ผู้เขียน: lalika69_admin

กองทัพเรือแถลง เรือสินค้าไทย ‘มยุรีนารี’ ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เร่งประสานทางการโอมานช่วยลูกเรือ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีข่าวร้อนๆ ทางทะเลมาอัปเดตให้ฟังกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ ในโลกโซเชียล นั่นคือ กองทัพเรือแถลง เรือสินค้าไทย ‘มยุรีนารี’ ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เร่งประสานทางการโอมานช่วยลูกเรือ ครับ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่สะท้อนถึงความเสี่ยงในเส้นทางการค้าทางทะเลที่เราอาจไม่เคยคิดถึงมาก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ล่อแหลมอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

กองทัพเรือแถลง เรือสินค้าไทย ‘มยุรีนารี’ ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เร่งประสานทางการโอมานช่วยลูกเรือ

เช้านี้ (11 มีนาคม) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ จากศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเลของกองทัพเรือครับ รายงานเบื้องต้นบอกว่า เวลาประมาณ 11.00 น. เรือบรรทุกสินค้าเทกองชื่อ มยุรีนารี (Mayuree Naree) สัญชาติไทย ถูกโจมตีขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

เรือลำนี้มีระวางขับน้ำราว 30,000 ตัน เป็นของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) ก่อนเกิดเหตุ ออกเดินทางจากท่าเรือคาลิฟา ใน UAE ตั้งแต่ตี 3 ของวันเดียวกัน ทุกอย่างดูปกติ แต่แล้วก็เจอเหตุไม่คาดฝัน สาเหตุและรูปแบบการโจมตียังอยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่จากประสบการณ์ของผมที่ติดตามข่าวทะเลมานาน ช่องแคบฮอร์มุซนี่แหละครับ ที่มักมีปัญหาความขัดแย้ง จนเคยมีเรือน้ำมันถูกโจมตีมาแล้วหลายครั้ง

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดเสี่ยงสูงสุดของการขนส่งสินค้าน้ำมัน

เพื่อนๆ รู้ไหมครับ ช่องแคบฮอร์มุซกว้างแค่ 21 ไมล์ แต่ขนส่งน้ำมันโลกถึง 20% ผ่านที่นี่! มันคือคอขวดของพลังงานโลก ถ้ามีปัญหา ราคาน้ำมันพุ่งแน่นอน จากประวัติศาสตร์ มีทั้งโจรสลัด อุบัติเหตุ และความตึงเครียดทางการเมือง อย่างปี 2019 ที่มีเรือหลายลำถูกโจมตี ครั้งนี้เรือไทยโดนด้วย ยิ่งทำให้ตื่นตัว

  • เรือมยุรีนารี: ขนาดใหญ่ 30,000 DWT บรรทุกสินค้าเทกอง
  • ลูกเรือ: ชาวไทย 23 คน
  • เจ้าของ: พรีเชียส ชิพปิ้ง

กองทัพเรือไทยเร่งช่วยเหลือทันที

หลังทราบเรื่อง กองทัพเรือไม่รอช้า ประสานงานผ่าน Combined Maritime Forces (CMF) ซึ่งเป็นกองกำลังทางทะเลนานาชาติ ส่งนายทหารที่ประจำการที่นั่น ติดต่อสถานทูตไทยในโอมานทันที ล่าสุด กองทัพเรือโอมานเข้าช่วยลูกเรือแล้ว 20 คน นำขึ้นฝั่งที่เมืองคาซับ ปลอดภัยเรียบร้อย อีก 3 คนกำลังเร่งช่วยเหลือ กองทัพเรือไทยยืนยัน เฝ้าติดตามใกล้ชิด

จากมุมมอง expert อย่างผม การช่วยเหลือครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายความมั่นคงทางทะเลที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AIS (Automatic Identification System) ที่ช่วยติดตามเรือแบบเรียลไทม์ หรือโดรนตรวจการณ์ที่ CMF ใช้ ทำให้การตอบสนองเร็วขึ้นมาก ถ้าไม่มีเทคเหล่านี้ อาจช้าและเสี่ยงกว่าเดิม

แต่เพื่อนๆ ที่ชอบติดตามข่าวบันเทิงและเทคอย่างเรา คิดดูสิครับ เรื่องแบบนี้มันเหมือน剧情ในหนังแอคชั่นเลยนะ เรือไทยพลิกวิกฤตได้ด้วยทีมเวิร์คนานาชาติ มันสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยได้ดีทีเดียว

ข้อคิดและแนวโน้มในอนาคต

ในฐานะคนที่ศึกษาข่าวทะเลมานาน ผมเห็นแนวโน้มว่าความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้น จากความตึงเครียดอิหร่าน-ตะวันตก บริษัทขนส่งต้องลงทุนเทคมากขึ้น เช่น AI วิเคราะห์เสี่ยง หรือเรืออัตโนมัติ เพื่อปกป้องลูกเรือ สำหรับเรา แนะนำติดตามข่าวอัปเดตจากกองทัพเรือ สนับสนุนลูกเรือไทยด้วยการแชร์ข่าวนี้ และถ้ามีโอกาส ลองศึกษาการเดินเรือสมัยใหม่ดู สนุกและมีประโยชน์!

เรียก action: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ และติดตาม update ลูกเรือมยุรีนารีกันนะครับ ปลอดภัยทุกคน!

