่านี้ หรือบังคับใช้กฎต่อต้านการฉ้อโกงที่มีความหมายใด ๆ กับธนาคารที่เป็นพันธมิตร” สำนักงาน AG กล่าวใน แถลงการณ์

เพื่อเป็นหลักฐานในประเด็นนี้ เจมส์ชี้ให้เห็นว่า Zelle ไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่เพียงพอเพื่อให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตน ทำให้ผู้หลอกลวงสามารถปลอมแปลงผู้อื่นได้ง่าย เนื่องจากธุรกรรมบน Zelle ไม่สามารถยกเลิกได้ จึงมีแรงเสียดทานน้อยมากระหว่างธุรกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อของการแอบอ้าง ปัญหาร้ายแรงถึงขั้นที่ สภาคองเกรสกดดันให้ Zelle คืนเงินให้เหยื่อของการหลอกลวงแอบอ้าง ในปี 2023 หลังจากทราบว่าผู้ใช้แอปสูญเสียเงิน 440 ล้านดอลลาร์ไปกับการฉ้อโกงดังกล่าว ซึ่งไม่ดีเลยสำหรับแพลตฟอร์มที่โฆษณาตัวเองว่าเป็น “ปลอดภัย”

อีกประเด็นที่เจมส์ไม่พอใจเกี่ยวกับ Zelle คือ มีการกล่าวหาว่าไม่ได้ตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของผู้บริโภคเกี่ยวกับการฉ้อโกง “แม้ว่า EWS จะได้รับรายงานการฉ้อโกง แต่ก็ไม่ได้ลบผู้หลอกลวงออกจากเครือข่าย Zelle ในทันที หรือกำหนดให้ธนาคารชดเชยเงินให้ผู้บริโภคสำหรับการหลอกลวงบางประเภท” เจมส์กล่าว โดยระบุว่าเมื่อเปิดตัวแอป บริษัทแม่ไม่ได้กำหนดให้ธนาคารรายงานการหลอกลวง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วอาจป้องกันการละเมิดทั่วทั้งเครือข่ายได้

คดีความของนิวยอร์กสานต่อจากสิ่งที่สำนักงานคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภคทิ้งไว้ สำนักงานได้ ประกาศ ว่ากำลังฟ้อง JPMorgan Chase, Bank of America และ Wells Fargo ในเดือนธันวาคม 2024 โดยกล่าวหาในข้อหาฉ้อโกงและการล้มเหลวในการปกป้องผู้ใช้ที่คล้ายกัน คดีดังกล่าวถูกยกเลิกเกือบจะในทันทีโดยฝ่ายบริหารของทรัมป์ ซึ่งดำเนินการปลดหัวหน้าสำนักงานและ พยายามปิดสำนักงานทั้งหมด ทรัมป์อาจไม่สามารถปิดรัฐนิวยอร์กได้ ดังนั้นคดีนี้น่าจะดำเนินต่อไปได้

นิวยอร์กฟ้อง Zelle คดีฉ้อโกง 1 พันล้าน

ทำไมต้องฟ้อง Zelle คดีฉ้อโกง 1 พันล้าน

การฟ้องร้อง นิวยอร์กฟ้อง Zelle คดีฉ้อโกง 1 พันล้าน นี้ เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มและการจัดการกับการร้องเรียนของผู้บริโภค การที่ นิวยอร์กฟ้อง Zelle คดีฉ้อโกง 1 พันล้าน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผู้บริโภคจากอาชญากรรมทางการเงิน

ผลกระทบของการที่ นิวยอร์กฟ้อง Zelle คดีฉ้อโกง 1 พันล้าน อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายความปลอดภัยและการจัดการข้อร้องเรียนของ Zelle และแพลตฟอร์มการชำระเงินอื่นๆ มันเป็นการเตือนใจว่าบริษัทต่างๆ ต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องผู้ใช้งานจากภัยทางการเงิน

การฟ้องร้องนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังจับตาดูและพร้อมที่จะดำเนินการเมื่อบริษัทต่างๆ ล้มเหลวในการปกป้องผู้บริโภค

ที่มา – New York Takes Zelle to Court Over Alleged Fraud on the Platform, Claims $1 Billion LostNew York Attorney General Letitia James says banks have ignored major security problems.

