ผู้เขียน: lalika69_admin

ระวัง! ของฟรี MyChart Medicare Kit คือมิจฉาชีพ

ในยุคดิจิทัลที่ใครๆ ก็ใช้งานแอปพลิเคชันจัดการสุขภาพออนไลน์ ล่าสุดมีรายงานข่าวเตือนภัยที่สำคัญมากสำหรับผู้ใช้งาน MyChart โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ นั่นก็คือการแพร่ระบาดของอีเมลหลอกลวงที่อ้างว่าเป็น ของฟรี MyChart Medicare Kit คือมิจฉาชีพ ที่กำลังระบาดอย่างหนักในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาครับ

ทำความรู้จักกลโกงของฟรี MyChart Medicare Kit คือมิจฉาชีพ

หลายคนอาจได้รับอีเมลที่ดูเหมือนส่งมาจากระบบ MyChart อย่างเป็นทางการ โดยมีเนื้อหาชวนเชื่อว่าคุณได้รับสิทธิ์รับ ‘Medicare Home Health Kit’ หรือชุดอุปกรณ์สุขภาพฟรี โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการประจำปี แต่ขอเตือนไว้ตรงนี้เลยครับว่า อย่าเผลอกดลิงก์หรือกรอกข้อมูลใดๆ ลงไปเด็ดขาด เพราะนี่คือความพยายามของมิจฉาชีพในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินของคุณ

วิธีสังเกตกลโกงของฟรี MyChart Medicare Kit คือมิจฉาชีพ

  • อีเมลต้นทางดูแปลกปลอม: มักไม่ได้ส่งมาจากโดเมนหลักของทางโรงพยาบาลหรือ MyChart โดยตรง แต่อาจจะเป็น Gmail หรือโดเมนแปลกๆ
  • สร้างความกดดัน: มักขู่ว่าข้อเสนอจะหมดอายุภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อให้คุณรีบตัดสินใจโดยไม่ทันยั้งคิด
  • ให้จ่ายแค่ค่าจัดส่ง: มิจฉาชีพจะใช้วิธีเรียกเก็บค่าขนส่งเพียงเล็กน้อย เช่น 9.95 ดอลลาร์ เพื่อหลอกให้คุณกรอกข้อมูลบัตรเครดิต
  • ลิงก์ที่น่าสงสัย: การคลิกเข้าไปอาจนำคุณสู่เว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบหน้าตาเหมือนของจริงทุกประการ

จากคำบอกเล่าของผู้เสียหายหลายราย พวกเขาไม่ได้เพียงแค่เสียค่าขนส่งเท่านั้น แต่บางรายยังถูกตัดเงินเพิ่มในรายการที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือถูกนำข้อมูลบัตรไปใช้ในธุรกรรมอื่นๆ ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลของคุณครับ

หากคุณเผลอกรอกข้อมูลบัตรเครดิตลงไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือการติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรเพื่ออายัดบัตรและขอเปลี่ยนใบใหม่ ส่วนในกรณีที่คุณเผลอดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมใดๆ จากลิงก์ดังกล่าว ให้รีบตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของอุปกรณ์นั้นทันที และนำเครื่องไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนที่จะนำมาใช้งานทำธุรกรรมทางการเงินหรืออีเมลส่วนตัวอีกครั้ง

ทาง Epic Systems ผู้พัฒนา MyChart ได้ออกมาย้ำเตือนเสมอว่า MyChart จะไม่มีการส่งอีเมลเพื่อเสนอแจกของฟรีผ่านการทำแบบสอบถามออนไลน์ในลักษณะนี้ ดังนั้นหากได้รับข้อความในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อนเสมอครับ การตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อนคลิกคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในโลกออนไลน์ปัจจุบัน หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์นะครับ

