ผู้เขียน: lalika69_admin

แว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้ว

แว่น Ray-Ban จาก Meta อาจจะครองตลาดในอเมริกา แต่ในจีนนั้นเริ่มดูเชยไปแล้ว โดยเฉพาะคู่แข่งตัวฉกาจจาก Alibaba ที่เพิ่งประกาศอัปเดตแว่น Qwen AI Glasses S1 ทำให้แว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้วชัดเจนยิ่งขึ้น

แว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้ว ด้วย AI แบบโปรแอคทีฟ

จุดเด่นที่สุดคือการเพิ่มฟีเจอร์ AI แบบโปรแอคทีฟ (Proactive AI) ที่จะแจ้งเตือนและข้อมูล有用ล่วงหน้าตามสภาพอากาศ ตำแหน่งที่ตั้ง ปฏิทิน หรือแม้แต่ประวัติการซื้อของในอนาคต เช่น ถ้าฝนจะตก แว่นจะเตือนให้พกร่มก่อนออกจากบ้าน หรือเตือนให้ปรับท่าทางนั่งทำงานให้ถูกต้อง

Alibaba ยังบอกว่าอนาคตอาจใช้ข้อมูลการซื้อของ เช่น ถ้าดื่มกาแฟเยอะ แว่นจะเตือนให้ดื่มน้ำ หรือเช็คจราจรเรียลไทม์เพื่อบอกให้ออกจากที่ทำงานเร็วขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงรถติด นี่ฟังดูคล้ายฟีเจอร์ของApple Watchที่ทำได้อยู่แล้ว แต่ก็ก้าวหน้ากว่า Ray-Ban Meta AI ที่ตั้งรีแมคได้แต่ไม่เชื่อม GPS อากาศ หรือปฏิทินแบบนี้

ฟีเจอร์เพิ่มเติมจาก Qwen App ในแว่นอัจฉริยะจีน

นอกจากนี้ยังรวมฟีเจอร์จาก Qwen App เช่น เรียกแท็กซี่ สั่งอาหาร วางแผนทริป ค้นรีวิว ซื้อตั๋วหนัง ผมชอบส่วนเรียกแท็กซี่กับสั่งอาหารมาก เพราะคล้าย Alexa+ ของ Amazon แต่ใส่ในแว่นจะสะดวกกว่าใช้ลำโพงหรือแอปโทรศัพท์

ยังไม่ทดสอบจริง แต่บนกระดาษแล้ว Qwen AI Glasses S1 น่าดึงดูดกว่า Ray-Ban มาก โดยเฉพาะ AI ที่ฉลาดและเชื่อมต่อชีวิตประจำวันได้ลึก

ทำไมแว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้ว? เพราะจีนโฟกัส AI ที่ใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปหรือเล่นเพลง แว่น Qwen มีแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ด้วย ทำให้ใช้งานยาวนาน

  • AI โปรแอคทีฟ: เตือนล่วงหน้าอัจฉริยะ
  • เชื่อมแอปบริการ: สั่งอาหาร เรียกรถง่ายๆ
  • ดีกว่า Ray-Ban: เชื่อมข้อมูลส่วนตัวมากกว่า
  • อนาคตสดใส: ใช้ประวัติซื้อของช่วยตัดสินใจ

เทคโนโลยีแว่นอัจฉริยะกำลังพัฒนาเร็ว โดยเฉพาะในจีนที่ Alibaba, Baidu, Tencent แข่งกันดุเดือด Meta ต้องเร่งตาม มิฉะนั้น Ray-Ban จะกลายเป็นของเก่า

สำหรับคนไทยที่สนใจ ลองนึกภาพใช้แว่นแบบนี้ในชีวิตประจำวัน เช่น เตือนฝนตกก่อนไปทำงาน หรือสั่งกาแฟระหว่างเดินทาง น่าจะเปลี่ยนวิธีใช้เทคโนโลยีไปเลย

สรุปแล้วแว่นอัจฉริยะจีนแซง Ray-Ban แล้วจริงๆ ถ้าคุณกำลังมองหาแว่น AI ลองติดตาม Qwen ดูครับ อาจเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าลอง คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกัน!

ที่มา – China’s Smart Glasses Are Already Leaving Ray-Bans in the Dust

รู้สึกแปลกที่ต้องบอกลา Good Omens ตอนนี้

รู้สึกแปลกที่ต้องบอกลา Good Omens ตอนนี้จริง ๆ สำหรับแฟน ๆ ซีรีส์ตลกวันสิ้นโลกเรื่องนี้ที่ดัดแปลงจากนิยายแฟนตาซีปี 1990 ของนีล เกนมานและเทอร์รี่ พราทเช็ตต์ มันเป็นการเดินทางที่แปลกประหลาดมากตั้งแต่เริ่มฉายในปี 2019 ผู้ชมต่างหลงรักตัวเอกทั้งสอง นักบวชสวรรค์และปีศาจที่ต้องละทิ้งความขัดแย้งจักรวาลเพื่อร่วมมือกันช่วยโลก แถมยังเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบ แม้ตอนแรกจะไม่รู้ตัว

รู้สึกแปลกที่ต้องบอกลา Good Omens ตอนนี้ เพราะตัวละครที่เรารัก

การมีเดวิด เทนนันต์ (รับบทคราวลีย์ ปีศาจ) และไมเคิล ชีน (รับบทอะซิราฟาเอล นักบวชสวรรค์) ทำให้ทุกอย่างยิ่งสนุก พวกเขาน่ารักเวลาอยู่แยกกัน แต่ยิ่งน่ารักเมื่ออยู่ด้วยกัน และดูสนุกสุด ๆ กับการโต้ตอบกันในทุกฉาก ฤดูกาลแรกตามเนื้อหาหนังสือ เรื่องราวเกี่ยวกับคู่หูที่ไล่ตาม Antichrist วัยเยาว์ สร้างความวุ่นวายให้สำนักราชการสวรรค์และนรกที่ไร้ประสิทธิภาพ เพื่อหยุดยั้ง Armageddon

