ผู้เขียน: lalika69_admin

‘ทักษิณ’ พร้อมทนายเข้าพบพนักงานคุมประพฤตินัดแรก หลังเลื่อนจาก 25 พ.ค. ยืนยันสุขภาพแข็งแรงดี-สวมกำไล EM ตามปกติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่มีความเคลื่อนไหวสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กับเหตุการณ์ที่ ‘ทักษิณ’ พร้อมทนายเข้าพบพนักงานคุมประพฤตินัดแรก หลังเลื่อนจาก 25 พ.ค. ยืนยันสุขภาพแข็งแรงดี-สวมกำไล EM ตามปกติ ซึ่งเป็นการรายงานตัวตามขั้นตอนการพักโทษที่ได้รับพิจารณามาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาครับ

‘ทักษิณ’ พร้อมทนายเข้าพบพนักงานคุมประพฤตินัดแรก หลังเลื่อนจาก 25 พ.ค. ยืนยันสุขภาพแข็งแรงดี-สวมกำไล EM ตามปกติ

บรรยากาศที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เป็นไปอย่างคึกคักครับ มีทั้งสื่อมวลชนและกลุ่มผู้สนับสนุนมารอให้กำลังใจ โดยคุณทักษิณเดินทางมาพร้อมกับคุณวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ในชุดลำลองที่เรียบง่ายแต่ดูคล่องตัว และที่สำคัญสายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่ข้อเท้าข้างซ้าย ซึ่งยังเห็นการสวมใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) อยู่ตามเงื่อนไขเป๊ะๆ ครับ

สำหรับประเด็นสุขภาพที่หลายคนกังวล คุณทักษิณได้ตอบคำถามอย่างเป็นกันเองและดูผ่อนคลายมากครับ โดยระบุว่าสุขภาพของตนเองนั้นแข็งแรงดี “ตามประสาคนแก่” พร้อมกับยืนยันว่าการรายงานตัวในวันนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เป็นเพียงขั้นตอนทางพิธีการ (Formality) เท่านั้นครับ

ความสำคัญของการรายงานตัวครั้งแรก

เหตุการณ์ ‘ทักษิณ’ พร้อมทนายเข้าพบพนักงานคุมประพฤตินัดแรก หลังเลื่อนจาก 25 พ.ค. ยืนยันสุขภาพแข็งแรงดี-สวมกำไล EM ตามปกติ นั้นมีความหมายในหลายมุมมองครับ ทั้งในแง่ของ:

  • กระบวนการทางกฎหมาย: เป็นการทำตามเงื่อนไขการพักโทษอย่างเคร่งครัด
  • การปรับตัวสู่สังคม: การกลับมาใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขควบคุมที่สะท้อนถึงกฎระเบียบที่ทุกคนต้องปฏิบัติเท่าเทียมกัน
  • การส่งสัญญาณถึงประชาชน: การที่ท่านออกมาปรากฏตัวและมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม เป็นการสื่อสารทางอ้อมว่าทุกอย่างอยู่ในกระบวนการที่ราบรื่นครับ

หากเราวิเคราะห์ในเชิงแนวโน้มหรือเทรนด์สังคมในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีอย่างกำไล EM ไม่ได้มีไว้เพื่อควบคุมอิสรภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญลักษณ์ของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในระบบยุติธรรมของไทยให้มีความทันสมัยและโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ

ในมุมมองของผม การที่อดีตผู้นำให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคมแล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการเคารพกฎหมาย แม้จะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศก็ตาม นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการปรับตัวเข้าสู่สภาวะปกติครับ หากเพื่อนๆ คนไหนสนใจในรายละเอียดเชิงลึกของกฎหมายการพักโทษหรือข้อกำหนดการใช้กำไล EM ในปัจจุบัน ก็ถือเป็นประเด็นที่น่าศึกษาต่อไปนะครับ

ท้ายที่สุดไม่ว่าท่านจะเป็นกองเชียร์หรือเพียงแค่ติดตามข่าวสาร การเคารพในกติกาบ้านเมืองคือสิ่งที่ทำให้สังคมของเราก้าวต่อไปได้อย่างสงบสุขครับ หวังว่าบทสรุปนี้จะช่วยให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเห็นภาพรวมของเหตุการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – ‘ทักษิณ’ พร้อมทนายเข้าพบพนักงานคุมประพฤตินัดแรก หลังเลื่อนจาก 25 พ.ค. ยืนยันสุขภาพแข็งแรงดี-สวมกำไล EM ตามปกติ