ที่มา – That Free MyChart ‘Medicare Kit’ Is a Scam

ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 ถอดบทเรียน ‘คาวายันโมเดล’ จากเมืองเกษตรกลางหุบเขา สู่สมาร์ตซิตี้ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า การจะเป็น Smart City หรือเมืองอัจฉริยะนั้น จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยราคาแพงเสมอไปหรือไม่? วันนี้ผมมีคำตอบที่น่าสนใจจากงาน ‘ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026’ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการแบ่งปันประสบการณ์จาก Mayor JC นายกเทศมนตรีเมืองคาวายัน ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้เปลี่ยนเมืองเกษตรกรรมเล็กๆ กลางหุบเขาให้กลายเป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะที่โลกต้องหันมามองผ่านแนวคิด ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 ถอดบทเรียน ‘คาวายันโมเดล’ จากเมืองเกษตรกลางหุบเขา สู่สมาร์ตซิตี้ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 ถอดบทเรียน ‘คาวายันโมเดล’ จากเมืองเกษตรกลางหุบเขา สู่สมาร์ตซิตี้ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดจาก ‘คาวายันโมเดล’ ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขหรืออุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ แต่คือ ‘หัวใจ’ ของการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง Mayor JC ย้ำชัดเจนว่า เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เจตจำนงทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญ เพราะหากเปลี่ยนผู้นำแล้วนโยบายพับเก็บไป เมืองก็ไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

สร้างเทคโนโลยีจากคนในเมืองเพื่อคนในเมือง

แทนที่จะสั่งซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ คาวายันเลือกสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของตัวเอง โดยดึงพลังจากมหาวิทยาลัยและกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่มาช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนภัยไข้เลือดออก หรือการจัดการขยะที่เปลี่ยนให้กลายเป็นรายได้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเมืองอัจฉริยะที่แท้จริงคือเมืองที่คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการ ‘สร้าง’ ทางออกให้แก่กันเอง

แน่นอนว่าในเส้นทางนี้ย่อมมีบทเรียนจากความล้มเหลว เช่น โครงการแอปพลิเคชันรถสามล้อที่ต้องยุติลง เพราะคนขับไม่มีสมาร์ทโฟนเพียงพอ ซึ่งนี่คือจุดที่ทำให้คาวายันแตกต่าง พวกเขาไม่กลัวที่จะลองและไม่กลัวที่จะผิดพลาด แต่นำความผิดพลาดมาปรับจูนเพื่อให้เทคโนโลยีเข้าถึงชีวิตจริงของทุกคนได้มากกว่าเดิม

ความโปร่งใสคือรากฐานความสำเร็จ

หัวใจสำคัญอีกประการคือความไว้วางใจ คาวายันใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดเผยข้อมูลธุรกรรมการเงินและมติสภาเมืองอย่างโปร่งใส ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของเมืองร่วมกับรัฐบาล สำหรับใครที่สนใจในประเด็นการพัฒนาเมือง ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 ถอดบทเรียน ‘คาวายันโมเดล’ จากเมืองเกษตรกลางหุบเขา สู่สมาร์ตซิตี้ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถือเป็นกรณีศึกษาที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กหรือใหญ่ หากมีความจริงใจและกลยุทธ์ที่แม่นยำ เมืองอัจฉริยะก็เกิดขึ้นได้จริง

มุมมองทิ้งท้าย: เทรนด์ของ Smart City ในอนาคตไม่ได้วัดกันที่ปริมาณกล้องวงจรปิดหรือความเร็วของอินเทอร์เน็ต แต่จะวัดกันที่ ‘ความสามารถในการรับฟังเสียงของประชาชน’ ผ่านข้อมูลดิจิทัลที่เข้าถึงได้และเป็นธรรม การถอดบทเรียนจากคาวายันทำให้เราเห็นว่า หากเราเริ่มสร้างนวัตกรรมจากปัญหาที่แก้ได้จริงในระดับชุมชน ความสำเร็จนั้นจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเมืองให้น่าอยู่ขึ้นอย่างยั่งยืน ลองถามตัวเองดูครับว่า หากเมืองที่คุณอยู่มีงบประมาณและเครื่องมือที่เหมาะสม คุณจะเริ่มแก้ปัญหาอะไรเป็นอย่างแรก?