ที่มา – กองทัพเรือแถลง เรือสินค้าไทย ‘มยุรีนารี’ ถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เร่งประสานทางการโอมานช่วยลูกเรือ

กองทัพบกขานรับนโยบายรัฐบาล ประกาศปรับแผน WFH-ประหยัดพลังงาน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

สวัสดีครับทุกท่าน! ในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง กองทัพบกของเราก็ไม่ยอมแพ้ ประกาศปรับแผนใหญ่เพื่อรับมือสถานการณ์นี้อย่างจริงจัง วันนี้ผมจะพาทุกคนไปดูรายละเอียด กองทัพบกขานรับนโยบายรัฐบาล ประกาศปรับแผน WFH-ประหยัดพลังงาน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ตามมติ ครม. วันที่ 10 มีนาคม 2569 นี่คือมาตรการที่ทั้งฉลาดและยั่งยืน เหมาะกับยุคดิจิทัลที่เราทุกคนคุ้นเคยกับ WFH อยู่แล้ว

กองทัพบกขานรับนโยบายรัฐบาล ประกาศปรับแผน WFH-ประหยัดพลังงาน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง: แนวทางบริหารกำลังพล

กองทัพบก โดยกรมกำลังพลทหารบก ออกแนวทางชัดเจนเพื่อให้งานเดินหน้าต่อเนื่อง โดยแบ่งกลุ่มกำลังพลออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ผู้บังคับบัญชาและตำแหน่งสำคัญต้องมาปฏิบัติที่หน่วยตามปกติ เพื่อรักษาความพร้อมรบ แต่สำหรับกำลังพลทั่วไป หน่วยสามารถจัดผลัดหมุนเวียน WFH ได้ตามความเหมาะสม โดยไม่กระทบภารกิจราชการ

ระหว่าง WFH กำลังพลต้องรายงานตัวผ่านแอปหรือช่องทางที่หน่วยกำหนด เวลา 08.30 น. และ 13.00 น. ทุกวัน และพร้อมติดต่อได้ตลอดเวลาราชการ หากมีเหตุเร่งด่วนต้องกลับหน่วยทันที นี่คือการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับวินัยทหารได้อย่างลงตัว เหมือนที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ใช้ Zoom หรือ Microsoft Teams ในการประชุมระยะไกล

มาตรการประหยัดพลังงานขั้นเด็ดขาด

นอกจาก WFH แล้ว ยังมีมาตรการประหยัดพลังงานที่ครอบคลุมทั้งระดับบุคคลและหน่วยงาน เริ่มจากระดับบุคคล: รณรงค์ลดใช้พลังงานที่บ้าน เลือกขนส่งสาธารณะแทนรถส่วนตัว เพื่อตัดการใช้น้ำมัน ลองนึกภาพกำลังพลนั่ง BTS หรือ MRT แทนขับรถ ก็ช่วยลดคาร์บอนฟุตプリ้นท์ได้มหาศาล

  • ระดับหน่วยงาน: ใช้ไฟและแอร์เท่าที่จำเป็น ตั้งแอร์ไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับจำนวนคนที่ทำงาน เหมือนสมาร์ทบิลดิ้งที่ใช้เซ็นเซอร์อัตโนมัติ
  • บริหารองค์กร: จัดประชุมออนไลน์ บูรณาการงานในพื้นที่เดียวกัน ลดพลังงานอาคาร
  • เดินทางต่างประเทศ: ชะลอหรือหลีกเลี่ยงเว้นแต่จำเป็นยิ่งยวด

วัตถุประสงค์คือสนับสนุนนโยบายรัฐบาลให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็รักษาความมั่นคงชาติ ผมในฐานะคนที่ติดตามเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์มานาน มองว่านี่คือก้าวสำคัญของกองทัพไทยสู่ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน โดยเฉพาะ WFH ที่ช่วยลดการเดินทาง ลดต้นทุน และเพิ่ม work-life balance แม้ในองค์กรทหาร

วิกฤตตะวันออกกลางกระทบไทยอย่างไร?

สถานการณ์ตะวันออกกลางร้อนระอุ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง ไทยที่พึ่งพาการนำเข้ากว่า 80% ก็เสี่ยงวิกฤตพลังงาน มาตรการนี้ไม่ใช่แค่กองทัพ แต่เป็นแบบอย่างให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในวงการเทคและบันเทิงที่ใช้พลังงานสูงจากการสตรีมมิ่งหรือเซิร์ฟเวอร์ ลองคิดดู ถ้าศิลปินดังๆ อย่าง BOWKYLION หรือแฟนๆ K-pop ช่วยกันประหยัดไฟตอนดูคอนเสิร์ตออนไลน์ ก็ช่วยชาติได้เยอะ

จากประสบการณ์ผมที่เคยเห็นบริษัทเทคชั้นนำปรับตัวช่วงโควิด WFH ไม่เพียงลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเพิ่ม productivity ถ้ากองทัพบกทำได้ องค์กรอื่นๆ ก็ทำตามได้แน่นอน ในอนาคต เราอาจเห็น AI ช่วยจัดการพลังงานอัตโนมัติ หรือแอปติดตามการใช้ไฟส่วนตัวที่กำลังมาแรง

สรุปแล้ว กองทัพบกขานรับนโยบายรัฐบาล ประกาศปรับแผน WFH-ประหยัดพลังงาน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง คือมาตรการที่ฉลาด ทันสมัย และยั่งยืน ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนช่วยกัน ประหยัดพลังงานวันละนิด โลกเราจะดีขึ้น ลองเริ่มจากตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ เช่น ปิดไฟตอนไม่ใช้ หรือ WFH ให้มีประสิทธิภาพ สนับสนุนกองทัพไทยไปด้วยกันครับ! แชร์ประสบการณ์ WFH ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลย

ที่มา – กองทัพบกขานรับนโยบายรัฐบาล ประกาศปรับแผน WFH-ประหยัดพลังงาน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

อดีตฮีโร่สิ่งแวดล้อมได้รับอนุญาตกังหันก๊าซ 41 ตัวในมิสซิสซิปปี้

ตามรายงานจาก CNBC ล่าสุด xAI ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ SpaceX ที่ Elon Musk เป็นเจ้าของ ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากได้รับอนุญาตจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นให้สร้างกังหันก๊าซธรรมชาติ 41 ตัวในเมือง Southaven รัฐมิสซิสซิปปี้ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูล AI

อดีตฮีโร่สิ่งแวดล้อมได้รับอนุญาตกังหันก๊าซ 41 ตัวในมิสซิสซิปปี้

ยุคนี้ไม่มีใครพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันแล้ว แต่ลองย้อนนึกถึงอดีตสักครู่ Elon Musk ไม่ใช่คนที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (คำนี้เหมือนหายไปนานเป็นร้อยปี) เขาเคยถูกมองว่าเป็นฮีโร่ด้านสิ่งแวดล้อมโดยผิดพลาด ในปี 2008 The Guardian ยังจัดเขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ ‘ช่วยโลกได้’

