ผู้เขียน: lalika69_admin

ผู้ว่าฯ ธปท.เผยทุนเทาไทย 13% ของ GDP ทางรอดเศรษฐกิจ

ทุนเทาไทย 13% ของ GDP กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนติดตามเศรษฐกิจต้องจับตา หลังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยข้อมูลว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ถึง 48% ของ GDP และในจำนวนนี้อาจมีเงินเทาประมาณ 13% ของ GDP ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “The Future of Thai Finance: Trust, Transparency & Growth” บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 โดยชี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งคอร์รัปชัน เงินเทา ความสามารถในการแข่งขัน การศึกษา สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือน ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาน้ำท่วม

ทุนเทาไทย 13% ของ GDP สะท้อนอะไรต่อเศรษฐกิจ

ข้อมูลการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า เศรษฐกิจนอกระบบไทยมีขนาดประมาณ 48% ของ GDP โดยราว 35% เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบการจดทะเบียนหรือการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นทางการ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถูกประเมินว่าเป็นเงินเทา หรือเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย การหลอกลวง และการทุจริต คิดเป็นประมาณ 13% ของ GDP

ตัวเลข ทุนเทาไทย 13% ของ GDP ถือว่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมของโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เคยประเมินว่า เงินผิดกฎหมายและเงินจากการหลอกลวงมีสัดส่วนประมาณ 2% ของเงินทั้งระบบโลก อย่างไรก็ตาม การประเมินเงินเทาเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเงินเหล่านี้มักถูกโยกย้ายผ่านหลายบัญชี หลายธุรกิจ หรือแปลงสภาพเป็นทรัพย์สินเพื่อซ่อนแหล่งที่มา

เศรษฐกิจนอกระบบไม่ได้มีแต่ด้านลบ

หนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจนอกระบบไม่ได้หมายความว่าเป็นกิจกรรมผิดกฎหมายทั้งหมด พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าออนไลน์ หรือธุรกิจครอบครัวจำนวนมากอาจไม่ได้จดทะเบียนหรือไม่ได้อยู่ในระบบภาษีอย่างครบถ้วน แต่ยังสร้างรายได้และการจ้างงานให้กับคนในชุมชน

ปัญหาคือ เมื่อธุรกิจเหล่านี้อยู่นอกระบบ พวกเขามักเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่าธุรกิจที่มีเอกสารครบถ้วน หากสามารถพาธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบได้ ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนที่เหมาะสม มีโอกาสขยายกิจการ และสร้างงานได้มากขึ้น

ในมุมนี้ การดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบไม่ควรหมายถึงการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว แต่ควรมีมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น ระบบจดทะเบียนที่ง่ายขึ้น การใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อประเมินเครดิต การให้ความรู้ด้านบัญชีและภาษี รวมถึงสินเชื่อที่ออกแบบให้เหมาะกับรายได้จริงของธุรกิจรายย่อย

ธปท.เดินหน้าสกัดเส้นทางเงินผิดกฎหมาย

ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเส้นทางการเงิน เพราะเงินเทา เงินจากการหลอกลวง และเงินคอร์รัปชันในท้ายที่สุดมักต้องผ่านระบบสถาบันการเงิน การควบคุมธุรกรรมที่มีความเสี่ยงจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดโอกาสที่เงินผิดกฎหมายจะถูกนำไปใช้ต่อ

มาตรการที่ถูกพูดถึง ได้แก่ การกำกับดูแลธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และการกำหนดให้ร้านทองรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำจริง หรือ Physical Gold แนวทางเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบเส้นทางเงินได้ดีขึ้น และลดการใช้สินทรัพย์หรือเงินสดเป็นช่องทางซ่อนแหล่งที่มา

การยกระดับระบบตรวจสอบจำเป็นต้องเดินควบคู่กับการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินด้วย เพราะประชาชนทั่วไปไม่ควรถูกทำให้เข้าถึงเงินหรือทำธุรกรรมได้ยากเกินไป จุดสมดุลที่สำคัญคือการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อแยกแยะธุรกรรมที่มีความเสี่ยงจริงออกจากธุรกรรมปกติ

ทำไมการลดดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า การผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระยะยาวไม่สามารถพึ่งพาการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว แม้ดอกเบี้ยต่ำอาจช่วยลดภาระของผู้กู้และกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่หากเงินทุนยังไหลไปสู่กิจกรรมที่ไม่มีผลิตภาพ หรือมีการรั่วไหลผ่านการทุจริต ผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็อาจไม่มากเท่าที่ควร

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรให้ถูกที่ ธุรกิจที่มีศักยภาพควรได้รับเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม ขณะที่เงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายต้องถูกตรวจจับและสกัดกั้นให้เร็วขึ้น หากทำได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับการแข่งขัน และทำให้ GDP เติบโตจากพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม

สำหรับคนทั่วไป เรื่อง ทุนเทาไทย 13% ของ GDP อาจดูเป็นประเด็นไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความปลอดภัยในการโอนเงิน การหลอกลวงออนไลน์ ราคาสินทรัพย์ ไปจนถึงโอกาสที่ธุรกิจขนาดเล็กจะเข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นธรรม การสร้างระบบการเงินที่โปร่งใสจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งภาครัฐ ธนาคาร ผู้ประกอบการ และประชาชน

มุมมองส่งท้าย: ทางออกของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่การอัดฉีดเงินหรือเร่งลดดอกเบี้ย แต่คือการปิดช่องโหว่ของระบบ พร้อมเปิดประตูให้ธุรกิจนอกระบบที่มีศักยภาพเข้ามาเติบโตอย่างถูกต้อง หากประเทศไทยทำให้เงินไหลไปสู่ธุรกิจที่สร้างคุณค่าได้จริง การเปลี่ยนทุนเทาให้เป็นทุนที่โปร่งใสก็อาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้น การติดตามมาตรการทางการเงินและสนับสนุนธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างโปร่งใสจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้

ที่มา – ผู้ว่าฯ ธปท.เผยขนาด ‘ทุนเทา’ ในไทยคิดเป็นราว 13% ของ GDP ย้ำ ‘ดึงนอกระบบ เข้าสู่ระบบ’ ทางรอดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ

เปลี่ยนไทยให้เป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ในแวดวงการศึกษายุค AI

เมื่อโลกเดินหน้าเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ตั้งแต่ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ พื้นที่ทำงาน ไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะสร้างสังคมที่เปิดโอกาสให้คนทุกวัยเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม บทความนี้ชวนทำความเข้าใจแนวคิด เปลี่ยนไทยให้เป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ในแวดวงการศึกษายุค AI ผ่านมุมมองของครีเอเตอร์ นักการศึกษา แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน

ลองนึกภาพเมืองที่เดินจากสถานีรถไฟไม่กี่นาทีก็เจอห้องสมุดเปิดให้ใช้ฟรี หรือพิพิธภัณฑ์ที่ยังต้อนรับผู้คนหลังเลิกงานจนถึงช่วงค่ำ ภาพแบบนี้พบได้ในหลายเมืองทั่วโลก แต่ในประเทศไทย พื้นที่เรียนรู้จำนวนมากยังปิดเร็ว เข้าถึงยาก หรือมีค่าใช้จ่ายสูงจนคนทำงานและครอบครัวทั่วไปไม่สามารถใช้บริการได้อย่างสม่ำเสมอ การสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างอาคารใหม่ แต่ต้องออกแบบระบบชีวิตที่ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายและเป็นธรรมชาติ

เปลี่ยนไทยให้เป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” เริ่มจากพื้นที่ใกล้ตัว

หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจคือการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ภายในเวลาไม่เกิน 15 นาที อาจเป็นห้องสมุดชุมชน ห้องอ่านหนังสือเงียบ ศูนย์สร้างสรรค์ หรือพื้นที่สาธารณะที่มีอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์พื้นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเสมอไป สิ่งสำคัญคือสถานที่เหล่านี้ต้องเปิดในเวลาที่คนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุสามารถเดินทางมาใช้บริการได้จริง