ที่มา – ลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 ถอดบทเรียน ‘คาวายันโมเดล’ จากเมืองเกษตรกลางหุบเขา สู่สมาร์ตซิตี้ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สุรเดชจี้นายกฯ เป็นเจ้าภาพแก้ปมดาต้าเซนเตอร์กลางกรุง เสนอย้าย 2 แห่งไป EEC ย้ำรัฐบาล-ฝ่ายค้านต้องร่วมมือกัน

ในยุคที่โลกดิจิทัลหมุนไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) กลายเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานไอที แต่ล่าสุดเกิดประเด็นร้อนที่น่าสนใจ เมื่อคุณสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีต สว. และ สส. ชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการตั้งดาต้าเซนเตอร์กลางเมืองใหญ่ จนกลายเป็นหัวข้อที่สังคมต้องจับตาดูว่า สุรเดชจี้นายกฯ เป็นเจ้าภาพแก้ปมดาต้าเซนเตอร์กลางกรุง เสนอย้าย 2 แห่งไป EEC ย้ำรัฐบาล-ฝ่ายค้านต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับประชาชน

สุรเดชจี้นายกฯ เป็นเจ้าภาพแก้ปมดาต้าเซนเตอร์กลางกรุง เสนอย้าย 2 แห่งไป EEC ย้ำรัฐบาล-ฝ่ายค้านต้องร่วมมือกัน

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ดาต้าเซนเตอร์บางแห่งในปัจจุบันตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งชุมชนและโรงพยาบาล ซึ่งสร้างความวิตกกังวลในเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คุณสุรเดชได้ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยยังขาดกฎหมายกำกับดูแลธุรกิจประเภทนี้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างและการจัดเก็บข้อมูล ทำให้ผู้ประกอบการบางรายสามารถเลี่ยงเกณฑ์ควบคุมไปได้เพียงเส้นยาแดงผ่าแปด

ข้อเสนอของคุณสุรเดชถือว่ามีความแหลมคม โดยระบุว่าดาต้าเซนเตอร์ไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เลย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง เขาเสนอให้รัฐบาลเจรจาขอความร่วมมือย้ายดาต้าเซนเตอร์ 2 แห่งที่อยู่ใกล้ชุมชนและโรงพยาบาล ให้ย้ายฐานการผลิตไปยังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แทน ซึ่งมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมกว่ามาก

ความสำคัญของการย้ายฐานสู่ EEC

การผลักดันให้ธุรกิจเหล่านี้ไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับคนกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นการส่งเสริมยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ EEC ให้กลายเป็นศูนย์กลางดิจิทัลอย่างแท้จริง สิ่งที่คุณสุรเดชย้ำคือ สุรเดชจี้นายกฯ เป็นเจ้าภาพแก้ปมดาต้าเซนเตอร์กลางกรุง เสนอย้าย 2 แห่งไป EEC ย้ำรัฐบาล-ฝ่ายค้านต้องร่วมมือกัน เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตและธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลรัฐ

  • ระยะสั้น: รัฐต้องกำหนดมาตรการควบคุมความปลอดภัยและสถานที่ตั้งให้ชัดเจน
  • ระยะกลาง: เข้มงวดในการกลั่นกรองผู้ประกอบการรายใหม่
  • ระยะยาว: ต้องผลักดันกฎหมายเฉพาะสำหรับธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ให้ครอบคลุมและทันสมัย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ธุรกิจดาต้าเซนเตอร์อาจดูเหมือนเป็นนวัตกรรมล้ำสมัย แต่เราต้องพิจารณาความคุ้มค่าให้รอบด้าน โดยเฉพาะการจ้างงานที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น ดังนั้น การวางผังเมืองให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การไล่ผู้ประกอบการออกไป แต่คือการจัดระเบียบให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลควรดึงฝ่ายค้านเข้ามาร่วมมือกันหาทางออกโดยปราศจากวาระซ่อนเร้นทางการเมือง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าลงทุนและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน นี่คือบทพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายบริหารในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนในเมืองใหญ่ครับ

ที่มา – สุรเดชจี้นายกฯ เป็นเจ้าภาพแก้ปมดาต้าเซนเตอร์กลางกรุง เสนอย้าย 2 แห่งไป EEC ย้ำรัฐบาล-ฝ่ายค้านต้องร่วมมือกัน