Musk เคยสนับสนุนภาษีคาร์บอนหลายครั้ง เพื่อผลักดันตลาดไปสู่พลังงานหมุนเวียนและรถไฟฟ้า ตั้งแต่กว่า 10 ปีก่อน และยังยืนยันจุดยืนนี้แม้ในช่วงที่หันไปทางขวา ตามที่ Cato Institute รายงาน

คำพูดของ Musk เกี่ยวกับอันตรายจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

พูดง่ายๆ Musk เคยพูดถึงอันตรายของเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างกว้างขวาง เขาแสดงความกังวลแต่ไม่เคยตื่นตระหนก ในปี 2014 ระหว่างสัมภาษณ์กับ Chris Hayes เขากล่าวว่า:

ความกังวลใหญ่สุดของผมคือขนาดของอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำมันเบนซิน ดีเซล หรือเชื้อเพลิงฟอสซิล

จำนวนโรงงานที่ต้องสร้างเพื่อผลิตแบตเตอรี่ รถไฟฟ้า แผงโซลาร์ มันมหาศาล ถ้าคิดถึงทุ่นน้ำมัน ก๊าซ โรงกลั่นที่ต้องแทนที่ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ การเปลี่ยนเร็วเกินไปคงยาก

ปัญหาใหญ่คือตลาดล้มเหลว เพราะไม่มีราคาคาร์บอน การปล่อยคาร์บอนจึงได้กำไรสูง นักวิศวกรรมปิโตรเคมีรวยได้มาก แต่ไม่ควรอย่างนั้น

แต่ในปี 2024 Musk ใช้เงินราว 250 ล้านดอลลาร์ ช่วย Donald Trump ชนะเลือกตั้ง Trump คือคู่ขัดแย้งใหญ่สุดของภาษีคาร์บอน เขาทำให้ภาษีคาร์บอนในสหรัฐฯ เป็นเรื่องต้องห้าม และในสมัยที่สอง ขู่ออกกฎเศรษฐกิจเพื่อขวางภาษีคาร์บอนการขนส่งระหว่างประเทศ

นักวิจารณ์กล่าวหา Trump ว่าเป็น ‘climate nihilism’ ตาม The Guardian Trump ยังคงปฏิเสธแบบโบราณ แม้ปี 2026 ยังโพสต์เรื่องพายุหิมะว่าไม่มีการอบอุ่นโลก บน Truth Social

Climate nihilism คือยอมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นจริง แต่เมินต้นทุนอย่างภัยพิบัติและการตายจำนวนมาก ถ้าจะเป็น nihilist จริงๆ ต้องเข้าใจจริยธรรมในฐานะหนึ่งใน 5 คนทรงอิทธิพลสุดของโลก แต่ยังจงใจทำให้สภาพภูมิอากาศแย่ลง

เหตุการณ์ อดีตฮีโร่สิ่งแวดล้อมได้รับอนุญาตกังหันก๊าซ 41 ตัวในมิสซิสซิปปี้ นี้ชี้ให้เห็นความขัดแย้งในตัว Musk เขาเคยพูดถึงปัญหา แต่ตอนนี้ xAI กำลังสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซที่อาจปล่อยมลพิษมหาศาลเพื่อรองรับ AI ที่กินไฟมหาศาล นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความจำเป็นทางธุรกิจชนะอุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่ AI เติบโตอย่างรวดเร็ว ความต้องการพลังงานพุ่งสูง แต่การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติแทนพลังงานสะอาดอาจย้อนศรกับคำมั่นสัญญาเก่าๆ ของ Musk นักสิ่งแวดล้อมตั้งคำถาม: จะยอมแลกสุขภาพชุมชนในมิสซิสซิปปี้เพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือไม่?

  • กังหัน 41 ตัวจะผลิตไฟฟ้าเท่าโรงไฟฟ้าขนาดกลาง
  • ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ
  • ขัดกับภาพลักษณ์ Tesla และ SolarCity

สุดท้ายแล้ว นี่คือบทเรียนว่าคนดังด้านเทคโนโลยีอาจไม่ใช่ฮีโร่สิ่งแวดล้อมตลอดกาล คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมกับเราต่อไปเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – Former Climate Hero Wins Permit for 41 Gas Turbines in Mississippi

ศาลพิพากษายกฟ้องแอม ไซยาไนด์ คดีวางยาฆ่าเหยื่อรายที่ 3 ชี้หลักฐานครอบครองสารพิษไม่ชัดเจน แต่สั่งขังระหว่างอุทธรณ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามีข่าวใหญ่ในวงการ true crime ที่หลายคนติดตามมาอย่างยาวนาน นั่นคือ ศาลพิพากษายกฟ้องแอม ไซยาไนด์ คดีวางยาฆ่าเหยื่อรายที่ 3 ชี้หลักฐานครอบครองสารพิษไม่ชัดเจน แต่สั่งขังระหว่างอุทธรณ์ ครับ คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก ซึ่งเป็นคดีหมายเลขดำ อ.274/2568 ที่อัยการฟ้อง สรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือที่รู้จักกันในนาม แอม ไซยาไนด์ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน โดยเหยื่อรายนี้คือ นิตยา แก้วบุปผา อายุ 36 ปี ที่เสียชีวิตช่วง 22-23 สิงหาคม 2563 จากการถูกวางยาไซยาไนด์ในเครื่องดื่ม

ศาลพิพากษายกฟ้องแอม ไซยาไนด์ คดีวางยาฆ่าเหยื่อรายที่ 3 ชี้หลักฐานครอบครองสารพิษไม่ชัดเจน แต่สั่งขังระหว่างอุทธรณ์

ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานอย่างละเอียด และสรุปประเด็นสำคัญหลายอย่างที่ทำให้คดีนี้พลิกผัน จากมุมมองของผมที่ติดตามคดีดังๆ มานาน จะเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเองนะครับ

หลักฐานการพบเห็นและสาเหตุเสียชีวิต

แม้ว่าแอมจะปฏิเสธว่าไม่เคยไปหานิตยาที่ไซต์ก่อสร้างนครปฐม แต่พยานหลายปากยืนยันว่าพบเห็นจริง ส่วนผลชันสูตร แพทย์นิติเวชตอนแรกไม่ได้ตรวจไซยาไนด์เพราะไม่มีข้อสงสัย แต่ภายหลังผู้เชี่ยวชาญจากศิริราชวิเคราะห์ภาพถ่ายและข้อมูล พบว่าอาการตรงกับการโดนพิษไซยาไนด์ ศาลเลยเชื่อว่าตายจากไซยาไนด์จริงๆ แต่ปัญหาคือ เชื่อว่านิตยาตายเพราะยานี่แหละ แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าแอมเป็นคนใส่!