กลุ่ม Crypto PAC ส่งคำเตือนนักการเมือง การต่อต้านนั้นไร้ผล

ในโลกการเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สั่นสะเทือนวงการรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ Congressman Al Green พ่ายแพ้ให้กับ Christian Menefee ในการเลือกตั้งขั้นต้นที่รัฐเท็กซัส สิ่งที่น่าสนใจคือเบื้องหลังชัยชนะครั้งนี้มาจากแรงสนับสนุนมหาศาลจาก กลุ่ม Crypto PAC ส่งคำเตือนนักการเมือง การต่อต้านนั้นไร้ผล อย่างชัดเจนที่สุด

กลุ่ม Crypto PAC ส่งคำเตือนนักการเมือง การต่อต้านนั้นไร้ผล

Fairshake และเครือข่ายกลุ่มการเมืองที่มุ่งเน้นด้านคริปโทเคอร์เรนซีได้ทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์เพื่อผลักดันให้ Menefee ขึ้นมาแทนที่ Green ซึ่งครองเก้าอี้มานานกว่าสองทศวรรษ ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการส่งสัญญาณโดยตรงว่า หากนักการเมืองยังคงเป็นศัตรูกับเทคโนโลยีบล็อกเชน พวกเขาอาจต้องเผชิญกับผลลัพธ์ทางเลือกตั้งที่ไม่คาดคิด

เมื่อ Crypto PAC ส่งคำเตือนนักการเมือง การต่อต้านนั้นไร้ผลอย่างแท้จริง

เหตุผลเบื้องหลังความแข็งกร้าวของกลุ่มทุนนี้เกิดจากการที่ Al Green เคยได้รับคะแนนประเมิน ‘F’ จากกลุ่มสนับสนุนคริปโตฯ เนื่องจากการโหวตคัดค้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin และ Clarity Act ในขณะที่ Menefee ได้รับคะแนน ‘A’ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจุดยืนด้านเทคโนโลยีกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสนามเลือกตั้งยุคใหม่ไปแล้ว

หากเรามองย้อนกลับไป จะเห็นว่าอิทธิพลของกลุ่มทุนคริปโตฯ ในปี 2024 นั้นสูงมาก:

  • มีการทุ่มเงินมากกว่า 133 ล้านดอลลาร์ในแคมเปญการเมืองทั่วประเทศ
  • ได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase, Ripple และ Andreessen Horowitz
  • กำลังผลักดันประเด็นเรื่อง Strategic Bitcoin Reserve อย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีการถกเถียงเรื่องจริยธรรมและความโปร่งใสในการออกกฎหมายอย่าง Clarity Act ว่าอาจเอื้อประโยชน์แก่บางกลุ่มหรือไม่ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ อุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่กลายเป็นขุมพลังทางการเมืองที่พร้อมจะเปลี่ยนโฉมหน้าผู้มีอำนาจในทำเนียบขาวและรัฐสภาให้คล้อยตามวิสัยทัศน์ของพวกเขา

ทิ้งท้ายไว้ว่า ในขณะที่โลกกำลังเดินหน้าสู่การยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น นักการเมืองที่ยังคงยึดติดกับแนวคิดเก่าๆ อาจต้องเริ่มปรับตัว เพราะยุคที่ กลุ่ม Crypto PAC ส่งคำเตือนนักการเมือง การต่อต้านนั้นไร้ผล ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และนี่ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผู้ที่คิดจะสู้กับกระแสธารแห่งอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับการที่กลุ่มทุนเลือกตั้งสามารถกำหนดจุดยืนของนักการเมืองได้มากขนาดนี้? นี่คือจุดเริ่มต้นของการฉ้อโกงหรือเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่จำเป็นกันแน่?

ที่มา – Crypto’s Most Powerful PAC Sends a Warning to Politicians: Resistance Is Futile

ชัชชาติชูเบอร์ 9 ‘ก้าวต่อไป’ ประกาศพร้อมทำเพื่อคนกรุง ใช้เทคโนโลยีก้าวกระโดด ลบภาพป้ายหาเสียงรกเมือง

สวัสดีครับเพื่อนๆ แฟนข่าวและชาวกรุงเทพฯ ทุกท่าน วันนี้บรรยากาศการเมืองบ้านเรากลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้หมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เป็นหมายเลข 9 ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและการเริ่มต้นใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังครับ

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพลักษณ์การทำงานแบบถึงลูกถึงคนของชัชชาติกันมาบ้างแล้ว แต่การกลับมาคราวนี้ หัวใจสำคัญที่น่าสนใจคือความตั้งใจจริงที่เรียกว่า ชัชชาติชูเบอร์ 9 ‘ก้าวต่อไป’ ประกาศพร้อมทำเพื่อคนกรุง ใช้เทคโนโลยีก้าวกระโดด ลบภาพป้ายหาเสียงรกเมือง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะลดปัญหาขยะจากป้ายหาเสียงแล้ว เขายังเน้นการปรับใช้เทคโนโลยีให้เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหาเมืองอีกด้วย