ฤดูกาลแรกยังสำรวจความสัมพันธ์อันยาวนานของคราวลีย์และอะซิราฟาเอล ตั้งแต่สวนเอเดน และจินตนาการชีวิตของนักบวชสวรรค์กับปีศาจในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะมุมสงบในลอนดอนที่อะซิราฟาเอลมีร้านหนังสือ และคราวลีย์หลงรักเบนต์ลีย์ของเขา พวกเขาอยากช่วยมนุษย์เพราะชื่นชอบมนุษย์ แม้จะเป็นอมตะมานาน

จุดพลิกผันในฤดูกาล 2 และดราม่าของนีล เกนมาน

หลังความสำเร็จของฤดูกาลแรก ฤดูกาล 2 ออกอากาศปี 2023 ขยายเรื่องราวนอกหนังสือ มี 6 ตอนเหมือนเดิม แต่บัณฑิตลดลง ทำให้เรื่องเล็กลง แต่ยังมีปริศนา divine เมื่อกาเบรียล (จอน แฮมม์) ลืมความทรงจำจากสวรรค์มาปรากฏตัวที่ร้านอะซิราฟาเอล สร้างความโกลาหลให้ทั้งสวรรค์และนรก

ฤดูกาลนี้เน้นการผจญภัยของคราวลีย์-อะซิราฟาเอลข้ามเวลา สิ้นสุดด้วย cliffhanger ที่คราวลีย์จูบอะซิราฟาเอล ขณะที่อะซิราฟาเอลตกลงรับตำแหน่งหัวหน้าสวรรค์แทนกาเบรียล ทำให้ทั้งคู่แยกจากกันอีกครั้ง จบแบบ cathartic แต่ frustrating แฟน ๆ ต่างสงสัยว่าพวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันไหม

แต่ปี 2024 มีข่าวร้ายเมื่อผู้หญิงหลายคนกล่าวหานีล เกนมาน—ผู้สร้าง ผู้เขียน และโชว์รันเนอร์—เรื่องล่วงละเมิดทางเพศ เกนมาน< a href="https://gizmodo.com/neil-gaiman-allegations-new-book-2000716936">ปฏิเสธ แต่กระแสต่อต้านแรง เขาถูกตัดขาดจากหลายโปรเจกต์

กันยายน 2024 รายงานว่าฤดูกาล 3 ได้รับผลกระทบ เกนมานถอนตัวจากโปรดักชัน ตุลาคม ยืนยันว่า Good Omens 3 เป็นหนังสั้น 90 นาที ไม่ใช่ซีซั่นปกติ

เวลาผ่านไปนาน จนไมเคิล ชีน< a href="https://gizmodo.com/good-omens-finale-special-neil-gaiman-prime-video-michael-sheen-2000616474">สงสัยว่าจะออกจริงไหม แต่ต้นปีนี้ยืนยันว่าจะฉาย

สำหรับแฟน Good Omens การได้เห็นคราวลีย์และอะซิราฟาเอลอีกครั้งในยุค apocalyptic จริง ๆ เป็นยารักษาใจ แต่เกนมานยังเชื่อมโยงกับเรื่อง ทำให้รู้สึกแปลกที่ต้องบอกลา Good Omens ตอนนี้

Prime Video ส่งสกรีนให้รีวิวเวอร์ แม้เงามืดจากเกนมาน Good Omens 3 กำกับโดยเรเชล ทาลาเลย์ สาย жанр (Doctor Who, Tank Girl) ยังเดินตามสูตรเดิม ไม่ต้องรีวอทช์เพราะมี recap

วิกฤตใหม่คือ Second Coming Jesus (บิลาล ฮาสนา) หรือ “จอช” สวมเสื้อคาร์ดิแกน แจกพิซซ่าแทนขนมปังและปลา ถ้ามี 6 ตอนจะขยายได้มากกว่านี้ แต่ต้องรีบเพื่อเรื่องอื่น ๆ

วุ่นวายในสวรรค์-นรก (ส่วนใหญ่สวรรค์เพราะอะซิราฟาเอล) ทำให้ทั้งคู่รวมทีมอีก คราวลีย์ยังเจ็บปวดจากจูบครั้งก่อน อะซิราฟาเอลยึดมั่นว่าทำถูก

ยังมี whimsy อย่างปริศนาอักษรไขว้ การปลอมตัว และเบนต์ลีย์กลายเป็นรถไอศกรีม เทนนันต์และชีนยังสุดยอด เคมีร้อนแรง

บางฉากเหมือนรับรู้บริบทแฟน ๆ เช่น “เรื่องนี้ใหญ่กว่าพวกเรา” หรือ “เหมือนที่นายเคยพูด” สะท้อน repetition ของ doomsdays

ไม่กล่าวถึงเกนมานตรง ๆ แต่ climax ถามว่าเทวดา-ปีศาจควบคุมมนุษย์ได้เหมาะสมไหม เพราะมนุษย์ซับซ้อน และทางเลือกอื่นคืออะไร?

ชัดเจนว่านี่คือตอนจบถาวร ไม่ทิ้ง cliffhanger

Good Omens 3 ออก Amazon Prime Video 13 พฤษภาคม คุณจะดูไหม? มันคือการบอกลาที่สมบูรณ์แบบสำหรับคู่ ineffable husbands

ที่มา – It Feels Weird to Say Goodbye to ‘Good Omens’ Now

Mortal Kombat 2 สู้สุดใจบ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์

Mortal Kombat 2 บ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์นี้ สุดมันส์แต่ยังสู้คู่แข่งไม่ได้! สัปดาห์นี้ภาพยนตร์แอคชั่นจากเกมดัง Mortal Kombat 2 กลายเป็นหนังใหญ่ที่ทุกคนจับตามอง แต่ถึงจะพยายามเต็มที่ก็ยังแพ้ให้กับดาราดังอย่าง Meryl Streep และ Anne Hathaway ใน The Devil Wears Prada 2 ไปแบบฉิวเฉียด

Mortal Kombat 2 บ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์นี้ ทำเงินเท่าไหร่?