มูลเหตุจูงใจเรื่องทรัพย์สิน

โจทก์บอกว่าแอมฆ่าเพื่อชิงทรัพย์เพราะนิตยานำรถ 2 คันมาจำนำกับแอม 150,000 บาท แต่หลังนิตยาตาย แอมกลับติดต่อสามีผู้ตายให้มาไถ่รถคืน พฤติกรรมนี้ดูปกติเกินไป ไม่เข้าข่ายชิงทรัพย์ชัดๆ ครับ ทำให้ศาลสงสัยเจตนา

จุดตัดสินคดี: หลักฐานครอบครองไซยาไนด์

นี่คือด่านสำคัญ! หลักฐานสั่งซื้อไซยาไนด์ของแอมอยู่ปี 2565 ซึ่งหลังเหตุการณ์ปี 2563 มาก อัยการพิสูจน์ไม่ได้ว่าแอมมีของในครอบครองตอนนั้น และใช้ยังไง ศาลย้ำว่าต้องพิจารณาแต่ละคดีแยก ไม่เอาคำพิพากษาคดีอื่นมาผูก เพราะหลักฐาน digital trail อย่างใบสั่งซื้อต้อง match timeline ให้เป๊ะ มุมมอง tech ของผมคือ ในยุคนี้ ถ้ามี CCTV หรือ log การซื้อออนไลน์ที่ชัด จะช่วยได้เยอะ แต่ที่นี่มันหลวม

สุดท้าย ศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แอม ยกฟ้องและยกค่าสินไหมทดแทน แต่สั่งขังรออุทธรณ์ต่อ ทนายธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ บอกว่าหลักฐานโจทก์อ่อนเรื่องครอบครองยา และจำนำรถเป็นธุรกรรมปกติ คดีอื่นๆ ของแอมจะแบ่งเป็นก่อน-หลัง 9 ส.ค. 2565 ซึ่งเป็นวันที่เจอหลักฐานสั่งซื้อ

ย้อน background แอม ไซยาไนด์ คดีดังระดับชาติ ส่งฟ้อง 15 คดี ฆ่า 14 พยายาม 1 ก่อนหน้านี้ยกประหารคดีก้อย ศิริพร และจำตลอดชีวิตคดีสารวัตรปู คดีนี้เป็นรายที่ 3 ที่ยกฟ้อง แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยยึดหลัก “ไร้ความสงสัย = บริสุทธิ์” จริงๆ

จากประสบการณ์ติดตาม true crime อย่าง Netflix series หรือ podcast ไทย คดี poison แบบนี้ต้องมี chain of evidence แน่น ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่ามือใครแตะขวดยา ก็ยาก Trend สังคมตอนนี้คือ ประชาชนอยากเห็นความยุติธรรม แต่ก็เคารพกระบวนการ ผมคิดว่าคดีแอมจะเป็น case study สอนตำรวจเรื่อง digital forensics ดีๆ ในอนาคต

คุณคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ อัพเดทข่าว สุดท้าย อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่อข่าว entertainment และ tech ที่น่าสนใจต่อไป!

ที่มา – ศาลพิพากษายกฟ้องแอม ไซยาไนด์ คดีวางยาฆ่าเหยื่อรายที่ 3 ชี้หลักฐานครอบครองสารพิษไม่ชัดเจน แต่สั่งขังระหว่างอุทธรณ์

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งความสื่อ-ประชาชนจากเหตุเลือกตั้งซ่อมเขตคันนายาว ด้านตำรวจยืนยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งความสื่อ-ประชาชนจากเหตุเลือกตั้งซ่อมเขตคันนายาว ด้านตำรวจยืนยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกคน! วันนี้พี่มาอัปเดตข่าวร้อนการเมืองที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียกันนะครับ โดยเฉพาะประเด็น กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งความสื่อ-ประชาชนจากเหตุเลือกตั้งซ่อมเขตคันนายาว ด้านตำรวจยืนยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร ซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุการณ์วุ่นวายในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อเดือนที่แล้ว ใครที่ติดตามข่าวการเมืองหรือแม้แต่ดราม่าในทวิตเตอร์กับเฟซบุ๊ก คงจะเห็นคลิปไวรัลจากวันนั้นเพียบเลยใช่ไหมล่ะ?

ย้อนเหตุการณ์กันหน่อยนะครับ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา การเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 5 คันนายาว กรุงเทพฯ เกิดความปั่นป่วนหนัก มีกลุ่มบุคคลรวมตัวก่อความวุ่นวายหน่วยเลือกตั้ง ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นไปอย่างเรียบร้อย กกต. จึงไม่นิ่งนอนใจ รีบเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง 6 รายทันที ซึ่งรวมถึงสื่อมวลชนและประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนยุยงหรือก่อความไม่สงบ

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งความสื่อ-ประชาชนจากเหตุเลือกตั้งซ่อมเขตคันนายาว ด้านตำรวจยืนยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

ล่าสุดวันนี้ (11 มีนาคม 2567) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร เดินทางมาพร้อมทนายความ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมและนำเอกสารพยานหลักฐานชุดใหม่มาเสริม ครั้งแรกที่แจ้งความเอกสารยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ พวกเขาปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อ รีบเข้าห้องสอบสวนเลยครับ สไตล์มืออาชีพจริงๆ