Gary Oldman เผยเบาะแสตัวตนคนใหม่ของ James Bond จาก Amazon

สวัสดีครับแฟนหนังสายลับทุกคน! วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากวงการฮอลลีวูดมาฝากกัน โดยเฉพาะข่าวคราวล่าสุดจาก Gary Oldman เผยเบาะแสตัวตนคนใหม่ของ James Bond จาก Amazon ที่กำลังเป็นกระแสไปทั่วโซเชียล เพราะดูเหมือนว่าทางค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ได้ตัดสินใจเลือกนักแสดงที่จะมารับบทสายลับ 007 คนต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมาก็ตาม

Gary Oldman เผยเบาะแสตัวตนคนใหม่ของ James Bond จาก Amazon

จากการสัมภาษณ์ล่าสุดกับทาง THR นักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง Gary Oldman ได้ยืนยันหนักแน่นว่า Amazon ได้ทำการเลือกนักแสดงผู้โชคดีที่จะมาสวมบทบาทเจมส์ บอนด์คนใหม่แล้ว โดยเขายังได้แสดงความหวังและส่งกำลังใจให้ Jack Lowden นักแสดงร่วมจากซีรีส์ Slow Horses ของเขาว่า “ผมเอาใจช่วยให้เป็น Jack นะ” ซึ่งคำพูดนี้เองที่ทำให้แฟนๆ ต่างตั้งตารอคอยว่าตัวเลือกที่ถูกล็อกไว้นั้นจะเป็นใครกันแน่

ความคาดหวังกับ James Bond คนใหม่

นอกจากข่าวของ Gary Oldman เผยเบาะแสตัวตนคนใหม่ของ James Bond จาก Amazon แล้ว เรายังมีความเคลื่อนไหวจากโปรเจกต์อื่นๆ ที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันในสัปดาห์นี้:

  • The Mummy 4: Brendan Fraser ยืนยันแล้วว่าการถ่ายทำได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!
  • Resurrection of the Christ: Mel Gibson เตรียมพาผู้ชมไปสำรวจนรกในรูปแบบใหม่ที่ใช้ทุนสร้างมหาศาลถึง 250 ล้านดอลลาร์
  • Dungeons & Dragons: Netflix กำลังซุ่มทำซีรีส์เรื่องราวของ Ravenloft โดยดึงมือดีอย่าง Alfonso Cuarón มาร่วมโปรเจกต์
  • Other Mommy: Rob Savage เผยว่าหนังเรื่องนี้มีฉากตุ้งแช่ (jump scares) มากถึง 50 ครั้ง!

และสำหรับแฟนๆ ซีรีส์ The Orville ก็มีการพูดถึงความลับเกี่ยวกับซีซัน 4 และตัวละครปริศนาที่ชื่อว่า “Brad” ที่ทำเอาคอซีรีส์ไซไฟถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ ส่วน Sebastian Stan ก็ได้เปิดเผยว่าเขาเคยเสนอไอเดียหนัง Winter Soldier แนวเดียวกับเรื่อง Sicario ให้ทาง Marvel พิจารณามาแล้ว น่าเสียดายที่โปรเจกต์นี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง

หากพูดถึงโลกภาพยนตร์ในปี 2026 นี้ ถือว่ามีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของแฟรนไชส์ระดับตำนานหรือการสร้างสรรค์ซีรีส์แนวสยองขวัญใหม่ๆ ส่วนตัวผมเองก็ตื่นเต้นมากว่าเมื่อ Amazon ประกาศชื่อคนที่จะมารับบท 007 อย่างเป็นทางการแล้ว เสียงตอบรับจากแฟนๆ จะเป็นอย่างไร จะถูกใจสายลับระดับพระกาฬคนนี้หรือไม่ ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา – Gary Oldman Teases the Identity of Amazon’s New James Bond

ครม. เห็นชอบเสนอพระนาม สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ผู้ก่อตั้งระบบธรรมศึกษา ต่อ UNESCO ชูบุคคลสำคัญของโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีข่าวที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจสำหรับชาวไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติสำคัญในการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาของไทยสู่ระดับสากล โดยทางรัฐบาลได้มีมติเห็นชอบให้เสนอชื่อพระนามของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ต่อองค์การ UNESCO เพื่อให้ประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณในฐานะบุคคลสำคัญของโลกครับ

ครม. เห็นชอบเสนอพระนาม สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ผู้ก่อตั้งระบบธรรมศึกษา ต่อ UNESCO ชูบุคคลสำคัญของโลก