ชัชชาติชูเบอร์ 9 ‘ก้าวต่อไป’ ประกาศพร้อมทำเพื่อคนกรุง ใช้เทคโนโลยีก้าวกระโดด ลบภาพป้ายหาเสียงรกเมือง

ในการลงพื้นที่วันแรก พี่ชัชชาติเลือกใช้รถไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้าถึงง่ายและเข้าใจไลฟ์สไตล์การเดินทางของคนเมืองจริงๆ ครับ ทีมงานของเขาเน้นย้ำถึงแนวคิดการบริหารภายใต้ 4 เสาหลักคือ คน เมือง ระบบ และเศรษฐกิจ โดยวางนโยบายไว้กว่า 250 ข้อที่พร้อมปฏิบัติงานทันทีหากได้รับความไว้วางใจ

เพื่อนๆ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเมืองได้จริงเพียงใด? คำตอบของชัชชาติคือการสร้าง Open Data เพื่อความโปร่งใส ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการทุจริตที่เขาทำมาตลอดและจะทำต่อไปอย่างเข้มข้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการบริหารแบบเน้นผลลัพธ์และความโปร่งใส คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าเขามีความพร้อมมากแค่ไหน

นอกเหนือจากนโยบายด้านเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่เราสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือการหาเสียงรูปแบบใหม่ที่ลดการติดตั้งป้ายที่เกินความจำเป็น ซึ่งช่วยลดปัญหาทัศนียภาพบดบังสายตา หรือการที่ป้ายตกหล่นกีดขวางทางเดินเท้า เป็นการปรับตัวที่ทันสมัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา พ่อค้าแม่ค้า หรือคนทำงานออฟฟิศ ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงได้

มุมมองจากผู้สังเกตการณ์ต่ออนาคตของกทม.

จากประสบการณ์ที่ผมติดตามการทำงานของทีมงานชุดนี้มา สโลแกน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบที่ถูกวางรากฐานไว้จะถูกสานต่ออย่างจริงจัง ชัชชาติชูเบอร์ 9 ‘ก้าวต่อไป’ ประกาศพร้อมทำเพื่อคนกรุง ใช้เทคโนโลยีก้าวกระโดด ลบภาพป้ายหาเสียงรกเมือง จึงเป็นเหมือนสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่การเมืองกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อกันได้สนิทมากยิ่งขึ้นครับ

  • เน้นความโปร่งใสด้วย Open Data เต็มรูปแบบ
  • ใช้เทคโนโลยีมาลดขั้นตอนและแก้ปัญหาคอขวดของราชการ
  • ลดป้ายหาเสียงเพื่อคืนพื้นที่ทางเท้าให้ประชาชน
  • ทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างไร้รอยต่อเพื่อโครงการขนาดใหญ่

สรุปแล้ว แนวทางนี้น่าจะเป็นทิศทางที่น่าสนใจสำหรับเมืองที่ไม่เคยหลับใหลอย่างกรุงเทพฯ ครับ สำหรับใครที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลและนโยบายของแต่ละผู้สมัครให้ดี เพื่อให้เราได้เมืองที่เราอยากเห็นจริงๆ เพราะเสียงของเพื่อนๆ ทุกคนมีความหมายต่อทิศทางของกรุงเทพฯ ในอนาคตครับ

ที่มา – ชัชชาติชูเบอร์ 9 ‘ก้าวต่อไป’ ประกาศพร้อมทำเพื่อคนกรุง ใช้เทคโนโลยีก้าวกระโดด ลบภาพป้ายหาเสียงรกเมือง

ดวงฤทธิ์ นำทีมคนทำงาน 30 เขต ปั่นจักรยานสู้ศึก ส.ก. ชูจุดขายแก้ข้อบัญญัติเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นบรรยากาศสุดคึกคักที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง เมื่อเร็วๆ นี้ สำหรับการเปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่ต้องบอกว่าสีสันจัดจ้านที่สุดต้องยกให้ทีม ดวงฤทธิ์ นำทีมคนทำงาน 30 เขต ปั่นจักรยานสู้ศึก ส.ก. ชูจุดขายแก้ข้อบัญญัติเมือง ซึ่งเป็นการรวมตัวของเหล่ามืออาชีพจากหลากหลายสาขาที่ตั้งใจจะเข้ามาเปลี่ยนเมืองกรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ดวงฤทธิ์ นำทีมคนทำงาน 30 เขต ปั่นจักรยานสู้ศึก ส.ก. ชูจุดขายแก้ข้อบัญญัติเมือง

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การปั่นจักรยานมาสมัครรับเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการเดินทางระดับเส้นเลือดฝอย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่หลายคนมักมองข้าม ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าทีมคนทำงานมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้การเดินทางในเมืองหลวงมีความต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเน้นเรื่องการปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นให้ทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองอย่างแท้จริงครับ

ทำไมทีมคนทำงานถึงน่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งนี้?