ข้อกล่าวหาหลักที่ กกต. ฟ้องร้อง

  • พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคสอง – ขัดขวางการเลือกตั้ง
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 – ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก
  • มาตรา 209 – เป็นอั้งยี่หรือผู้บังคับบัญชา
  • มาตรา 322 – ก่อความวุ่นวาย
  • พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 – นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

นี่คือจุดที่น่าสนใจสำหรับคนรักเทคโนโลยีอย่างเราๆ นะครับ เพราะข้อหาพรบ.คอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นว่าการโพสต์คลิปหรือข้อความในโซเชียลมีเดียที่อาจถูกตีความว่าเป็นการยุยง สามารถกลายเป็นคดีอาญาได้ง่ายๆ ในยุคนี้ที่ทุกอย่างไวรัลชั่วข้ามคืน คลิปจากเหตุการณ์คันนายาวแพร่กระจายในติ๊กต็อกและ X (ทวิตเก่า) จนล้านวิวเลยทีเดียว

ทางด้าน พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่าตอนนี้ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหาใครเลยครับ กระบวนการยังอยู่ในขั้นสอบปากคำผู้กล่าวหา และรอเรียก กปน. (คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง) ในพื้นที่มาสอบให้ครบก่อน ค่อยพิจารณาขั้นตอนกฎหมายต่อไป ทุกอย่างต้องโปร่งใสตามขั้นตอน

ความเคลื่อนไหวจากฝั่งผู้ถูกกล่าวหา

ขณะเดียวกัน มีข่าวลือร้อนว่า พรุ่งนี้ (12 มี.ค.) เวลา 10.00 น. สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งติดリストผู้ถูกกล่าวหา จะเดินทางไปกองบังคับการปราบปรามด้วยตัวเอง เพื่อสอบถามรายละเอียดข้อหา ตรวจสอบผู้กล่าวหา และข้อเท็จจริงทั้งหมด อยากรู้จริงๆ ว่ากรณีนี้จะจบยังไง

ในมุมมองของพี่ที่ติดตามคดีการเมืองและเทคโนโลยีมานับสิบปี กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการเลือกตั้งในยุคดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงจาก ‘ข่าวปลอม’ และ ‘ม็อบออนไลน์’ ถ้าไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ได้ Trend ที่เห็นชัดคือ การใช้กฎหมายไซเบอร์มากขึ้นในการควบคุมข้อมูลเท็จ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ละเมิดเสรีภาพการแสดงออกนะครับ

เพื่อนๆ คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้าง? กกต. ทำถูกหรือเกินกว่าเหตุ? มาคอมเมนต์แชร์กันด้านล่างเลยครับ หรือแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจดราม่าเลือกตั้งได้รู้ด้วย ติดตามอัปเดตต่อไปที่นี่นะ!

ที่มา – กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งความสื่อ-ประชาชนจากเหตุเลือกตั้งซ่อมเขตคันนายาว ด้านตำรวจยืนยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 รุกพัฒนา ‘ผ้ามัดย้อมยี่สาร’ ชูโมเดลประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ปั้นภูมิปัญญา ‘น้ำกะเตา’ สู่หัตถศิลป์พรีเมียม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้ผมมีเรื่องเจ๋งๆ มาอัปเดตให้ฟังกัน จากกลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 รุ่นที่ 15 ของสถาบันพระปกเกล้า ที่ลงพื้นที่จริงจังที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ขับเคลื่อนโครงงานสุดยั่งยืน ‘การพัฒนาภูมิปัญญาชุมชนป่าชายเลน เพื่อการจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน’ นี่คือตัวอย่างของ กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 รุกพัฒนา ‘ผ้ามัดย้อมยี่สาร’ ชูโมเดลประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ปั้นภูมิปัญญา ‘น้ำกะเตา’ สู่หัตถศิลป์พรีเมียม ที่ผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ากับแนวคิดทันสมัย ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านหัตถศิลป์ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ 100% แถมยังสร้างกลไกดูแลทรัพยากรด้วยหลักประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 รุกพัฒนา ‘ผ้ามัดย้อมยี่สาร’ ชูโมเดลประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ปั้นภูมิปัญญา ‘น้ำกะเตา’ สู่หัตถศิลป์พรีเมียม

หลังจากลงพื้นที่ศึกษาชุมชน คณะนักศึกษากลุ่มเหยี่ยวค้นพบขุมทรัพย์ล้ำค่าอย่าง ‘น้ำกะเตา’ น้ำสกัดจากเปลือกไม้ตะบูนและโกงกาง ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ชาวยี่สารใช้ถนอมแหอวน ตอนนี้ถูกต่อยอดเป็นผ้ามัดย้อมโทนสีน้ำตาลอมแดงสุดเอกลักษณ์! ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีสีจากใบหูกวาง โพทะเล และลูกจาก ที่สะท้อนความหลากหลายของป่าชายเลนยี่สารได้อย่างลงตัว ในฐานะคนที่ติดตามเทรนด์แฟชั่นยั่งยืน ผมบอกเลยว่านี่คือ sustainable fashion แบบไทยแท้ ที่ไม่แพ้แบรนด์ดังๆ ระดับโลกเลยครับ

ชู ‘น้ำกะเตา’ อัตลักษณ์ป่าชายเลนยี่สาร

น้ำกะเตาไม่ใช่แค่น้ำย้อมผ้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ การนำมาต่อยอดเป็นหัตถศิลป์พรีเมียม ช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่ม โดยไม่ทำลายธรรมชาติ ผมชอบตรงที่สีธรรมชาติเหล่านี้ไม่ใช่สารเคมี สวมใส่สบาย ปลอดภัยต่อผิว แถมยังเล่าเรื่องราวท้องถิ่นได้ดี เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชอบสินค้าที่มี story

จารีต ‘ป่าปลูกต่อ’ : กติกาชุมชนเข้มแข็งยิ่งกว่ากฎหมาย

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือระบบ ‘ป่าปลูกต่อ’ ในพื้นที่เอกชน เจ้าของที่ดินตัดขายโกงกางแล้วต้องปลูกทดแทนทันที ชาวบ้านใช้ประโยชน์อื่นๆ ด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย แถมลอกเปลือกไม้แค่ครึ่งต้นให้ต้นฟื้นตัวได้ นี่คือบรรทัดฐานสังคมที่รักษาสมดุลมนุษย์-ธรรมชาติได้ดีกว่ากฎหมายเยอะ! จากประสบการณ์ผมที่เห็นโมเดลชุมชนอื่นๆ หลักนี้คือกุญแจสู่ความยั่งยืนจริงๆ