พื้นที่เรียนรู้ที่ดีควรมีบรรยากาศเป็นมิตร ไม่ทำให้ผู้มาใช้บริการรู้สึกว่าต้องเก่งหรือมีความรู้มาก่อนจึงจะเข้าได้ การมี Silent Space ที่นั่งอ่านหนังสือได้ฟรี หรือมุมทดลองทำงานดิจิทัลในชุมชน อาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับเด็กต่างจังหวัด คนทำงานอิสระ และผู้สูงวัยที่ต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ การเรียนรู้จึงไม่ควรถูกผูกไว้กับคาเฟ่ราคาแพงหรือสถาบันกวดวิชาเพียงไม่กี่แห่ง

วัฒนธรรมปลอดภัยทำให้คนกล้าถามและกล้าลอง

นอกจากสถานที่แล้ว วัฒนธรรมการเรียนรู้ก็สำคัญไม่แพ้กัน สังคมไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับความกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่เก่งหากถามคำถาม หรือถูกล้อเมื่อพูดภาษาอังกฤษผิด ปัญหานี้ทำให้หลายคนเลือกเงียบ ทั้งที่การตั้งคำถามคือจุดเริ่มต้นของความเข้าใจและนวัตกรรม

แนวทางที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนจากการชมว่าเด็ก “ฉลาด” หรือ “เก่ง” เพียงอย่างเดียว มาให้ความสำคัญกับความพยายาม วิธีคิด และกระบวนการแก้ปัญหา เมื่อคนรู้ว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย พวกเขาจะกล้าทดลองกับโจทย์ที่ยากขึ้น ตัวอย่างง่ายๆ ในองค์กรคือการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานจากหลายแผนกได้ทำงานร่วมกัน เล่นเกมวางแผน หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยไม่ยึดติดกับตำแหน่ง

การศึกษาไทยยุค AI ต้องสอนให้คิด ไม่ใช่แค่จำ

AI ช่วยค้นข้อมูล สรุปบทความ และสร้างงานเขียนได้อย่างรวดเร็ว แต่ความสะดวกนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยง หากผู้เรียนใช้ AI คิดแทนทุกขั้นตอนจนไม่สามารถตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล หรืออธิบายเหตุผลของคำตอบได้ ทักษะที่เรียกว่า Deskilling หรือการถดถอยของทักษะ อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ควรห้ามใช้ AI แบบเหมารวม แต่ควรสอนให้ใช้เครื่องมืออย่างมีความรับผิดชอบ ผู้เรียนอาจใช้ AI เพื่อเสนอแนวคิดเบื้องต้น จากนั้นตรวจสอบแหล่งข้อมูล เปรียบเทียบมุมมอง และวิจารณ์ข้อจำกัดของคำตอบ การเรียนรู้รูปแบบนี้ช่วยให้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทนมนุษย์

อีกปัญหาที่ต้องจับตาคือสมาธิของผู้เรียนในยุคคลิปสั้น การรับข้อมูลที่รวดเร็วและต่อเนื่องอาจทำให้หลายคนไม่คุ้นเคยกับการอ่านเนื้อหายาวหรือทำงานที่ต้องใช้เวลา ครูและครีเอเตอร์จึงต้องออกแบบบทเรียนให้น่าสนใจตั้งแต่ช่วงแรก แต่ความน่าสนใจไม่ควรหมายถึงความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ต้องนำไปสู่การคิดต่อ การลงมือทำ และการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงด้วย

ครูและครีเอเตอร์ต้องเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์

บทบาทของครูในยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นผู้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ หรือ Knowledge Facilitator ห้องเรียนที่มีประสิทธิภาพอาจแบ่งเวลาให้ผู้เรียนได้รับทั้งเนื้อหาพื้นฐานและการอภิปรายจากกรณีจริง เช่น ปัญหาสังคม นโยบายสาธารณะ หรือสถานการณ์ทางธุรกิจ วิธีนี้ช่วยให้ผู้เรียนเห็นว่าความรู้ไม่ได้อยู่แยกเป็นวิชา แต่เชื่อมโยงกับโลกจริงตลอดเวลา