การเมืองท้องถิ่นในยุคใหม่ต้องการมากกว่าแค่คำมั่นสัญญา แต่ต้องการผู้สมัครที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดวงฤทธิ์ นำทีมคนทำงาน 30 เขต ปั่นจักรยานสู้ศึก ส.ก. ชูจุดขายแก้ข้อบัญญัติเมือง จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ เพราะจุดยืนของทีมคือความเป็นอิสระ ซึ่งสะท้อนผ่านนโยบายที่พร้อมเปิดกว้างร่วมงานกับผู้ว่าฯ ทุกค่าย เพื่อผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้ง ไม่ยึดติดกับขั้วอำนาจทางการเมือง

นโยบายของทีมนี้มีความน่าสนใจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • Data-Driven Management: การใช้ข้อมูลจริงมาวิเคราะห์และจัดสรรงบประมาณให้โปร่งใส
  • วิศวกรรมผังเมือง: การปรับปรุงโครงสร้างเพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว
  • สังคมผู้สูงอายุ: การพัฒนาสาธารณสุขชุมชนให้ครอบคลุมรอบด้าน
  • พื้นที่สีเขียว: เพิ่มความปลอดภัยและสุขภาวะที่ดีให้กับคนทุกวัยในเขตพื้นที่

ในมุมมองของผม การเมืองระดับ ส.ก. หรือสภากรุงเทพมหานคร คือรากฐานของการพัฒนาเมืองที่แท้จริง เพราะเป็นผู้ออกกฎหมายและควบคุมการจัดสรรงบประมาณในระดับพื้นที่ การที่ทีมคนทำงานเน้นชูจุดขายเกี่ยวกับการแก้ข้อบัญญัติท้องถิ่น จะเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเมืองมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายผังเมืองหรือการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์สุงสุดต่อชุมชน

หากมองในแง่ของเทรนด์การเลือกตั้งเมืองใหญ่ทั่วโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการคมนาคมถือเป็นโจทย์หลักที่ท้าทาย การที่ทีมผู้สมัครเลือกเดินเกมด้วยการนำเสนอโซลูชันเชิงวิศวกรรมและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ ถือเป็นการยกระดับการหาเสียงที่เข้าถึงคนเมืองรุ่นใหม่มากขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ สำหรับคนกรุงเทพฯ การใช้สิทธิ์เลือกตั้งคือโอกาสสำคัญที่จะเลือกผู้แทนที่พร้อมทำงานเพื่อเราจริงๆ ไม่ว่าคุณจะเชียร์ใคร อย่าลืมศึกษาผู้สมัครในเขตของท่านให้ดี เพราะเสียงของคุณคือพลังในการเปลี่ยนให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ‘ดวงฤทธิ์’ นำทีมคนทำงาน 30 เขต ปั่นจักรยานสู้ศึก ส.ก. ชูจุดขายแก้ข้อบัญญัติเมือง ย้ำจุดยืนอิสระพร้อมร่วมงานผู้ว่าฯ ทุกค่าย

ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. เริ่มแล้ว รับสมัครวันแรกฉลุย กกต. การันตีบัตรเลือกตั้งไร้คิวอาร์โค้ด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตเรื่องร้อนแรงในแวดวงการเมืองท้องถิ่นกันหน่อย โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดในศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. เริ่มแล้ว รับสมัครวันแรกฉลุย กกต. การันตีบัตรเลือกตั้งไร้คิวอาร์โค้ด ซึ่งบรรยากาศที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้นเรียกได้ว่าคึกคักสุดๆ แม้ว่าฝนจะตกลงมาตั้งแต่เช้ามืด แต่เหล่าบรรดาผู้สมัครและทีมงานก็ยังคงมาตามนัดกันอย่างพร้อมเพรียงครับ

ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. เริ่มแล้ว รับสมัครวันแรกฉลุย กกต. การันตีบัตรเลือกตั้งไร้คิวอาร์โค้ด

ต้องบอกว่าการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ ทาง กทม. เอาจริงเอาจังมากครับ เพราะมีการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 1,500 นาย เพื่ออำนวยความสะดวกในทุกด้าน ทางด้านปลัดกรุงเทพมหานครยังเผยด้วยว่าได้เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมไว้รองรับวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งหลายแห่งอยู่นอกอาคาร และหวังว่าครั้งนี้จะมีพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิเกินร้อยละ 60 กันเลยทีเดียว

สำหรับไฮไลท์ที่หลายคนสงสัยคือเรื่องของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทางประธาน กกต. ท้องถิ่นฯ ยืนยันหนักแน่นเลยว่า ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. เริ่มแล้ว รับสมัครวันแรกฉลุย กกต. การันตีบัตรเลือกตั้งไร้คิวอาร์โค้ด แน่นอน โดยไม่มีการใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดใดๆ เพื่อป้องกันความสับสนและป้องกันการทุจริต โดยจะใช้วิธีประทับตราโดยคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งแทน ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมครับ

สีสันผู้สมัครและการขับเคลื่อนนโยบาย

ในส่วนของบรรดาผู้ท้าชิงก็ไม่ได้มีแค่การประกาศตัวเลข แต่ละคนจัดเต็มด้านนโยบายที่น่าสนใจมากครับ:

  • ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (หมายเลข 9): ย้ำแนวทาง Open Data และเน้นการทำงานต่อเนื่อง พร้อมมาตรการปราบโกงที่จริงจัง
  • มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (หมายเลข 14): ชูนโยบายยุคใหม่ด้วยการนำ AI มาใช้ดูแลความปลอดภัยให้คนกรุง 24 ชั่วโมง
  • มงคลกิตติ์ สุขสินธรานนท์ (หมายเลข 7): หวังเจาะฐานเสียงคนรุ่นใหม่ด้วยสไตล์ “กรุงเทพฯ บินได้”
  • หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (หมายเลข 1): เน้นจัดการปัญหาปากท้องและปราบปรามส่วยมาเฟีย
  • ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (หมายเลข 10): มาในธีม “เต็ม 10 ไม่หัก” สร้างความฮือฮาในกลุ่มผู้สนับสนุน

มุมมองทิ้งท้าย: ผมมองว่าศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้มีความน่าสนใจตรงที่ผู้สมัครแต่ละคนเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์เมืองอัจฉริยะ (Smart City) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความโปร่งใสผ่าน Open Data หรือการใช้ AI เพื่อความปลอดภัย ซึ่งนี่คือเทรนด์สำคัญที่คนเมืองยุคนี้ให้ความสนใจครับ สุดท้ายแล้วอำนาจการตัดสินใจอยู่ในมือของพวกเราทุกคน อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกคนที่ใช่เพื่อพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ของเราให้ดีกว่าเดิมนะครับ!

ที่มา – ศึกชิงผู้ว่าฯ กทม. เริ่มแล้ว รับสมัครวันแรกฉลุย กกต. การันตีบัตรเลือกตั้งไร้คิวอาร์โค้ด

รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชา ชี้วิกฤตน้ำมัน ตัวเร่งไทย-กัมพูชา แก้ข้อพิพาททางทะเล ปลดล็อกทรัพยากรพลังงาน 3 แสนล้านดอลลาร์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยเรื่องที่น่าตื่นเต้นและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค นั่นคือประเด็นการเมืองและพลังงานที่กำลังเป็นที่จับตามอง เมื่อล่าสุดมีกระแสข่าวว่า รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชา ชี้วิกฤตน้ำมัน ตัวเร่งไทย-กัมพูชา แก้ข้อพิพาททางทะเล ปลดล็อกทรัพยากรพลังงาน 3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเพื่อนบ้าน แต่มันหมายถึงอนาคตของความมั่นคงทางพลังงานในอ่าวไทยที่เราทุกคนต้องติดตามครับ

แก้ว รตนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Reuters ถึงความจำเป็นที่ต้องเร่งหาข้อยุติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล โดยเขามองว่าวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซนั้น เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีว่า เราไม่อาจฝากความหวังไว้กับการนำเข้าพลังงานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป และการหันมาสำรวจทรัพยากรใต้ทะเลในพื้นที่พิพาทอาจเป็นทางออกสำคัญ

รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชา ชี้วิกฤตน้ำมัน ตัวเร่งไทย-กัมพูชา แก้ข้อพิพาททางทะเล ปลดล็อกทรัพยากรพลังงาน 3 แสนล้านดอลลาร์

หลายคนอาจสงสัยว่าการแก้ข้อพิพาทนี้ทำไมถึงกลายเป็นประเด็นยอดฮิตในตอนนี้ เหตุผลสำคัญคือมูลค่ามหาศาลกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ที่หลับใหลอยู่ใต้ทะเลครับ หากไทยและกัมพูชาสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ เราอาจเห็นการปลดล็อกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันขึ้นมาใช้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล โดยกัมพูชาเองได้เสนอแนวทางตามอนุสัญญา UNCLOS เพื่อใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างสันติ

ทำไมต้องเร่งมือในตอนนี้?