ยกระดับตลาดด้วยดิจิทัลและบรรจุภัณฑ์สุดชิค

กลุ่มเหยี่ยวไม่ได้หยุดแค่ผลิตภัณฑ์ แต่พุ่งเป้าไปที่ตลาดสมัยใหม่ ด้วย 2 กลยุทธ์หลัก:

  • Storytelling Packaging: กล่องกระดาษคราฟท์ที่เล่าเรื่องน้ำกะเตา จาก OTOP สู่พรีเมียมแบรนด์ เปลี่ยนภาพลักษณ์ได้ทันตาเห็น!
  • คลังสารสนเทศดิจิทัล: สอนจัดการ Facebook Page ขยายฐานลูกค้าสู่ eco-conscious generation ที่รักสิ่งแวดล้อม นี่แหละ tech angle ที่ผมชอบ เพราะ digital marketing ช่วยให้หัตถศิลป์ไทยไปไกลถึงระดับโลก

สร้าง ‘พลเมืองสิ่งแวดล้อม’ เพื่ออนาคตยั่งยืน

หัวใจของโครงการไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือการปลูกจิตสำนึกผ่าน workshop และเสวนา ชาวบ้านและเยาวชนตระหนักสิทธิ์ในการจัดการทรัพยากรตัวเอง โมเดลนี้พิสูจน์ว่า ‘ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้’ ด้วยความยุติธรรมและแบ่งปัน

ในฐานะนักเขียนที่ติดตามเทรนด์ entertainment และ tech ผมมองว่านี่คืออนาคตของ sustainable craft ที่ผสาน tradition กับ digital มาแรงสุดๆ! ลองไปหาผ้ามัดย้อมยี่สารสวมใส่ดูสิครับ สนับสนุนชุมชน สนุกกับแฟชั่นรักษ์โลก แล้วแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์เลยนะ

ที่มา – กลุ่มเหยี่ยว ปนป.15 รุกพัฒนา ‘ผ้ามัดย้อมยี่สาร’ ชูโมเดลประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม ปั้นภูมิปัญญา ‘น้ำกะเตา’ สู่หัตถศิลป์พรีเมียม

ปมร้อน ‘สส.ชนนพัฒฐ์’ เส้นทาง สส. กล้าธรรม กับเครือข่ายเว็บพนันพันล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่ชื่นชอบข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับ ปมร้อน ‘สส.ชนนพัฒฐ์’ เส้นทาง สส. กล้าธรรม กับเครือข่ายเว็บพนันพันล้าน ที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตในโซเชียลฯ กันเลยทีเดียว ปมนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าการเมืองธรรมดา แต่เกี่ยวข้องกับโลกออนไลน์และเว็บพนันที่เติบโตแบบก้าวกระโดดในยุคดิจิทัล ทำให้หลายคนสงสัยว่าสส.คนนี้มีเส้นทางยังไง และทำไมถึงกลายเป็นจุดสนใจขนาดนี้

ปมร้อน ‘สส.ชนนพัฒฐ์’ เส้นทาง สส. กล้าธรรม กับเครือข่ายเว็บพนันพันล้าน

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว หรือที่รู้จักในนาม สส. จากพรรคกล้าธรรม กำลังเผชิญมรสุมหนัก เมื่อเจ้าหน้าที่อายัดทรัพย์สินของเขารวมมูลค่ากว่า 159 ล้านบาท! ทรัพย์สินที่ถูกยึดมีทั้งรถหรูสุดหรู ที่ดินผืนงาม และหุ้นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีฟอกเงินจากเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นปมร้อนที่ทำให้แฟนข่าวการเมืองและเทคโนโลยีต้องตาโต เพราะเว็บพนันเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น แอปพลิเคชันเข้ารหัสและเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ทำให้ไล่ล่าตามตัวการยากเย็น

เส้นทางชีวิต สส.ชนนพัฒฐ์ ก่อนเข้าสู่เวทีการเมือง

ก่อนจะกลายเป็น สส. ชนนพัฒฐ์ มีพื้นเพมาจากภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในวงการบันเทิงและออนไลน์ เขาเริ่มต้นด้วยการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เชื่อมโยงกับ ปมร้อน ‘สส.ชนนพัฒฐ์’ เส้นทาง สส. กล้าธรรม กับเครือข่ายเว็บพนันพันล้าน พรรคกล้าธรรมที่เขาสังกัด เป็นพรรคใหม่ที่เน้นประเด็นสิทธิเสรีภาพ แต่ปมนี้ทำให้ภาพลักษณ์พรรคสั่นคลอน

  • ธุรกิจเริ่มต้น: แพลตฟอร์มออนไลน์และเอ็นเตอร์เทนเมนต์
  • ก้าวสู่การเมือง: เข้าพรรคกล้าธรรม ส.ส. เขตเลือกตั้ง
  • จุดเปลี่ยน: คดีฟอกเงินโผล่ ทำให้ทรัพย์ถูกอายัด

รายละเอียดคดีฟอกเงินเว็บพนันและทรัพย์อายัด

คดีนี้เกิดจากเครือข่ายเว็บพนันที่ทำเงินพันล้าน โดย สส.ชนนพัฒฐ์ ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจ ปปง. ร่วมมือกันอายัดทรัพย์ รถหรูอย่าง Benz, BMW มูลค่าหลายสิบล้าน ที่ดินกว่า 10 ไร่ และหุ้นบริษัทต่างๆ รวมแล้ว 159 ล้านบาท แบบนี้แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายเว็บพนันไม่ได้เล็กๆ แต่เป็นอาณาจักรเทคโนโลยีที่ซ่อนตัวในโลกดาร์กเว็บและคริปโต

ในมุมเทคโนโลยีที่ผมติดตามมา เว็บพนันเหล่านี้ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เล่น Blockchain ซ่อนธุรกรรม ทำให้ฟอกเงินได้เนียนๆ สส.คนนี้เลยตกเป็นเป้าเพราะทรัพย์สินดูไม่สมส่วนกับรายได้

กฎหมายคุ้มกัน สส. ทำไมยังจับกุมไม่ได้?