จากรายงานของ Hollywood Reporter Mortal Kombat 2 บ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์นี้ ทำรายได้รวมทั่วโลกถึง 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 40 ล้านดอลลาร์มาจากตลาดในประเทศ ส่วนต่างประเทศได้ 23 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะยังฉายไม่ครบทุกพื้นที่ และโดน The Devil Wears Prada 2 กับ Michael ถล่มทลาย โดยเฉพาะ Devil Wears Prada 2 ที่ได้ boost สุดๆ ในอเมริกาเหนือเพราะตรงกับวัน Mother’s Day ทำให้แฟนๆ พากันไปดูกันเยอะ

ถึงจะเจอคู่แข่งแกร่งขนาดนี้ Warner Bros. ก็ไม่ยอมแพ้ มีแผน Mortal Kombat 3 อยู่ในหัวแล้ว แต่ผลรวมบ็อกซ์ออฟฟิศรวมทั้งแคมเปญยังต้องลุ้นว่าจะไปถึงไหน เพราะสองยักษ์ใหญ่นี้ยังครองจออยู่

หนังใหม่สุดสัปดาห์: The Sheep Detectives กับ Hugh Jackman

หรือบางคนอาจเลือกดูหนังใหม่เรื่องอื่นอย่าง The Sheep Detectives ที่มีแกะพูดได้สืบคดีฆาตกรรม Hugh Jackman! ไอเดียแปลกประหลาดแต่ดึงดูด จนทำเงินบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก 28 ล้านดอลลาร์ แม้จะอันดับ 4 แต่รีวิวจากนักวิจารณ์และผู้ชมดีมาก คาดว่าปากต่อปากจะช่วยพยุงยอดในสัปดาห์หน้า ใครเห็น трейлерแล้วไม่สงสัยบ้างล่ะ?

สัปดาห์นี้ Mortal Kombat 2 บ็อกซ์ออฟฟิศสุดสัปดาห์นี้ และหนังอื่นๆ ทำให้เดือนนี้คึกคัก ก่อนที่ The Mandalorian & Grogu จะลงโรง 22 พฤษภาคม ซึ่งคาดว่าจะทำได้ไม่ดีนักตาม tracking เจอคู่ต่อสู้อย่าง Passenger และ I Love Boosters ส่วน 15 พฤษภาคม มี Obsession สยองขวัญและ Is God Is ตามมา ปิดท้ายเดือนด้วย Backrooms 29 พฤษภาคม จากนั้นเข้าหน้าที่สองด้วย Masters of the Universe และ Scary Movie 6 วันที่ 5 มิถุนายน

วิเคราะห์ Mortal Kombat 2: อนาคตของแฟรนไชส์เกมภาพยนตร์

Mortal Kombat 2 ไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นธรรมดา แต่เต็มไปด้วย fatality สุดโหดและตัวละครไอคอนิกอย่าง Scorpion, Sub-Zero ที่แฟนเกมรอคอยมานาน การรีเมคภาค 2 นี้พิสูจน์ว่าหนังจากวิดีโอเกมยังมีพลัง แม้บ็อกซ์ออฟฟิศจะไม่สุดโต่ง แต่ตัวเลข 63 ล้านในเปิดตัวถือว่าดีสำหรับตลาดปัจจุบันที่สตรีมมิ่งครอง ส่วน The Devil Wears Prada 2 ใช้ nostalgia ของภาคแรกผสมดราม่าความสัมพันธ์แม่ลูกได้ลงตัวพอดีวันหยุด ทำให้เหมาะกับครอบครัว

The Sheep Detectives เองก็แปลกใหม่ ผสมคอมเมดี้กับลึกลับ แกะนักสืบฟังดูไร้สาระแต่จริงๆ แล้วมีเสน่ห์แบบ Deadpool ผสม Knives Out Hugh Jackman ในบทนักแสดงดังที่โดนฆ่า น่าจะสร้างกระแสได้ยาว นอกจากนี้เดือนพฤษภาคมยังมีหนังหลากหลายแนว ทั้งสยองขวัญอย่าง Obsession ที่มี Clive Barker มาเกี่ยวข้อง Backrooms ที่น่าขนลุกจาก lore อินเทอร์เน็ตยอดฮิต และ Masters of the Universe ที่ He-Man กลับมาสร้างความฮือฮา

สำหรับแฟนหนังเกมและแอคชั่น Mortal Kombat 2 แสดงให้เห็นว่ายังมีอนาคต หาก Warner Bros. ผลักดันภาค 3 ต่อ อาจกลายเป็นแฟรนไชส์ใหญ่ได้เลย

  • จุดเด่น Mortal Kombat 2: ฉากต่อสู้สมจริง กราฟิกเทพ
  • คู่แข่ง: Devil Wears Prada 2 (ดราม่าแฟชั่น), Michael (ชีวประวัติ)
  • หนังใหม่น่าดู: Sheep Detectives (คอมเมดี้แปลก), Backrooms (สยอง)

คุณคิดว่า Mortal Kombat 2 จะพลิกเกมบ็อกซ์ออฟฟิศได้ไหม? หรือหนังไหนในเดือนนี้ที่คุณรอคอยที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวหนังฮอลลีวูดอัปเดทล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดเรื่องราวน่ารู้!

ที่มา – ‘Mortal Kombat 2’ Fought Valiantly At the Box Office This Weekend

‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักลงทุนและคนรักข่าวสารเศรษฐกิจการเมือง! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองหน่อยนะ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสในวงการหุ้นไทย นั่นคือ ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? มันสะท้อนอะไรถึงอิทธิพลของตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผมในฐานะคนติดตามตลาดมานาน จะเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย พร้อม insight ลึกๆ ที่อาจช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ในตลาด tech และ entertainment ที่ผสมโรงกันสนุกๆ

‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป

ย้อนกลับไป 10-20 ปีก่อน คำว่า ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ต้องติดปากนักลงทุนทุกคนแน่นอน มันเริ่มจากชินคอร์ป (ชื่อเก่าของ INTUCH) อาณาจักรโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ที่ทักษิณ ชินวัตร สร้างขึ้นมา ตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะพี่ทักษิณ มีอิทธิพลมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในฐานะนายกฯ และนักธุรกิจโทรคมนาคมที่ปฏิวัติวงการมือถือและสื่อสาร ทำให้หุ้นกลุ่มนี้พุ่งแรงทุกครั้งที่มีข่าวดีทางการเมือง