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือเรื่องของ รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชา ชี้วิกฤตน้ำมัน ตัวเร่งไทย-กัมพูชา แก้ข้อพิพาททางทะเล ปลดล็อกทรัพยากรพลังงาน 3 แสนล้านดอลลาร์ นั้นมีปัจจัยเรื่องของ “เวลา” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชาระบุว่า หากเราปล่อยให้ยืดเยื้อไปอีกหลายสิบปี โลกอาจก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ จนความสนใจในน้ำมันและก๊าซลดน้อยลง ทำให้โอกาสที่จะระดมทุนจากบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เช่น TotalEnergies นั้นอาจกลายเป็นเพียงโอกาสที่สูญเปล่า

  • ความมั่นคงทางพลังงาน: ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศที่เปราะบางต่อวิกฤตโลก
  • ดึงดูดการลงทุน: การร่วมมือกันทำให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติกล้าลงเงิน
  • ความร่วมมือระดับภูมิภาค: การเป็นพาร์ทเนอร์ด้านพลังงานช่วยกระชับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาให้แน่นแฟ้นขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน การเร่งเจรจาในขณะที่โลกยังมีความต้องการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลควบคู่ไปกับพลังงานทางเลือก คือกลยุทธ์ที่ฉลาดมากครับ ถึงแม้ขั้นตอนการเจรจาหรือการแบ่งผลประโยชน์จะเป็นเรื่องต้องใช้เวลา แต่การริเริ่มตั้งแต่วันนี้ดีกว่าการรอคอยจนสายเกินไป ความร่วมมือในครั้งนี้หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าพลังงานของภูมิภาคอาเซียนให้เข้มแข็งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเทรนด์พลังงานโลก ลองจินตนาการดูนะครับว่าหากอ่าวไทยเปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ มันจะช่วยลดค่าไฟฟ้าและกระตุ้นเศรษฐกิจบ้านเราได้มากแค่ไหน นี่คือเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตาดูกันยาวๆ ครับ

ที่มา – รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชา ชี้วิกฤตน้ำมัน ตัวเร่งไทย-กัมพูชา แก้ข้อพิพาททางทะเล ปลดล็อกทรัพยากรพลังงาน 3 แสนล้านดอลลาร์

เปิดหมายเลขผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. อัปเดตล่าสุดที่นี่!

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้กระแสการเมืองในเมืองหลวงของเรากำลังร้อนแรงสุดๆ แน่นอนว่าเรื่องที่ทุกคนจับตามองมากที่สุดในตอนนี้ก็คือการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ซึ่งล่าสุดได้มีการ เปิดหมายเลขผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ หลังจากที่เราเฝ้ารอมานานว่าจะได้เห็นใครลงสมัครในนามพรรคหรือในนามอิสระบ้าง วันนี้ได้เห็นโฉมหน้าและหมายเลขกันชัดๆ แล้ว

เจาะลึกรายละเอียด เปิดหมายเลขผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

สำหรับการจับสลากหมายเลขในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแคมเปญการหาเสียงอย่างเป็นทางการครับ ซึ่งหมายเลขถือเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้สมัครต้องใช้สื่อสารกับประชาชนเพื่อให้จดจำได้ง่าย ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อความคิดของคนเมือง สิ่งที่น่าสนใจคือผู้สมัครแต่ละท่านจะใช้กลยุทธ์ออนไลน์อย่างไรในการนำเสนอหมายเลขนี้ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงานที่ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นหลัก

การติดตาม เปิดหมายเลขผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขครับ แต่คือการดูบทบาทและนโยบายที่ผู้สมัครแต่ละคนนำเสนอเพื่อแก้ปัญหาในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด ปัญหาน้ำท่วม หรือการนำเทคโนโลยี Smart City เข้ามาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเราชาวกรุง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมหมายเลขถึงสำคัญในยุคดิจิทัล?

หลายคนอาจสงสัยว่าในยุค AI และมือถือ ทำไมเรายังต้องจำเบอร์? คำตอบคือ “ความชัดเจนและตราประทับใจ” ครับ ในการเลือกตั้งทุกครั้ง หมายเลขคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกตัวตนของผู้สมัคร แคมเปญการสื่อสารต้องมีความสร้างสรรค์เพื่อให้คนจดจำได้ทันทีผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Viral Clip หรือการใช้ Infographic สวยๆ ที่เน้นหมายเลขให้เด่นชัด

  • การเข้าถึงข้อมูล: ตรวจสอบประวัติและวิสัยทัศน์ของผู้สมัครจากหมายเลขที่ได้
  • นโยบายดิจิทัล: ดูว่าผู้สมัครมีนโยบายผลักดันกรุงเทพฯ ให้ก้าวทันโลกยุค Tech มากน้อยแค่ไหน
  • ช่องทางการติดตาม: แต่ละหมายเลขจะมีโซเชียลมีเดียประจำตัวในการอัปเดตงานหาเสียง

นอกจากนี้ ในฐานะคนรุ่นใหม่ ผมอยากเชิญชวนให้ทุกท่านศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงคะแนนครับ เพราะผู้ว่าฯ คือตัวแทนที่จะมากำหนดทิศทางเมืองที่เราต้องอยู่ต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า ลองเข้าไปดูนโยบายของแต่ละหมายเลขผ่านช่องทางออนไลน์ และเตรียมตัวออกไปใช้สิทธิกันให้พร้อมครับ การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน และเสียงของคุณมีค่ามหาศาลในการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อัปเดตข้อมูล อย่าลืมแชร์บทความนี้ไปให้เพื่อนๆ ได้ทราบ เปิดหมายเลขผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. กันนะครับ แล้วมาดูกันว่าโค้งสุดท้ายของการหาเสียง ใครจะนำเสนอนโยบายที่โดนใจชาวกรุงเทพฯ ได้มากที่สุด!