หลายคนถามว่าทำไมยังไม่จับ สส.ชนนพัฒฐ์ ได้ คำตอบอยู่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 111 ที่ให้ความคุ้มกันแก่ สส. ไม่ถูกจับกุม เว้นแต่ถูกศาลสั่ง หรือประธานสภาฯ อนุมัติ ถ้าจะดำเนินคดีต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสถานะ สส. ก่อน นี่คือจุดอ่อนของระบบที่ทำให้ปมร้อนแบบนี้ยืดเยื้อ

จากประสบการณ์ติดตามคดีการเมืองมา ผมเห็นเทรนด์ชัดเจนว่า ในยุคที่เทคโนโลยีเว็บพนันบูม การเมืองไทยต้องเข้มงวดเรื่องนี้มากขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่เงิน แต่กระทบสังคมทั้งระบบ เพื่อนๆ คิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อย สนับสนุนให้มีกฎหมายใหม่ตรวจสอบ สส. ด้านการเงินไหม? ติดตามข่าวอัปเดตจากบล็อกนี้ได้เลย!

ที่มา – ปมร้อน ‘สส.ชนนพัฒฐ์’ เส้นทาง สส. กล้าธรรม กับเครือข่ายเว็บพนันพันล้าน

เหตุใดคนวัยทำงาน ‘เจนซี’ (Gen Z) ถูกตั้งแง่ว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ ‘คนไม่อยากจ้าง’

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่เทคโนโลยีและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ครองโลกอย่างนี้ การหางานสำหรับเด็กรุ่นใหม่อย่าง Gen Z กลับกลายเป็นเรื่องท้าทายใหญ่หลวง วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเป็นกันเองถึง เหตุใดคนวัยทำงาน ‘เจนซี’ (Gen Z) ถูกตั้งแง่ว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ ‘คนไม่อยากจ้าง’ จากประสบการณ์จริงของเด็กจบใหม่ สถิติล่าสุด และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ผมที่เคยผ่านโลกการทำงานมาหลายเจนฯ จะเล่าให้ฟังแบบไม่ต้องอ้อมค้อม

เหตุใดคนวัยทำงาน ‘เจนซี’ (Gen Z) ถูกตั้งแง่ว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ ‘คนไม่อยากจ้าง’

ลองนึกภาพเด็กจบใหม่ วัย 22-24 ปี เพิ่งก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่กลับเจอคำถาม ‘ทำงานอะไรมาแล้วบ้าง?’ หรือ ‘อายุเท่าไหร่? เจนซีเหรอ?’ เหมือนถูกตีตราซะแล้ว วิรมณ สาว Gen Z วัย 24 เล่าให้ BBC ไทยฟังว่า เธอทำผิดพลาดเล็กน้อยจากความไม่รู้ แต่หัวหน้ากลับใส่อารมณ์แทนการสอน สุดท้ายเธอรู้สึกหมดโอกาส ลาออกหลัง 4 เดือน แล้วหันไปฟรีแลนซ์ ธนกร เพื่อนรุ่นเดียวกันก็คล้ายๆ กัน ทำงานได้แค่ 4 เดือนเพราะขาดคนสอน ไม่เข้ากับวัฒนธรรมทีม

สถิติที่สะท้อนปัญหา

ข้อมูลจาก TDRI ชี้ว่า ไตรมาส 4/2567 ประกาศรับสมัครงานออนไลน์แค่ 22.3% ที่ไม่ต้องการประสบการณ์ ส่วนสำนักงานสถิติชาติ เดือนมี.ค. 2568 ผู้จบปริญญาตรีว่างงาน 144,000 คน คิดเป็น 38% ของผู้ว่างงานทั้งหมด สภาพัฒน์เตือนให้ปรับ ‘ทักษะและทัศนคติ’ เพราะ work-life balance อาจต้องเวิร์คก่อนบาลานซ์ทีหลัง

ผลสำรวจจาก Hult International Business School ในสหรัฐฯ พบ หัวหน้าทรัพยากรบุคคล 89% หลีกเลี่ยงจ้างบัณฑิตใหม่ เพราะขาดประสบการณ์ global mindset ทักษะทีม และมารยาทธุรกิจ 3 ใน 10 ยอมให้ตำแหน่งว่างดีกว่าจ้าง 78% ที่จ้างแล้วไล่ออกบางส่วน สะท้อนปัญหาสากลที่ไทยก็เจอ

มุมมอง Gen Z: ต้องการอะไร?

  • การสอนงานและโอกาสผิดพลาด: ไม่ใช่ไม่ทนงาน แต่ต้องการพื้นที่เรียนรู้ วัฒนธรรมที่ให้อภัย
  • สังคมทีมและฟีดแบ็ก: อยากถูกฟังไอเดีย ช่วยกันคิด ไม่ใช่ตีกรอบตายตัว
  • สุขภาพจิตและ career path: รศ.ดร.กมลพร จากธรรมศาสตร์ บอก Gen Z เน้น extrinsic values อย่างเงินเดือน โอกาสเติบโต มากกว่า intrinsic แบบรุ่นพ่อแม่

จิราทรัพย์ จาก HR Thailand เสริมว่า ปีแรกเปลี่ยนงาน 2-3 ที่เป็นปกติ กำลังค้นหาตัวเอง แต่หลังจากนั้นจะเสถียร ถ้าการให้-รับสมดุล เช่น ปรับเงิน สวัสดิการ

นายจ้างมองยังไง? และทางแก้

เจนซีถูกมองว่าทำงานเร็วแต่ผิดบ่อย รับฟังเฉพาะอยากฟัง ไม่รับผิดชอบ จากโซเชียลมีเดียไทย แต่จริงๆ พวกเขา digital native สื่อสารรวดเร็วตรงไปตรงมา เพราะโตมากับเทค สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ เจตบดินทร์ จาก Aura Wellness จ้าง Gen Z 80% ชอบที่กล้า challenge CEO เพราะบริษัทต้องการ growth เร็ว