สมัยพรรคเพื่อไทยรุ่งเรือง หุ้นกลุ่มชินได้ sentiment บวกเต็มๆ ลมใต้ปีกจากความนิยมของทักษิณ ทำให้ ADVANC (AIS) THCOM (ชินแซท) และ INTUCH เป็นหุ้นโปรดของนักลงทุนที่ชอบ drama การเมืองผสม tech แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ ทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่ปี 2549 ตระกูลชินขายชินคอร์ปให้ Temasek ของสิงคโปร์ มูลค่า 73,000 ล้านบาท! จุดเปลี่ยนใหญ่ที่ทำให้โครงสร้างเจ้าของพลิกผัน

การควบรวมและเปลี่ยนมือเจ้าของ: จากชินสู่นักเล่นหุ้นใหม่

ปัจจุบัน INTUCH ควบรวมกับ GULF แล้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ ADVANC ก็เป็น GULF เช่นกัน THCOM เปลี่ยนเป็นกัลฟ์ เอดจ์ สังเกตมั้ยครับ? หุ้นกลุ่มชินแท้ๆ หายเกลี้ยง เหลือแค่ 2 ตัวที่ยังเชื่อมโยงชัดๆ คือ SC แอสเสท (อสังหาฯ ชั้นนำ) และ PR9 (โรงพยาบาลพระรามเก้า) ซึ่งยังอยู่ในมือตระกูล

  • SC: โตต่อเนื่องจากอสังหาฯ แต่ sentiment ไม่พุ่งตามข่าวการเมือง
  • PR9: ธุรกิจสุขภาพที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางเทรนด์ post-COVID

ล่าสุด วันที่ 11 พ.ค. ทักษิณได้พักโทษ ครอบครัวและคนเสื้อแดงต้อนรับยิ่งใหญ่ แต่ดูกราฟหุ้นสิครับ SC PR9 ADVANC THCOM ไม่ขยับ! แถมย่อลงตามตลาดที่ร่วง 10 จุด นี่แหละที่ทำให้หลายคนสงสัยว่า ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? จริงๆ หรือ?

วิเคราะห์ลึก: อิทธิพลลดลง หรือแค่ผลัดใบ?

จากมุมมอง expert ผมมองว่ามันคือภาพสะท้อนตลาดหุ้นไทยที่ mature ขึ้น ตระกูลชินวัตรฉลาดมากที่ diversify ออกไป GULF ซึ่งเป็น energy-tech hybrid กำลังมาแรง ผสม telecom เก่ากับพลังงานสะอาด การเมืองไทยก็เปลี่ยน สื่อสังคมออนไลน์และ tech giants อย่าง ByteDance TikTok เข้ามาแทนที่อิทธิพลเก่า อิทธิพลทักษิณยังมี แต่ sentiment หุ้นไม่ผูกติด politics ขนาดนั้นแล้ว เหมือน entertainment show ที่ drama ลดลง แต่ business ยัง solid

เทรนด์ใหญ่: ตลาดหุ้นไทย shift ไปหุ้น growth tech-energy เช่น GULF EA BEAUTY หรือหุ้น entertainment อย่าง TIDLOR ที่โตจาก content digital นักลงทุนอย่างเราควร watch หุ้นเหล่านี้แทน

สรุปนะครับ ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? มันคือสัญญาณการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่จุดจบ ตระกูลชินยังแข็งแกร่งใน SC PR9 และ indirect ผ่าน GULF ลองคิดดู ถ้าทักษิณกลับมา active จริงๆ อาจมี surprise! แต่ตอนนี้ แนะนำ diversify พอร์ตไป tech-entertainment ใหม่ๆ ครับ คุณคิดยังไง ลอง comment ด้านล่าง แชร์ประสบการณ์ลงทุนหุ้นกลุ่มนี้กันหน่อย!

ติดตามข่าวหุ้นอัปเดตทุกวัน คลิก subscribe ช่องเราเลยนะ!

ที่มา – ‘หุ้นกลุ่มชิน’ ค่อยๆ จาง ไปจากหุ้นไทย? ภาพสะท้อนอิทธิพลตระกูลชินวัตรต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดหุ้นไทยที่กำลังเปลี่ยนไป

RIP โคจิ ซูซูกิ ผู้เขียน ‘เดอะริง’

นักเขียนชาวญี่ปุ่นชื่อดัง โคจิ ซูซูกิ ผู้อยู่เบื้องหลังนิยายสยองขวัญเรื่องดัง เดอะริง (Ring) และตัวละครไอคอนสยองขวัญอย่าง ซาดาโกะ เสียชีวิตลงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 9 พฤษภาคม เขาอายุ 68 ปี

RIP โคจิ ซูซูกิ ผู้เขียนและผู้สร้าง ‘เดอะริง’

ข่าวการจากไปของโคจิ ซูซูกิ ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น อาซาฮี ชิมบุน เขาเกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2500 ผลงานนิยายเรื่องแรกที่โดดเด่นคือ ราเค็น (Rakuen หรือ Paradise ในเวอร์ชันตะวันตก) ในปี 1990 ตามด้วย ริงกุ (Ringu หรือ Ring) ในปีถัดมา นิยายเรื่องนี้จุดกระแส J-horror ให้ระเบิดเถิดเทิง กลายเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ในปี 1995 และฉายในโรงภาพยนตร์ปี 1998 เวอร์ชันโรงที่ประสบความสำเร็จมาก ได้รับคำชื่นชมในตะวันตกเพราะสไตล์สยองขวัญที่ละเอียดอ่อน ไม่กรี๊ดร้องแบบสแลชเชอร์ที่ครองจอในยุคนั้น

ความนิยมของ เดอะริง เวอร์ชันญี่ปุ่นปี 1998 นำไปสู่รีเมคตะวันตกหลายเรื่อง เช่น เดอะกรัช (The Grudge) และ ดาร์ก วอเตอร์ (Dark Water) ซึ่งหลังมาจากนิยายสั้นของซูซูกิ

เส้นทางอาชีพและผลงานของ RIP โคจิ ซูซูกิ ผู้เขียนและผู้สร้าง ‘เดอะริง’