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการเสนอพระนามนี้? คำตอบนั้นสำคัญมากครับ เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงเป็นพระองค์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทย โดยเฉพาะการก่อตั้ง ระบบธรรมศึกษา เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการเรียนรู้พระธรรมวินัยได้อย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับหลักการของ UNESCO ในเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการส่งเสริมสันติภาพในสังคมอย่างแท้จริงครับ

ความสำคัญของระบบธรรมศึกษาและพระกรณียกิจ

หากจะพูดถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ต้องย้อนไปดูพระกรณียกิจในระหว่างที่ทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 11 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากการริเริ่มหลักสูตรธรรมศึกษาแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นผู้นำในการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ และการก่อตั้งมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาไทยมาจนถึงปัจจุบันครับ

ขั้นตอนการดำเนินงานในครั้งนี้ ทางรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นแกนหลักในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมเอกสารและหลักฐานสำคัญเสนอต่อ UNESCO โดยมีกำหนดการยื่นใบสมัครภายในปี 2569 และหวังว่าเราจะได้รับข่าวดีในการประกาศยกย่องพระองค์ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

  • การเตรียมการ: ดำเนินการผ่านคณะกรรมการอำนวยการหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคสงฆ์
  • เป้าหมาย: เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและสร้างความตระหนักในมรดกทางวัฒนธรรมไทย
  • วาระสำคัญ: เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี แห่งการสถาปนาธรรมศึกษา (พ.ศ. 2472-2572)

ส่วนตัวผมมองว่า การที่ไทยเราผลักดันเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเชิดชูสถาบันสงฆ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้ทั่วโลกเห็นถึงภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์ของบูรพกษัตริย์และพระมหาเถระไทยที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาสำหรับปวงชนมาอย่างยาวนาน ซึ่งในยุคดิจิทัลแบบนี้ การหยิบยกเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่ามาเล่าใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่เข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรมครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากเชิญชวนให้พวกเราคนไทยร่วมกันติดตามความคืบหน้าของโครงการนี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะนี่คือเครื่องพิสูจน์ถึงความภาคภูมิใจที่คนไทยได้ส่งมอบมรดกอันมีค่าไว้ให้โลกใบนี้ครับ ใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือประวัติความเป็นมาของพระองค์ สามารถติดตามได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับ

ที่มา – ครม. เห็นชอบเสนอพระนาม สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ผู้ก่อตั้งระบบธรรมศึกษา ต่อ UNESCO ชูบุคคลสำคัญของโลก

กองทัพเรือประกาศ Hanwha Ocean คว้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 1.67 หมื่นล้าน ย้ำ ทร. ได้เรือ ประเทศต้องได้ประโยชน์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ในแวดวงความมั่นคงที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า กองทัพเรือประกาศ Hanwha Ocean คว้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 1.67 หมื่นล้าน ย้ำ ทร. ได้เรือ ประเทศต้องได้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพเรือไทย โดยงานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของการซื้อขายอาวุธทั่วไป แต่เป็นการจับมือกับยักษ์ใหญ่ด้านต่อเรือระดับโลกจากเกาหลีใต้อย่าง Hanwha Ocean เพื่อยกระดับศักยภาพทางทะเลของบ้านเราให้ทัดเทียมสากล

กองทัพเรือประกาศ Hanwha Ocean คว้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 1.67 หมื่นล้าน ย้ำ ทร. ได้เรือ ประเทศต้องได้ประโยชน์

สำหรับดีลการจัดหาเรือฟริเกตในครั้งนี้ กองทัพเรือไม่ได้มองเพียงแค่การได้เรือลำใหม่มาใช้งาน แต่เน้นย้ำถึงกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘ทร. ได้เรือ ประเทศต้องได้ประโยชน์’ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการกระตุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในไทยเอง เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้งบประมาณกว่า 1.67 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการประมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ทำไมต้องเป็น Hanwha Ocean? ต้องบอกเลยว่าบริษัทนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นบริษัทวิศวกรรมทางทะเลชั้นนำระดับโลกจากเกาหลีใต้ ที่มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีการต่อเรือรบ เรือดำน้ำ รวมถึงเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งการได้พันธมิตรระดับนี้มาช่วยวางรากฐาน จะส่งผลดีต่อไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer): ไทยจะได้เรียนรู้ระบบการจัดการและวิศวกรรมขั้นสูง
  • การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ: การส่งเสริมให้ซัพพลายเชนของไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ
  • ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน: ราคาที่สรุปออกมาเป็นแบบ Fixed Price ทำให้เรามั่นใจได้ถึงงบประมาณที่คงที่