ทางออก? ไม่เหมารวม เปิดใจฟัง ปรับระบบ เช่น เวลายืดหยุ่น Psychological safety Co-working space รศ.ดร.กมลพร บอกต้องออกแบบงานให้เหมาะแต่ละเจน

ในแง่เทคและเอ็นเตอร์เทน Gen Z เหมาะกับ gig economy ฟรีแลนซ์รีวิวออนไลน์ สร้างคอนเทนต์ เพราะชอบอิสระ ตรงนี้เป็นเทรนด์ใหญ่ที่นายจ้างต้องปรับตัว

สุดท้าย มุมมองผมในฐานะคนทำงานเก่า: Gen Z ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาส ถ้าบริษัทปรับ mindset ได้ จะได้ทีม innovative สุดๆ ลองเปิดใจรับเด็กใหม่ดูสิ อนาคตคือของพวกเขา!

CTA: คุณเจอปัญหานี้ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ หรือ tag เพื่อน Gen Z มาอ่านกัน อย่าลืม share ถ้าชอบ!

ที่มา – เหตุใดคนวัยทำงาน ‘เจนซี’ (Gen Z) ถูกตั้งแง่ว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ ‘คนไม่อยากจ้าง’

คุณมีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าตำรวจ Starbase Texas หรือไม่?

คุณเคยฝันอยากทำงานในเมืองแห่งอนาคตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอวกาศและจิตวิญญาณแห่งการสำรวจไหม? ถ้าใช่ วันนี้เรามีโอกาสสุดพิเศษมาบอก! เมือง Starbase, Texas ซึ่งเป็นเมืองบริษัทของ Elon Musk และ SpaceX กำลังเปิดรับสมัครตำแหน่ง “Public Safety Director / หัวหน้าตำรวจแห่งอนาคต” หรือที่เราจะเรียกกันสั้น ๆ ว่า หัวหน้าตำรวจ Starbase Texas นั่นเอง คุณมีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าตำรวจ Starbase Texas หรือไม่? มาดูกันเลย!

คุณมีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าตำรวจ Starbase Texas หรือไม่?

ตามรายงานจาก ValleyCentral.com เมื่อเดือนที่แล้ว เมือง Starbase ซึ่งเป็นเมืองที่แท้จริงและได้รับการรับรองแล้ว ได้อนุมัติกฎหมายจัดตั้งกรมตำรวจเทศบาล มีหัวหน้าตำรวจและเจ้าหน้าที่ 8 นาย โดยหัวหน้าจะมาจากการเลือกตั้งของคณะกรรมาธิการเมือง เมืองนี้เพิ่งรวมตัวเป็น法人เมื่อ 10 เดือนที่แล้ว มีนายกเทศมนตรี และกำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้

ทำไมถึงเร่งสร้างกรมตำรวจ? เพราะสัญญา 3.5 ล้านดอลลาร์กับนายอำเภอ Cameron County ล้มเหลว ผู้สมัครไม่สนใจตำแหน่งรองนายอำเภอประจำ Starbase Kent Myers ผู้บริหารเมืองบอกว่า “เราไม่ประสบความสำเร็จในการหาคนจากอำเภอ เลยเปลี่ยนทิศทาง”

คุณสมบัติที่ Starbase มองหาในหัวหน้าตำรวจแห่งอนาคต

ประกาศรับสมัครที่ คลิกที่นี่ ระบุว่าต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จริยธรรม สร้างสรรค์ มีความซื่อสัตย์สูงสุด ต้องเก่งในการรวมเทคโนโลยีขั้นสูงและการวิเคราะห์ข้อมูลลงในปฏิบัติการ สร้างทีมพร้อมอนาคต และที่สำคัญ คุณมีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าตำรวจ Starbase Texas หรือไม่? ต้องชอบสภาพแวดล้อมแบบสตาร์ทอัพ เพราะ Starbase ยังเป็นเมืองก่อสร้างอยู่เลย!

  • ปกป้องท่าเรืออวกาศเชิงพาณิชย์ สิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญ และเทคโนโลยีมูลค่าสูง
  • ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และ analytics
  • ทำงานในชุมชนที่ขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมอวกาศ นิเวศวิทยาชายฝั่ง และจิตวิญญาณนักบุกเบิก
  • ประชากรตอนนี้แค่ 500 คน เท่ากับความจุของร้าน Cheesecake Factory!

สถานการณ์รอบ ๆ Starbase น่าสนใจไม่น้อย อยู่ห่างจากชายแดนเม็กซิโกไม่ไกล ที่ซึ่งปัญหายาเสพติดยังเป็นประเด็นใหญ่ตามรายงาน CBP ปี 2026 Cameron County อยู่ในลิสต์ 45 เขตยากจนจาก 254 เขตของ Texas นอกจากนี้ ยังมีกระแสต่อต้าน SpaceX เรื่องการครอบครองชายหาดสาธารณะ และรูปปั้น Elon Musk ถูกทำลายเมื่อปีที่แล้ว สังคมอาจมีความไม่สงบจากคนไม่ชอบ SpaceX

แต่ Starbase ยังเป็นไซต์ก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานอย่างศาลกำลังจะมีตามเอกสารที่ TechCrunch พบ เรือนจำก็น่าจะตามมาเร็ว ๆ นี้

นี่คือโอกาสสำหรับคนที่อยากเป็นผู้นำในเมืองแห่งอนาคต ถ้าคุณมีประสบการณ์ตำรวจ ใจเปิดกว้างต่อเทคโนโลยี และพร้อมเผชิญความท้าทายแบบสตาร์ทอัพ ลองสมัครดูสิ! เมืองนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย SpaceX ใครจะรู้ คุณอาจกลายเป็นตำนานหัวหน้าตำรวจคนแรกของ Starbase

คำถามทิ้งท้าย: คุณมีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าตำรวจ Starbase Texas หรือไม่? ถ้าพร้อมแล้ว อย่ารอช้า คลิกสมัครเลยวันนี้!

ที่มา – Do You Have What It Takes to Be ‘Future Chief of Police’ of Starbase, Texas?