ตลอดอาชีพ โคจิ ซูซูกิ เขียนนิยายเดี่ยวและเรื่องสั้นหลายเรื่อง ผลงานล่าสุดคือ ยูบิควิตัส (Ubiquitous) ที่จะวางขายปี 2025 แต่เขาไม่เคยห่างจากจักรวาล เดอะริง ด้วยภาคต่อหลายเล่ม จบด้วย ไทโด (Taido) ในปี 2013 บนจอเงินก็เฟื่องฟู ในอเมริกามีหนังสามภาคตั้งแต่ 2005-2017 ญี่ปุ่นทำแฟรนไชส์หลายคอนทินิวิตี รวมทีวีและมังงะ เกาหลีลีใต้ยังเคยดัดแปลงนิยายต้นฉบับปี 1999

  • นิยายเดบิวต์: ราเค็น (1990)
  • จุดเปลี่ยน: ริงกุ (1991)
  • ภาคต่อเดอะริง: หลายเล่ม จบที่ ไทโด (2013)
  • ผลงานล่าสุด: ยูบิควิตัส (2025)

นักวิจารณ์และแฟนๆ ตั้งฉายาเขาเป็น “สตีเฟน คิงแห่งญี่ปุ่น” ฮารุกิ มูราคามิ เพื่อนนักเขียนร่วมรำลึกว่า “วรรณกรรมสยองขวัญเปลี่ยนไปตลอดกาลนอกญี่ปุ่น […] วรรณกรรมญี่ปุ่นสูญเสียงสำคัญ และผู้อ่านทั่วโลกสูญนักเขียนที่หล่อหลอมจินตนาการความกลัว”

มูราคามิกล่าวต่อ “ก่อนที่ ‘อินเทอร์เน็ตฮอร์เรอร์’ จะเป็นแนวของตัวเอง ซูซูกิเข้าใจว่าความกลัวเดินทางผ่านสื่อสมัยใหม่และกิจวัตรประจำวันได้อย่างไร เดอะริง นำความโดดเดี่ยว หวาดกลัว เทคโนโลยี ความทรงจำ และความรู้สึกแปลกประหลาดว่าบางสิ่งที่มองไม่เห็นแทรกซึมชีวิตประจำวันแล้ว สยองขวัญในหนังสือเขาไม่ดังมาก มันคืบคลานเงียบๆ จนสิ่งคุ้นเคยไม่ปลอดภัยอีกต่อไป”

การจากไปของ RIP โคจิ ซูซูกิ ผู้เขียนและผู้สร้าง ‘เดอะริง’ ทำให้โลกสยองขวัญสูญเสียยอดฝีมือที่หลอมรวมเทคโนโลยีกับความน่ากลัวแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ผลงานของเขายังคงเป็นแรงบันดาลใจให้วงการฮอร์เรอร์ทั่วโลก

อยากอัปเดตข่าวหนังสยองขวัญเพิ่ม? ติดตามรีวิวและข่าวล่าสุดจาก มาร์เวล สตาร์วอร์ส และ สตาร์เทรค ได้ที่นี่! ในมุมมองส่วนตัว ซูซูกิพิสูจน์ว่าสยองขวัญที่ดีที่สุดคือแบบที่ทำให้เรากลัวสิ่งใกล้ตัวที่สุด

ที่มา – RIP Koji Suzuki, Author and Creator of ‘The Ring’

กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวไวน์ลูฟเวอร์และนักเดินทางตัวยง! ถ้าคุณกำลังวางแผนทริปต่างประเทศแล้วอยากหิ้วไวน์โปรดกลับบ้านมาฝากเพื่อนๆ หรือลองชิมเองสักขวดสองขวด วันนี้มีข่าวดีจากกรมสรรพสามิตที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยนะ นั่นคือ กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เริ่มใช้จริงจังตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา รับรองว่าอ่านจบแล้วอยากลองใช้แน่นอน!

กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง

ระบบ Wine Fast Track นี้พัฒนาร่วมกับกรมศุลกากร โดยพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่ามันช่วยลดขั้นตอนยุ่งยาก ลดเวลารอคอย และทำให้ข้อมูลถูกต้องแม่นยำผ่านดิจิทัลสุดๆ เหมาะสำหรับผู้โดยสารที่หิ้วไวน์ติดตัวมาเกิน 1 ลิตร แต่ไม่เกิน 10 ลิตร เพื่อใช้ส่วนตัวหรือตัวอย่าง ไม่ใช่ค้าขายนะ

ที่เจ๋งคือ คุณสามารถเช็คภาษีทุกอย่างล่วงหน้าได้เลย ทั้งภาษีสรรพสามิต อากรศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีท้องถิ่น และกองทุนต่างๆ ผ่านออนไลน์ ก่อนถึงสนามบินด้วย! ใช้งานง่ายมาก เข้าได้ที่ เว็บกรมสรรพสามิต หรือ Wine Fast Track และแอป Android (iOS ใกล้มาแล้ว) กรอกข้อมูล ยืนยัน ชำระ แล้วพิมพ์แสตมป์ติดขวด พอถึงสนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง ก็ไปช่องแดง (Goods to Declare) ให้เจ้าหน้าที่เช็คแป๊บเดียวเสร็จ!

กติกานำไวน์เข้าไทยแบบชิลๆ

  • ไม่เกิน 1 ลิตร: ยกเว้นภาษี ผ่านช่องเขียว (Nothing to Declare) ได้เลย สบายมาก!
  • 1-10 ลิตร: ใช้ Wine Fast Track แจ้งออนไลน์ ชำระภาษี รับแสตมป์ แล้วผ่านฉลุย
  • เกิน 10 ลิตร: ต้องทำตามขั้นตอนปกติ อย่าลืมเช็คกฎล่าสุดนะ

ในฐานะคนที่ชอบไวน์และเดินทางบ่อยๆ ผมบอกเลยว่าระบบนี้เปลี่ยนเกมเลย จากที่เคยกลัวโดนปรับหรือรอตรวจนานๆ ตอนนี้แค่มีสมาร์ทโฟนก็จัดการได้หมด สะท้อนเทรนด์รัฐดิจิทัลไทยที่กำลังมาแรง ภายใต้นโยบาย “EXCISE EXerCISE” ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มความโปร่งใสและสะดวก เหมือนแอปเรียกแท็กซี่เลย แต่สำหรับภาษีไวน์!