ไทยต้องมีคาสิโนหรือไม่? ศึกษา Entertainment Complex จาก Galaxy Resorts Macau

ในยุคที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง “ไทยต้องมีคาสิโนหรือไม่?” กลายเป็นหนึ่งในคำถามที่ถูกหยิบมาถกเถียงกันอย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ที่สัญญาว่าจะดึงเศรษฐกิจกลับมาวิ่งแรงอีกครั้ง

แต่การเมืองไทยก็ยังมีมุมมองหลากหลาย จนกระทั่ง ครม. มีมติถอนร่าง พ.ร.บ. ออกจากสภาฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากประสบการณ์จริงในต่างประเทศ เช่น Galaxy Resorts Macau ที่สร้างรายได้กว่า 1.68 แสนล้านบาท ในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่อาจนำมาปรับใช้ได้ในประเทศไทยเช่นกัน

ทำไมไทยต้องมีคาสิโนหรือไม่?

คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องของต้องหรือไม่ต้องเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าหากมีการจัดการในรูปแบบละเมียดละไม ตามแบบอย่างของมาเก๊า หรือสิงคโปร์ จะสามารถสร้างพลวัตใหม่ให้กับภาคท่องเที่ยวไทยได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อประสบการณ์ที่ผ่านมากลางระบุว่าการเปิดตัวเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์นั้น สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งการลงทุน การจ้างงาน และรายได้จากการท่องเที่ยว

สำหรับประเทศอย่างมาเก๊า คาสิโนไม่ใช่แค่จุดเล่นพนัน แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Entertainment Complex ที่รวมไปถึงโรงแรมระดับหรู ศูนย์ช้อปปิ้ง สระว่ายน้ำ และสถานบันเทิงต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เพียงแต่มา “เล่น” เท่านั้น แต่มาใช้ชีวิตอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยกำลังปรับตัวเพื่อเข้าสู่

Galaxy Entertainment Group เจ้าของธุรกิจรีสอร์ตหรูในมาเก๊า ผู้กวาดรายได้กว่า 1.68 แสนล้านบาท ต่อปี ยืนยันว่า ยังมองโอกาสในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีความพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อพัฒนาที่ดินให้กลายเป็นเมืองบันเทิงระดับโลก ส่งเสริมภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในสายตานักท่องเที่ยว

ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน

ข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ลดลงไปมาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2019 ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลงกว่า 10-15% ต่อปี

  • ความขาด自信ในความปลอดภัยของประเทศไทย
  • การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และญี่ปุ่น
  • ราคาค่าครองชีพของไทยที่สูงขึ้นกว่าเมื่อครั้งก่อน

ดังนั้น การจะดึงนักท่องเที่ยวกลับมาอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มใหม่ที่ดึงดูดความสนใจในระดับเดียวกับ Marina Bay Sands หรือ Galaxy Macau

อุตสาหกรรมอนาคตจำเป็นต้องมีคาสิโนเพื่ออยู่รอดหรือไม่?

ไม่ใช่เรื่องของการ “อยู่รอด” แต่เป็นการ “เติบโต” อย่างร่วมสมัย ธุรกิจท่องเที่ยวในปัจจุบันต้องสร้างคุณค่าเกินขั้นพื้นฐานของโรงแรมและการกินดื่ม ต้องตอบโจทย์เรื่องประสบการณ์ระดับพรีเมียมและครบวงจร ซึ่ง Entertainment Complex มีศักยภาพที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางใหม่บนแผนที่ท่องเที่ยวโลกได้แน่นอน

ยิ่งในเมื่อ 72% ของนักท่องเที่ยวรุ่นลักชัวรียังมีแผนเพิ่มงบประมาณใช้จ่ายในปีนี้ อีกทั้งอัตราการใช้ AI ช่วยวางแผนการเดินทางก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภูมิภาคเอเชียจึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง รวมถึงไทยเช่นกัน

แนวทางการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสังคมและเศรษฐกิจ

GKE (Galaxy Krung Thep Erawan) อย่างเป็นทางการได้ยืนยันว่าหากกฎหมายผ่าน เตรียมลงทุนในประเทศไทยด้วยจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ โดยเน้นการสร้างโครงการในกรุงเทพฯ ที่จะจัดสรรพื้นที่ประมาณ 5% สำหรับคาสิโน ส่วนที่เหลือจะเป็นโรงแรมชั้นนำ ศูนย์ช้อปปิ้ง และร้านอาหารระดับโลก

นี่คือโอกาสทองในการเปลี่ยนโฉมผืนแผ่นดินแห่งโอกาส ให้กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความสุขที่ใครๆ ก็อยากมารู้จักอีกครั้ง

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภาคท่องเที่ยวไทยอาจจะต้องเริ่มจากความกล้าเปลี่ยน กล้าเชื่อ และกล้าทำ จริงมั้ย?

ที่มา – ไทยต้องมีคาสิโนหรือไม่? ศึกษา Entertainment Complex จาก Galaxy Resorts Macau ผู้กวาดรายได้กว่าปีที่ผ่านมากว่า 1.68 แสนล้านบาท