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้โครงการยังอยู่ในช่วงเวลาของการรับเรื่องอุทธรณ์ตามกฎหมาย เพื่อความยุติธรรมและตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนจะมีการแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่กองทัพเรือเปิดกว้างให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรือลำนี้คืองบประมาณจากภาษีประชาชน ทุกบาททุกสตางค์จึงต้องเกิดความคุ้มค่าสูงสุด

มุมมองต่อเทรนด์การจัดหาอาวุธในยุคใหม่

หากมองในมุมเทคโนโลยี การที่ประเทศไทยเลือกบริษัทอย่าง Hanwha Ocean สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังขยับตัวเข้าสู่การเป็นมหาอำนาจทางทะเลในภูมิภาคที่เน้นนวัตกรรมมากขึ้น ไม่ใช่แค่การซื้อมาใช้ แต่คือการซื้อ ‘องค์ความรู้’ เข้ามา เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน เทรนด์นี้คือสัญญาณบวกสำหรับคนไทยที่ต้องการเห็นการพัฒนาศักยภาพกองทัพควบคู่ไปกับความโปร่งใสครับ

หากคุณเป็นคนที่ติดตามข่าวสารเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ หรือสนใจว่าเรือลำใหม่ของกองทัพเรือไทยจะล้ำสมัยขนาดไหน อย่าลืมติดตามการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในกลางเดือนนี้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเรือ แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจไทยที่ต้องโตไปพร้อมกัน! ที่มา – กองทัพเรือประกาศ Hanwha Ocean คว้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตมูลค่า 1.67 หมื่นล้าน ย้ำ ทร. ได้เรือ ประเทศต้องได้ประโยชน์

DSI จ่อฟัน ‘ทุนอิสราเอล’ ใช้นอมินีถือครองอสังหาฯ พัทยา เตรียมขยายผลเครือข่ายหมื่นล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนแรงที่กำลังเป็นที่จับตามองในแวดวงเศรษฐกิจและกฎหมายมาอัปเดตให้ฟังกันครับ เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่กำลังเดินหน้าลุยปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายในบ้านเรา โดยเฉพาะล่าสุดกับกรณีที่ DSI จ่อฟัน ‘ทุนอิสราเอล’ ใช้นอมินีถือครองอสังหาฯ พัทยา เตรียมขยายผลเครือข่ายหมื่นล้าน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญครับ

เจาะลึกปม DSI จ่อฟัน ‘ทุนอิสราเอล’ ใช้นอมินีถือครองอสังหาฯ พัทยา เตรียมขยายผลเครือข่ายหมื่นล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายหลายแห่งในเมืองพัทยาและบางละมุง ซึ่งพบว่ามีการใช้สำนักงานกฎหมายเป็นตัวกลางในการจดทะเบียนบริษัท โดยดึงเอาพนักงานหรือคนไทยเข้ามาถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางตัวตนที่แท้จริงของนักธุรกิจต่างชาติ ซึ่งพฤติการณ์แบบนี้ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ พ.ศ. 2542 อย่างชัดเจนครับ

ข้อมูลที่น่าสนใจจากการสืบสวนระบุว่า:

  • มีการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์และทำธุรกิจโรงแรม-คอนโดมิเนียม
  • เครือข่ายนี้ไม่ได้มีแค่ในพัทยา แต่ขยายไปถึงภูเก็ต สมุย พะงัน และกรุงเทพฯ
  • มูลค่าความเสียหายและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ประเมินไว้สูงถึงหลักหมื่นล้านบาท

ทางด้านหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกกลุ่มผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายชาวยิวในไทย ซึ่งทาง DSI ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังขยายผลอย่างละเอียดครับ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญและน่าติดตาม?