ทำไม Wine Fast Track ถึงเหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณ?

สมัยนี้คนไทยเที่ยวต่างประเทศบ่อย หิ้วของฝากอย่างไวน์กลับมาก็เยอะ โดยเฉพาะหลังโควิดที่ท่องเที่ยวบูม ระบบนี้ช่วยลดคิวสนามบินที่แออัด ลดข้อผิดพลาดมนุษย์ และยังส่งเสริมเศรษฐกิจเพราะนักท่องเที่ยวกล้าเอาไวน์ดีๆ มาลองชิมในไทย ถ้าคุณเป็นสายปาร์ตี้หรือนักสะสมไวน์ นี่คือ timing ที่ดีมาก ลองคิดดูสิ หิ้ว Bordeaux หรือ Napa Valley กลับมาโดยไม่เครียดเรื่องภาษี

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยหิ้วไวน์จากยุโรปมา ผ่านกระบวนการเก่าๆ มันน่าเหนื่อยใจ แต่ตอนนี้ด้วย Wine Fast Track มันเหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวเลย อนาคตอาจขยายไปสนามบินอื่นๆ หรือสินค้าอื่นด้วยนะ

สรุปคือ ถ้าคุณมีแผนบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง ลองโหลดแอปและทดลองแจ้งภาษีออนไลน์ดูซิ มันรวดเร็วและมั่นใจกว่าเดิมเยอะ! นี่คือก้าวสำคัญของไทยสู่ดิจิทัลกัฟเวอร์นเมนต์ที่แท้จริง

ที่มา – กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง

ต้องทำอะไรเพื่อทันสมัยระบบไฟฟ้าสหรัฐ

โครงข่ายไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่มีอายุ 40-70 ปีแล้ว ซึ่งฟังดูไม่เก่าแก่ แต่แรงกดดันสมัยใหม่กำลังเผยให้เห็นรอยร้าวในระบบนี้

ทั่วประเทศ ระบบไฟฟ้าเก่าแก่กำลังพังทลายภายใต้แรงกดดันจาก บูม AI สภาพอากาศสุดขีด และ นโยบายที่หยุดชะงัก ในหลายพื้นที่ สำรองการดำเนินงานกำลังตึงตัว เพิ่มความเสี่ยง ที่อุปทานจะไม่พอในช่วงพีค โดยเฉพาะเมื่อมีไฟดับปกติ ผู้บริโภคจึงเผชิญค่าพลังงานแพงขึ้นและความน่าเชื่อถือลดลง

ต้องทำอะไรเพื่อทันสมัยระบบไฟฟ้าสหรัฐ

เราถามผู้เชี่ยวชาญว่าต้องทำอะไรเพื่ออัพเกรดโครงข่ายไฟฟ้าสหรัฐ พวกเขาชี้ปัญหาหลายอย่าง แต่ก็มีทางแก้ชัดเจนสำหรับทุกส่วน ตั้งแต่การผลิตไปจนกระจายไฟ

มุมมองจากประธานภาควิชานโยบายสาธารณะ โรเชสเตอร์สถาบันเทคโนโลยี

ในสหรัฐ ความต้องการไฟฟ้าคงที่มา 40 ปี ทำให้ไม่ต้องขยายระบบ แค่บำรุงรักษา แต่ตอนนี้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน อัพเกรดที่เลื่อนมานานชนกับความต้องการใหม่

ต้องอัพเกรดทุกส่วน: โรงไฟฟ้าใหม่ พลังงานเก็บไว้ สายส่งแรงดันสูง สถานีไฟฟ้าย่อย สมาร์ทมิเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์วัดและควบคุมอัจฉริยะ คำถามสำคัญคือใครจะจ่าย?

  • ลูกค้าทุกคนแบ่งจ่าย
  • ลูกค้าใหม่อย่าง data center จ่ายส่วนใหญ่
  • รัฐบาลช่วย เพราะไฟฟ้าถูกและเชื่อถือได้เป็นสาธารณประโยชน์

การแบ่งค่าใช้จ่ายจะกำหนดอนาคต ถ้าลูกบ้านจ่ายแพง จะเลิกใช้ EV และ heat pump หันไป solar บนหลังคา ถ้า data center จ่าย อาจติดตั้งกังหันก๊าซเอง ต้องประสานงานระหว่างบริษัทไฟฟ้า ผู้กำกับ และลูกค้า เพื่อแบ่งค่าใช้จ่ายที่ยุติธรรม สนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด

มุมมองจากศาสตราจารย์กฎหมายพลังงาน มิชิแกน

การทันสมัยระบบไฟฟ้าสหรัฐต้องมีโครงสร้างใหม่และธรรมาภิบาลใหม่ ระบบนี้เป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมศตวรรษที่ 20 แต่ต้องรับมือศตวรรษที่ 21

การผลิต: ขยายไปใช้พลังงานคาร์บอนต่ำ ลม พระอาทิตย์ น้ำ ความร้อนใต้พิภพ นิวเคลียร์ แบตเตอรี่ และก๊าซเดิม การหยุด permitting ของทรัมป์ขวางการลงทุนลมและโซลาร์

การส่ง: สร้างสายส่งไกลแรงดันสูงสำหรับ macrogrid รวมเทคโนโลยีเสริม (GETs) เช่น reconductoring dynamic line ratings

การกระจาย: รวม DER (solar ลูกค้า แบตเตอรี่ microgrids) ลดโรงไฟฟ้า ลดไฟดับ ลดต้นทุน

ปัญหาหลักจากธรรมาภิบาล รัฐบาลกลางต้องวางแผน transmission ดีขึ้น ไม่ให้เอกชนกำหนด รัฐต้องอัพเกรดกฎกำกับ สนับสนุนเทคโนโลยีและลงทุน

มุมมองจากศาสตราจารย์วิศวกรรมไฟฟ้า Texas A&M

ต้องลงทุนระดับชาติจากแรงกดดัน: โหลดเพิ่ม สภาพอากาศสุดขีด เปลี่ยน mix การผลิต Data center อาจกินไฟ 9% ใน 2030 EV เพิ่ม 2.5-4.6%