สำหรับครีเอเตอร์ การนำเสนอความรู้ต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้ชมยุคดิจิทัล เนื้อหาอาจเริ่มจากคำถามที่ใกล้ตัว เรื่องเล่าที่ชวนสงสัย หรือภาพเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย แล้วค่อยขยายไปสู่รายละเอียดเชิงลึก ขณะเดียวกัน ผู้สอนต้องสร้างความน่าเชื่อถือด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และยอมรับเมื่อข้อมูลบางเรื่องยังมีข้อจำกัด เพราะในวันที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ใกล้เคียงกัน ความไว้วางใจจะกลายเป็นคุณค่าที่สำคัญมาก

ข้อเสนอที่ภาครัฐทำได้เพื่อสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้

  • เปิดคลังข้อสอบ แบบฝึกหัด และสื่อการเรียนรู้ของภาครัฐให้ดาวน์โหลดฟรี
  • สนับสนุนห้องสมุดและพื้นที่อ่านหนังสือที่เปิดถึงช่วงค่ำในชุมชน
  • ใช้ AI ลดงานเอกสารของครู เพื่อคืนเวลาให้ครูดูแลและให้คำแนะนำผู้เรียน
  • ปรับการวัดผลจากการสอบปลายทางเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • สร้างหลักสูตรทักษะดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารสำหรับคนทุกวัย

การทำให้ เปลี่ยนไทยให้เป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ในแวดวงการศึกษายุค AI เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่คุณภาพชีวิต พื้นที่สาธารณะ วัฒนธรรมในครอบครัว ไปจนถึงนโยบายการศึกษา หากผู้คนยังต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาเรียนรู้ ต่อให้มีพิพิธภัณฑ์หรือแพลตฟอร์มดีเพียงใดก็อาจไม่เพียงพอ

ในมุมมองของผู้เขียน เมืองแห่งการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่ระดับประเทศ แต่อาจเริ่มจากห้องสมุดชุมชนที่เปิดนานขึ้น ครูที่ชวนเด็กถามคำถามโดยไม่กลัวผิด บริษัทที่ให้เวลาพนักงานพัฒนาทักษะ หรือครอบครัวที่ยอมให้สมาชิกทดลองสิ่งใหม่ หากทุกฝ่ายช่วยกันสร้างพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย ไทยก็มีโอกาสเปลี่ยน AI จากเครื่องมือที่น่ากังวล ให้เป็นพลังสนับสนุนการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างแท้จริง

ที่มา – เปลี่ยนไทยให้เป็น “เมืองแห่งการเรียนรู้” ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ในแวดวงการศึกษายุค AI

เบื้องหลังการผลักดัน Thai Talents สู่เวทีโลก และโจทย์แก้ปมโครงสร้างบันเทิงไทย

ศิลปินไทยกำลังได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงจากซีรีส์ BL และ GL ศิลปิน T-Pop หรือครีเอเตอร์ที่สร้างฐานแฟนคลับผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนว่าโลกเปิดกว้างสำหรับ Thai Talents มากกว่าที่เคย แต่คำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้ความนิยมไม่หยุดอยู่เพียงกระแสชั่วคราว และเปลี่ยนเป็นอาชีพที่มั่นคง รวมถึงสร้างรายได้ให้กับคนทำงานตลอดทั้งอุตสาหกรรม

บทความนี้สรุปมุมมองจากเวทีเสวนา From Local Stars to Global Success ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 โดย ป่าน–ณิชาภัทร สุภาพ ผู้ก่อตั้ง The Venture Management และ เมย์–วาสนา เนกขัมม์ CEO บริษัท เลยดูดี สตูดิโอ จำกัด ทั้งสองคนสะท้อนภาพตั้งแต่โอกาสของศิลปินไทยในตลาดโลก การเตรียมความพร้อมของคนทำงาน ไปจนถึงโครงสร้างสนับสนุนที่จำเป็นต่อการเติบโตระยะยาว

เบื้องหลังการผลักดัน Thai Talents สู่เวทีโลก และโจทย์แก้ปมโครงสร้างบันเทิงไทย

เบื้องหลังการผลักดัน Thai Talents สู่เวทีโลก และโจทย์แก้ปมโครงสร้างบันเทิงไทย ไม่ได้มีเพียงภาพศิลปินเดินพรมแดงหรือขึ้นเวทีต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทีมงาน ผู้จัดการ โปรโมเตอร์ นักเขียนบท ช่างแต่งหน้า ช่างไฟ ฝ่ายกฎหมาย และผู้ประกอบการอีกจำนวนมาก ทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ศิลปินหนึ่งคนสามารถทำงานในตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสของศิลปินไทยในตลาดโลก

ในอดีต การแจ้งเกิดของศิลปินอาจขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจตัดสินใจเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่ปัจจุบันสตรีมมิงและโซเชียลมีเดียช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว ศิลปินสามารถเผยแพร่ผลงานให้ผู้ชมในหลายประเทศเข้าถึงได้โดยตรง คอนเทนต์ไทยจึงมีโอกาสเดินทางไปยังตลาดที่เคยเข้าถึงยาก เช่น ลาตินอเมริกา ยุโรป และสหรัฐอเมริกา

โดยเฉพาะคอนเทนต์ BL และ GL ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น ผู้ชมจำนวนมากไม่ได้ติดตามเพียงเรื่องราวในซีรีส์ แต่ยังสนับสนุนศิลปินผ่านการซื้อบัตรแฟนมีตติ้ง สินค้าที่ระลึก และการเดินทางไปชมกิจกรรมในต่างประเทศ พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแฟนคลับสามารถเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ หากผู้ประกอบการออกแบบประสบการณ์ได้อย่างเหมาะสม

ประสบการณ์การจัดงานของเมย์ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ชมท้องถิ่นในต่างประเทศมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% ขณะที่แฟนชาวไทยที่เดินทางตามไปสนับสนุนมีสัดส่วนไม่เกิน 30% ในหลายงาน ตัวเลขนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่า ศิลปินไทยไม่ได้พึ่งพาเฉพาะแฟนในประเทศ แต่มีตลาดปลายทางที่พร้อมจ่ายเงินจริงอยู่แล้ว

ชื่อเสียงมาเร็ว ต้องเตรียมคนให้พร้อมกว่าเดิม

โอกาสที่เข้ามาอย่างรวดเร็วอาจกลายเป็นความกดดัน หากศิลปินยังไม่มีทักษะและทีมงานที่พร้อมรองรับ หลายคนเริ่มต้นจากการเป็นนักศึกษา ก่อนจะมีผลงานแรกและกลายเป็นที่รู้จักในเวลาไม่นาน เมื่อมีงานระดับนานาชาติเข้ามา ศิลปินจึงต้องเรียนรู้ทั้งภาษา การแสดง การให้สัมภาษณ์ และการทำงานร่วมกับทีมจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง

การสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรู้จักเล่าเรื่องของตัวเองให้ชัดเจน ศิลปินควรมีมุมมอง บุคลิก และประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ชมจดจำได้ การเตรียมตัวพูดคุยกับสื่อจึงไม่ใช่การท่องคำตอบ แต่เป็นการค้นหาตัวตนและถ่ายทอดคุณค่าออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากนี้ ค่ายและผู้จัดการควรสนับสนุนการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ลงทุนเฉพาะช่วงที่ศิลปินกำลังเป็นกระแส เพราะอาชีพในวงการบันเทิงมีความผันผวนสูง ศิลปินที่ใช้ช่วงเวลาซึ่งมีรายได้และโอกาสในการฝึกฝน จะมีทางเลือกมากขึ้นเมื่อกระแสเริ่มเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเบื้องหลัง การผลิตคอนเทนต์ การเป็นพิธีกร หรือการสร้างธุรกิจของตัวเอง

โครงสร้างและระบบสนับสนุนต้องเดินไปพร้อมกัน

การส่งศิลปินไปทำงานต่างประเทศมีรายละเอียดมากกว่าการจองสถานที่และขายบัตร ผู้จัดต้องรับมือกับกฎหมาย ใบอนุญาตทำงาน ภาษี ลิขสิทธิ์เพลง ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และมาตรฐานของสถานที่จัดงานในแต่ละประเทศ หากขาดข้อมูลหรือผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ความเสี่ยงด้านต้นทุนและการดำเนินงานก็จะเพิ่มขึ้นทันที