การที่ DSI จ่อฟัน ‘ทุนอิสราเอล’ ใช้นอมินีถือครองอสังหาฯ พัทยา เตรียมขยายผลเครือข่ายหมื่นล้าน เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนทั่วไปครับ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มเอาจริงกับการตรวจสอบนอมินีที่แฝงตัวมาทำธุรกิจ ซึ่งการใช้นอมินีไม่เพียงแต่ทำให้รัฐเสียรายได้ แต่ยังเป็นการตัดโอกาสผู้ประกอบการไทยให้เสียเปรียบในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม

สำหรับมุมมองของผม ผมคิดว่านี่เป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานรัฐแสดงความแข็งแกร่งในการบังคับใช้กฎหมายครับ หากเราปล่อยให้เรื่องนอมินีกลายเป็นเรื่องปกติ อนาคตอสังหาริมทรัพย์ไทยอาจถูกต่างชาติเข้าครอบงำจนยากจะแก้ไข ผมอยากให้เพื่อนๆ คอยติดตามข่าวสารนี้ไว้ให้ดี เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการขยายผลไปถึงกลุ่มทุนอื่นๆ อีกแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลหรือเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ ทาง DSI น่าจะมีไพ่ตายออกมาโชว์ให้เห็นอีกเพียบครับ

สุดท้ายนี้ ในฐานะนักลงทุนหรือผู้สนใจข่าวสาร เราควรดูเป็นบทเรียนว่าการทำธุรกิจต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจเองครับ อย่าลืมติดตามอัปเดตเรื่องนี้กันต่อไป เพราะคดีหมื่นล้านคดีนี้อาจมีเซอร์ไพรส์มากกว่าที่คิดครับ

ที่มา – DSI จ่อฟัน ‘ทุนอิสราเอล’ ใช้นอมินีถือครองอสังหาฯ พัทยา เตรียมขยายผลเครือข่ายหมื่นล้าน

Anthropic ยกเลิกแผนซื้อกิจการ Decart แล้ว

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวลือหนาหูกันมาสักพักแล้วว่า Anthropic ยักษ์ใหญ่ในวงการ AI กำลังเล็งเข้าซื้อกิจการบริษัท Decart ซึ่งข่าวนี้สร้างความฮือฮาพอสมควร เพราะสไตล์ของทั้งสองบริษัทดูจะต่างกันคนละขั้วเลยทีเดียว แต่ล่าสุดดูเหมือนเรื่องราวจะชัดเจนขึ้นแล้ว เพราะมีรายงานว่า Anthropic ยกเลิกแผนซื้อกิจการ Decart แล้ว หลังจากที่ได้เข้าไปตรวจสอบสถานะหรือทำ Due Diligence เป็นที่เรียบร้อย

ทำไม Anthropic ยกเลิกแผนซื้อกิจการ Decart แล้ว

การที่ Anthropic ยกเลิกแผนซื้อกิจการ Decart แล้ว ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่นักสำหรับคนที่ติดตามวงการเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น เพราะตั้งแต่มีกระแสข่าวออกมา หลายคนก็มองว่าดีลนี้อาจจะล่มได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อเทียบ ‘Vibe’ หรือแนวทางการทำธุรกิจที่ต่างกันอย่างชัดเจนของทั้งสองค่าย

จุดที่น่าสนใจของ Decart ก่อนที่ Anthropic ยกเลิกแผนซื้อกิจการ Decart แล้ว

Decart เป็นบริษัทที่น่าสนใจมาก โดยมีผลิตภัณฑ์เรือธงที่ล้ำสมัยอย่าง:

  • Lucy: AI ที่สามารถเปลี่ยนรายละเอียดในวิดีโอได้แบบเรียลไทม์ เช่น การเปลี่ยนใบหน้าตัวละครในสตรีม Twitch ให้กลายเป็นอนิเมะคุณภาพสูง
  • Oasis: ระบบที่สามารถนำรูปภาพมาสร้างเป็นโลกเสมือนจริงให้เราเข้าไปเล่นได้เหมือนเกม FPS

เหตุผลที่ Anthropic สนใจ Decart คงหนีไม่พ้นเรื่องเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เรียกว่า DOS (Decart Optimization Stack) ซึ่งช่วยให้การทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดต้นทุนการประมวลผล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ Anthropic ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ครั้งใหญ่ในช่วงปลายปีนี้