ที่มา – เปิดหมายเลขผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

‘Business School’ ยังจำเป็นมั้ย? ในยุคที่ ‘ความรู้หาง่ายและ AI อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว’

ในโลกที่หมุนเร็วด้วยเทคโนโลยีและ AI ความสงสัยที่ว่า ‘Business School’ ยังจำเป็นมั้ย? ในยุคที่ ‘ความรู้หาง่ายและ AI อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว’ กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามว่าในวันที่คลิปสอนความรู้ระดับโลกหาดูได้ฟรีบน YouTube หรือเก่งเทพแบบ ChatGPT อยู่ในมือ เรายังจำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนโตเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนธุรกิจอีกหรือไม่?

‘Business School’ ยังจำเป็นมั้ย? ในยุคที่ ‘ความรู้หาง่ายและ AI อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว’

คำตอบจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญอย่าง รองศาสตราจารย์ ดร.สุรัตน์ ทีรฆาภิบาล แห่งคณะพาณิชย์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ ‘จำเป็นแน่นอน’ แต่ต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการเป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การเป็น ‘Incubator’ ที่บ่มเพาะประสบการณ์จริง เพราะความรู้อาจหาได้จากอินเทอร์เน็ต แต่การฝึกฝนทักษะการตัดสินใจ การรับมือกับความกดดัน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งนั้น ต้องใช้สภาพแวดล้อมที่จำลองโลกธุรกิจจริงๆ ขึ้นมา

ปรับตัวหรือถูกลบ: เมื่อ Business School ต้องตีโจทย์ใหม่

รายงานจาก World Economic Forum ชี้ว่าทักษะกว่า 44% ในปัจจุบันกำลังจะเปลี่ยนไปภายในปี 2027 สถาบันชั้นนำอย่าง Wharton หรือ ASU จึงหันมาเน้นเรื่อง AI และ Data Analytics แบบเต็มตัว เพื่อให้บัณฑิตไม่ใช่แค่ ‘ผู้ใช้’ แต่ต้องเป็น ‘ผู้สร้าง’ (AI Producer) ที่อยู่เหนือเทคโนโลยี การเรียนแบบท่องจำทฤษฎี (Just in Case) จึงถูกแทนที่ด้วยการเรียนแบบ (Just in Time) ที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว Business School ยุคใหม่ยังต้องให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก คือ

  • Intelligent AI: ไม่ใช่แค่อ่านตำรา แต่ต้องประยุกต์ใช้ Agentic AI ในการจัดการ Workflow จริง
  • Balance (ESG): มองข้ามแค่ผลกำไรสู่การสร้างความยั่งยืนที่โลกต้องการ
  • Connected: การมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ทั้งในไทยและระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสการฝึกงานและเรียนรู้ตลอดชีวิต

ความรู้ที่ AI ทดแทนไม่ได้

ในวันที่ AI คำนวณตัวเลขและเขียนดราฟต์งานได้ดีกว่าคน ทักษะที่กลายเป็น ‘Premium Skill’ คือ Critical Thinking และความรับผิดชอบ (Responsibility) สิ่งเหล่านี้คือ DNA ของผู้นำที่โรงเรียนธุรกิจต้องปลูกฝัง การที่ ‘Business School’ ยังจำเป็นมั้ย? ในยุคที่ ‘ความรู้หาง่ายและ AI อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว’ นั้น ขึ้นอยู่กับการที่สถาบันเลือกที่จะไม่หยุดนิ่ง แต่เปลี่ยนตัวเองให้เป็นโซลูชันที่ส่งต่อคุณค่าให้คนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรือแม้แต่คนทำงานที่ต้องการ Upskill

สรุปแล้ว สถาบันการศึกษาในอนาคตไม่ได้มีหน้าที่แค่ ‘ให้ใบปริญญา’ แต่คือการเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งนวัตกรรมและสังคม หากคุณกำลังวางแผนสร้างชีวิตในโลกธุรกิจ การมองหาสถาบันที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและเน้นการลงมือทำจริงจะเป็นแต้มต่อที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – ‘Business School’ ยังจำเป็นมั้ย? ในยุคที่ ‘ความรู้หาง่ายและ AI อยู่ใกล้แค่ปลายนิ้ว’