ไม่ใช่แค่ผลิต ต้อง corridor ใหม่ reconductoring หอแรง สาย weather-resilient Overhead cable ในพื้นที่เสี่ยง

ผลิต: SMR นิวเคลียร์ 200 GW ก๊าซรุ่นใหม่

กระจาย: VPPs จาก solar EV smart devices 80-160 GW ใน 2030

อนาคต: ใหญ่ แข็งแรง ดิจิทัล กระจาย ยืดหยุ่น

มุมมองจาก Grid Strategies LLC

ต้องประสาน planning policy investment ขยาย transmission permitting reform interconnection proactive planning GETs high-performance conductors

วางแผนล่วงหน้า data center weather สนับสนุนนโยบายเร่งด่วน

สรุป ต้องทำอะไรเพื่อทันสมัยระบบไฟฟ้าสหรัฐ คือลงทุนใหญ่ ประสานงานทุกฝ่าย สนับสนุนนวัตกรรมและธรรมาภิบาลใหม่ เพื่อระบบเชื่อถือได้ ราคาถูก ทนทาน

คุณคิดว่าอะไรคือกุญแจสำคัญ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดีย!

ที่มา – What Will It Take to Modernize the US Power Grid?

สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวด่วนที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าห่วงใยมาอัปเดตกัน จากกรณีสุดสะเทือนขวัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชลบุรีบุกเจอคลังแสงอาวุธร้ายแรงซุกซ่อนในบ้านชายจีนวัย 31 ปี ชื่อหมิงเฉิน ซัน หลังจากรถของเขาพลิกคว่ำและขยายผลการตรวจค้น กลายเป็นคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับชาติเลยทีเดียว เหมือนหลุดมาจากหนังแอคชั่นฮอลลีวูดเลยนะครับ แต่เป็นเรื่องจริงในไทย!

สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ

ล่าสุดวันที่ 11 พฤษภาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ออกมาแถลงความคืบหน้าแบบชัดเจนเลยครับ บอกว่าผบ.ตร. ลงมาเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เอง เพราะคดีนี้ sensitive มาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางส่ง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. นำทีมร่วมสืบสวน โดยโฟกัสหลักคือ เจาะเส้นทางการเงิน และ ข้อมูลโทรศัพท์มือถือ ของผู้ต้องหาและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในยุคที่ทุกอย่าง digital แบบนี้ การติดตามเงินไหลเวียนและ log โทรศัพท์นี่แหละคือกุญแจสำคัญ เหมือนในซีรีส์ CSI ที่ใช้ tech forensics กันเลยครับ

การบูรณาการทีมสืบสวนขั้นเทพ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตำรวจแบ่งงานชัดเจนมาก ร่วมมือกันระหว่าง

  • กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2
  • กองบัญชาการตำรวจนครบาล
  • ชุดปฏิบัติการด้านความมั่นคง

ภายใต้การกำกับของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ทุกหน่วยนำข้อมูลมาประกอบกัน เพื่อวิเคราะห์แรงจูงใจว่าทำไมหมิงเฉิน ซัน ถึงมีวัตถุระเบิด อาวุธปืนสงคราม และกับดักสังหารเพียบขนาดนั้น อาจเป็นกลุ่มทุนจีนหรือข้ามชาติ? หรือเปล่า? ผบช.ก. บอกว่ามีข้อมูลเบื้องต้นบ้าง แต่ยังไม่ฟันธง รอหลักฐานแน่นๆ ก่อน

จากประสบการณ์ที่ผมติดตามคดีใหญ่ๆ มาหลายปี คดีแบบนี้มักเชื่อมโยงกับเงินทุนมืดและเครือข่ายต่างชาติ โดยเฉพาะจีนที่ข่าวทุนไหลเข้าประเทศเยอะ การตรวจสอบเส้นเงินนี่ใช้เครื่องมืออย่าง transaction tracing หรือแม้แต่ blockchain analysis ถ้าเป็นคริปโต ซึ่งเป็น tech ที่ตำรวจไทยกำลังอัปเกรดให้ทันสมัย ส่วนข้อมูลโทรศัพท์ก็ดึง IMEI, call logs, location data มาวิเคราะห์ด้วย AI ช่วย เห็นได้ชัดว่าตำรวจไทยก้าวหน้าขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ลุยเดี่ยวอีกต่อไป

ย้ำชัด! ยังไม่โอนคดีให้กองปราบ

อีกประเด็นสำคัญ ผบช.ก. ย้ำว่าสำนวนคดียังอยู่กับกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 เพราะทีมพื้นที่เก่งอยู่แล้ว มีศักยภาพสืบสวนได้ดี ไม่ต้องรีบโอนให้กองปราบปราม (ป.) เว้นแต่สถานการณ์เปลี่ยน สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ แบบนี้แหละที่แสดงถึง coordination ระดับสูง

เพื่อนๆ ที่ชอบข่าวบันเทิงและเทคโนโลยี คิดดูสิครับ คดีนี้เหมือนพล็อตหนังที่ผสม espionage กับ cyber investigation ถ้ากลุ่มนี้เป็นพวกทุนผิดกฎหมายที่ซุกอาวุธไว้รอปฏิบัติการอะไร มันกระทบความมั่นคงเรามาก ดีที่ตำรวจไม่ปล่อยผ่าน ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องว่าพิสูจน์ได้ไหมว่าเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ

ในมุมผม คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าประเทศเราต้องเสริม tech security มากขึ้น เช่น ใช้ big data analytics ติดตามทุนต่างชาติ และ AI detect unusual arms import อนาคตคดีแบบนี้จะสืบได้เร็วขึ้นแน่นอน เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ติดตามความคืบหน้ากันต่อไปนะครับ! ถ้าชอบข่าวแบบนี้ แชร์และกดไลค์ให้กำลังใจทีมข่าวด้วยละกัน

ที่มา – สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ

20 นาทีในโมงยามแห่งความยินดีของครอบครัว-เสื้อแดง-เพื่อไทย วันปล่อยตัวทักษิณพ้นเรือนจำเข้าสู่การคุมประพฤติ

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกคน! วันนี้ผมมีเรื่องราวสุดซึ้งใจมาฝากกันแบบเป็นกันเอง เหตุการณ์ที่ใครๆ ก็พูดถึงทั่วโซเชียล นั่นคือ 20 นาทีในโมงยามแห่งความยินดีของครอบครัว-เสื้อแดง-เพื่อไทย วันปล่อยตัวทักษิณพ้นเรือนจำเข้าสู่การคุมประพฤติ เมื่อเช้าวันที่ 11 พ.ค. 2569 ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วัย 76 ปี ก้าวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม สวมเสื้อเชิ้ตขาว กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ผมสั้นกระฉับกระเฉง เหมือนคนที่พร้อมกลับสู่ชีวิตปกติทันที!