แม้ดีลนี้จะจบลงไป แต่แหล่งข่าววงในยังเผยว่า ทั้งสองบริษัทอาจจะยังคงมองหาโอกาสในการทำงานร่วมกันในรูปแบบอื่นในอนาคต ซึ่งก็น่าติดตามต่อไปว่า Anthropic จะเดินเกมอย่างไรต่อท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของโลก AI ในปัจจุบัน ส่วนตัวมองว่าการตัดสินใจหยุดดีลนี้อาจเป็นการโฟกัสที่คุ้มค่ากว่าของ Anthropic เพื่อนำทรัพยากรไปใช้กับสิ่งที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์หลักของบริษัทมากกว่าครับ

ที่มา – Nope, Anthropic Will Reportedly Not Buy That Un-Anthropic-Like Company

รองจเรตำรวจแห่งชาติ สั่งคุมเข้มวินัยตำรวจ จี้ 88 สน.นครบาล เกาะติดพฤติกรรมผู้พ้นโทษสกัดอาชญากรรมซ้ำ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนในแวดวงความปลอดภัยที่น่าสนใจมาก เมื่อทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาขยับตัวครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับคืนมาอีกครั้ง โดยล่าสุด รองจเรตำรวจแห่งชาติ สั่งคุมเข้มวินัยตำรวจ จี้ 88 สน.นครบาล เกาะติดพฤติกรรมผู้พ้นโทษสกัดอาชญากรรมซ้ำ ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

รองจเรตำรวจแห่งชาติ สั่งคุมเข้มวินัยตำรวจ จี้ 88 สน.นครบาล เกาะติดพฤติกรรมผู้พ้นโทษสกัดอาชญากรรมซ้ำ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงเรื่องวินัยและการประพฤติตนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในครั้งนี้คือ การที่ รองจเรตำรวจแห่งชาติ สั่งคุมเข้มวินัยตำรวจ จี้ 88 สน.นครบาล เกาะติดพฤติกรรมผู้พ้นโทษสกัดอาชญากรรมซ้ำ โดยมีคำสั่งชัดเจนให้ผู้กำกับการทั้ง 88 แห่งในพื้นที่ บช.น. ต้องติดตามพฤติกรรมของผู้ที่พ้นโทษออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งถือเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมในการลดอัตราอาชญากรรมในพื้นที่เมืองหลวงของเรา

เหตุผลที่มาตรการนี้สำคัญต่อสังคม

ในมุมมองของผม มาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตำรวจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเราทุกคนครับ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหันมาให้ความสำคัญกับการควบคุมดูแลกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้:

  • ลดสถิติการเกิดคดีอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่ชุมชน
  • สร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจให้ดูมีความพร้อมและเอาจริงเอาจัง

นอกจากนี้ การสั่งการให้มีการรายงานผลอย่างเป็นระบบและโปร่งใส จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบภายในมีความเข้มแข็งมากขึ้น หากหน่วยงานไหนละเลยหน้าที่ ก็ต้องรับผิดชอบต่อความบกพร่องที่เกิดขึ้น ถือเป็นการแสดงออกถึงความยุติธรรมที่จับต้องได้จริง

ในยุคที่เทคโนโลยีอาชญากรรมก้าวไปไกล เราก็ต้องการการป้องกันที่ทันสมัยและเด็ดขาดแบบนี้แหละครับ ผมมองว่าการเกาะติดพฤติกรรมผู้พ้นโทษไม่ใช่การละเมิดสิทธิ แต่คือการเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายที่อาจพรากความสุขของครอบครัวคนอื่นไป และนี่คือเทรนด์ใหม่ของการบริหารจัดการงานตำรวจที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ในการลดอาชญากรรมอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ผมขอเชิญชวนให้พวกเราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยในพื้นที่ของท่าน อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ เพราะสังคมที่ปลอดภัยสร้างได้จากความร่วมมือของทุกคนครับ

ที่มา – รองจเรตำรวจแห่งชาติ สั่งคุมเข้มวินัยตำรวจ จี้ 88 สน.นครบาล เกาะติดพฤติกรรมผู้พ้นโทษสกัดอาชญากรรมซ้ำ