‘ชัชชาติ’ ปั่นจักรยานสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เช้าตรู่ ชูวิสัยทัศน์เทคโนโลยีก้าวกระโดด-สานต่อ 250 นโยบาย พร้อมเป็นผู้ว่าฯ ติดดินรับใช้ประชาชน

ภาพชินตาของเช้าวันใหม่ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง คือการปรากฏตัวของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่เดินทางมาด้วยจักรยานคู่ใจ ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่มีผู้คนจับตามองมากที่สุด ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสมัครเลือกตั้งธรรมดา แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่อยากจะให้เมืองหลวงของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง ผ่านแนวคิด ‘ชัชชาติ’ ปั่นจักรยานสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เช้าตรู่ ชูวิสัยทัศน์เทคโนโลยีก้าวกระโดด-สานต่อ 250 นโยบาย พร้อมเป็นผู้ว่าฯ ติดดินรับใช้ประชาชน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการหาเสียงในครั้งนี้

‘ชัชชาติ’ ปั่นจักรยานสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เช้าตรู่ ชูวิสัยทัศน์เทคโนโลยีก้าวกระโดด-สานต่อ 250 นโยบาย พร้อมเป็นผู้ว่าฯ ติดดินรับใช้ประชาชน

สำหรับการก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งในครั้งนี้ ชัชชาติไม่ได้แสดงความตื่นเต้นแต่อย่างใด เขาเน้นย้ำเสมอว่า สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขผลโพล คือเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนที่ต้องนำมาปรับใช้ในการทำงานจริง โดยเขามองว่าตนคือ “ผู้ว่าฯ ติดดิน” ที่พร้อมรับฟังทุกปัญหา และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายกว่า 250 ประการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การจัดการจราจร หรือแม้แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความเป็นโปร่งใสครับ

การนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวขับเคลื่อนเมืองยุคใหม่

หากเราพูดถึงวิสัยทัศน์ของชัชชาติ สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำถึงเรื่องเทคโนโลยีที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในโลกยุคดิจิทัลที่กรุงเทพฯ ต้องแข่งขันกับเมืองชั้นนำทั่วโลก การที่เขาประกาศว่าจะใช้ระบบออนไลน์เข้ามาจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการดึงเอาคนเก่งมาร่วมงานในทีมบริหารโดยไม่มีข้อจำกัดทางการเมือง เป็นสัญญาณที่ดีที่เราจะเห็นการทำงานเชิงรุกมากขึ้นครับ

นอกจากนี้ ในส่วนของการบริหารจัดการเมือง ชัชชาติยังให้ความสำคัญกับ:

  • การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม: เน้นระบบเส้นเลือดฝอย เพิ่มอุโมงค์ระบายน้ำ และการปิดช่องโหว่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
  • เศรษฐกิจ: มุ่งหวังให้กรุงเทพฯ เป็นตลาดแรงงานที่น่าดึงดูดสำหรับบริษัทชั้นนำและคนรุ่นใหม่
  • การทำงานเชิงรุก: สโลแกน “กรุงเทพฯ ทำงาน” คือเครื่องหมายการค้าที่ยืนยันว่าเขาพร้อมทำหน้าที่ทันทีที่มีโอกาส

เมื่อเราย้อนกลับไปมองกระบวนการทำงานที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า ‘ชัชชาติ’ ปั่นจักรยานสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เช้าตรู่ ชูวิสัยทัศน์เทคโนโลยีก้าวกระโดด-สานต่อ 250 นโยบาย พร้อมเป็นผู้ว่าฯ ติดดินรับใช้ประชาชน นั้นไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง แต่มันคือวิถีชีวิตและการบริหารที่เน้นผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง การที่เขาพร้อมเปิดรับฟังคำตำหนิและนำไปแก้ไข แสดงถึงความถ่อมตนและความรอบคอบที่จำเป็นสำหรับการเป็นผู้นำเมืองหลวงที่มีประชากรกว่าสิบล้านคน

ในมุมมองความเห็นส่วนตัวของเรา การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า เทคโนโลยีจะสามารถเปลี่ยนสถานะกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองน่าอยู่ได้อย่างไรกันแน่ ชัชชาติได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ได้พิงแอบอยู่กับเครื่องรางหรือความงมงาย แต่พึ่งพาข้อมูลและทีมงานคุณภาพ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าศึกษาอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ การติดตามผลงานและนโยบายในเชิงลึกจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยตัดสินใจเลือกผู้นำที่ใช่ครับ

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ ปั่นจักรยานสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เช้าตรู่ ชูวิสัยทัศน์เทคโนโลยีก้าวกระโดด-สานต่อ 250 นโยบาย พร้อมเป็นผู้ว่าฯ ติดดินรับใช้ประชาชน