20 นาทีในโมงยามแห่งความยินดีของครอบครัว-เสื้อแดง-เพื่อไทย วันปล่อยตัวทักษิณพ้นเรือนจำเข้าสู่การคุมประพฤติ

ช่วงเวลาแค่ 20 นาทีนั้น มันคือโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสุข ลูกๆ ทั้งสาม โอ๊ค พานทองแท้, เอม พินทองทา, และอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร โผเข้ากอดพ่อแน่น ญาติมิตรและสมาชิกครอบครัวชินวัตรต่างร้องไห้ด้วยความยินดี ด้านนักการเมืองเพื่อไทยทั้งรุ่นพ่อรุ่นลูก มารอต้อนรับ “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของพรรค ส่งดอกไม้และสัมผัสตัวได้ใกล้ชิด ห่างออกไป 50 เมตร พี่น้องเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ปักหลักรอตั้งแต่เช้ามืด ตะโกน “นายกฯ ทักษิณ! เรารักทักษิณ!” พร้อมไลฟ์สดถ่ายคลิปกันถล่มทลาย ทักษิณโบกมือกวาดสายตาทุกคน ราวกับจดจำทุกใบหน้าลงใจ

เวลา 07.53 น. ทักษิณยืนหน้าเสาธง ร้องเพลงชาติกับทุกคน ก่อนขึ้นรถหรูคันงาม แพทองธารนั่งเคียงข้าง พลขับขับช้าๆ ลดกระจกให้มวลชนยื่นมือสัมผัส แม้เจ้าหน้าที่จะตะโกน “เปิดทางให้ประชาชน!” แต่ความคึกคักยังไม่จบ ครูละเอียดวัย 73 จากเชียงราย เดินทาง 800 กม. ถือหมูย่างฝากเพื่อนป้า ส่งผ่านก่อแก้ว พิกุลทอง แม้ไม่ได้เจอหน้าแต่ก็ยิ้ม “ป้าจะได้ออกทีวีให้ท่านเห็น!”

พื้นหลังคดีและการพักโทษ

ย้อนไป ศาลฎีกาฯ สั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี จากคดีชั้น 14 เมื่อ 9 ก.ย. 2568 เพราะการพักที่ รพ.ตำรวจไม่นับหักลบ แต่คณะกรรมการพักโทษเห็นชอบพักกรณีปกติ หลังครบ 2/3 โทษ ทักษิณติดกำไล EM แล้ว ต้องคุมประพฤติ 4 เดือน จนพ้นโทษเต็ม 9 ก.ย. 2569 เงื่อนไขสำคัญ:

  • รายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติ
  • ห้ามออกนอกพื้นที่ที่กำหนด
  • ทำตามกฎอย่างเคร่งครัด
  • แพทองธารบอกพ่อบ่นนิดๆ แต่พร้อมทำตาม

ตลอด 8 เดือนในคุก คนเสื้อแดงจัดกิจกรรม “กินข้าวข้างเรือนจำ” “สมุดแดงส่งกำลังใจ” แจกหวยปลุกใจ ก่อแก้วบอก “ความหวังเล็กๆ คือพลังใหญ่” กลุ่ม RED never dies จัดฉลองอิสรภาพตั้งแต่คืนก่อน พ่อค้าจากอุบลฯ 1,300 คนมารอ “ขอให้ผมได้เห็นท่านก็พอ” เปรี้ยว ตลาดแตก จากนครพนม ถือลิ้นจี่ 20 กก. “ท่านชอบของดี!”

บทบาททักษิณหลังนี้: ยังมีอิทธิพล?

จากประสบการณ์ผมที่ติดตามการเมืองไทยมานาน ทักษิณคือตัวละครหลักในละครการเมืองที่ “ขึ้นสุด ลงสุด” สมัยไทยรักไทยชนะยับ แต่โดนรัฐประหาร ลี้ภัย 17 ปี พรรคทักษิณยังชนะซ้ำๆ กลับมา 2566 เข้าคุกจริง 8 เดือน แต่แฟนคลับยังเหนียวแน่น อนุทิน นายกฯ บอกเคารพเหมือนพ่อ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บอกทักษิณถูกกระทำจากรัฐประหาร มาริษ เสงี่ยมพงษ์ ชมเครือข่ายโลกของทักษิณช่วยไทยได้ แม้แพทองธารบอกพ่ออาจวางมือ แต่ผมว่า ทักษิณยังเป็นที่ปรึกษาเงาให้เพื่อไทยแน่ๆ โดยเฉพาะตอนนี้พรรคเป็นฝ่ายค้าน?

เทรนด์ที่เห็นคือ การเมืองไทยเหมือนซีรีส์ดราม่า สื่อโซเชียลไลฟ์สดโมเมนต์แบบนี้ได้ล้านวิว! กำไล EM ก็เทคโนโลยีติดตามตัวสมัยใหม่ เหมือน gadget ในหนังสายลับ

คุณคิดยังไง ทักษิณจะกลับมาเคลื่อนไหวเต็มตัวไหม? คอมเมนต์บอกผมหน่อยนะ สนุกแน่!

ที่มา – 20 นาทีในโมงยามแห่งความยินดีของครอบครัว-เสื้อแดง-เพื่อไทย วันปล่อยตัวทักษิณพ้นเรือนจำเข้าสู่การคุมประพฤติ