หน่วยงานรัฐ สถานทูต และองค์กรที่เกี่ยวข้องจึงควรเข้ามาช่วยสร้างระบบข้อมูลกลาง ให้คำแนะนำเรื่องเอกสาร เชื่อมโยงผู้จัดไทยกับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ รวมถึงช่วยประสานงานในกรณีที่เกิดปัญหา ความช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปเงินสนับสนุนเสมอไป เพราะข้อมูลที่ถูกต้องและเครือข่ายที่ดีสามารถลดต้นทุนและเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ประกอบการได้อย่างมาก

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการเชื่อมวงการบันเทิงเข้ากับการท่องเที่ยว แฟนต่างชาติที่เดินทางมาดูคอนเสิร์ตหรือแฟนมีตติ้งสามารถต่อยอดเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพได้ หากมีการออกแบบแพ็กเกจหรือกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับอาหารไทย กีฬา สุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ ความชื่นชอบศิลปินก็จะพัฒนาเป็นความผูกพันกับประเทศไทย และเพิ่มโอกาสให้แฟนเดินทางกลับมาอีกครั้ง

จากแฟนคลับสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ

แฟนคลับในยุคดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ พวกเขาช่วยผลักดันยอดรับชม สร้างกระแสบนโซเชียล ซื้อบัตร สนับสนุนสินค้า และแนะนำผลงานให้คนอื่นรู้จัก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนพลังของแฟนคลับให้เป็นรายได้ที่ยั่งยืนต้องอาศัยการบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ ทั้งด้านราคา ประสบการณ์ การสื่อสาร และการดูแลสิทธิของศิลปิน

ความสำเร็จของศิลปินหนึ่งคนจึงควรเปิดประตูให้คนอื่นเดินตาม ไม่ใช่กลายเป็นกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หากมีศิลปินรุ่นแรกช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดต่างประเทศ ผู้จัดและโปรโมเตอร์รายใหม่ก็จะกล้าเข้ามาลงทุนมากขึ้น เมื่อมีผู้เล่นหลากหลาย วงการก็มีโอกาสขยายตัว เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ และสร้างงานให้กับบุคลากรเบื้องหลังในจำนวนที่มากกว่าเดิม

ในมุมมองของผู้เขียน เบื้องหลังการผลักดัน Thai Talents สู่เวทีโลก และโจทย์แก้ปมโครงสร้างบันเทิงไทย คือการเปลี่ยนจากการพึ่งพากระแสไปสู่การสร้างระบบระยะยาว ประเทศไทยมีทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ เนื้อหาที่มีเอกลักษณ์ และแฟนคลับที่พร้อมสนับสนุน สิ่งที่ต้องเร่งเติมคือการพัฒนาทักษะ การวางแผนธุรกิจ การคุ้มครองแรงงาน และเครือข่ายระหว่างประเทศ

แนวโน้มต่อจากนี้คือคอนเทนต์ท้องถิ่นจะเดินทางได้ไกลขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ผู้ชนะจะไม่ใช่ผู้ที่ดังเร็วที่สุดเสมอไป หากเป็นผู้ที่สร้างมาตรฐานและรักษาความสัมพันธ์กับผู้ชมได้ดีที่สุด ทุกฝ่ายจึงควรร่วมกันลงทุนกับคน ระบบ และคุณภาพของผลงาน เพื่อให้ความสำเร็จของ Thai Talents กลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เติบโตได้จริงในระดับโลก

ที่มา – เบื้องหลังการผลักดัน Thai Talents สู่เวทีโลก และโจทย์แก้ปมโครงสร้างบันเทิงไทย

เลือก AI ที่ใช่ ไม่ใช่ดีที่สุด: บทเรียน Com7 พลิกธุรกิจ

เมื่อพูดถึงการทำ AI Transformation หลายองค์กรอาจนึกถึงการซื้อสิทธิ์ใช้งาน ChatGPT หรือ Claude แล้วเปิดให้พนักงานทุกคนเข้ามาทดลองใช้ แต่ในโลกธุรกิจจริง การเปลี่ยนผ่านด้วย AI ไม่ได้จบลงเพียงแค่การมีเครื่องมือใหม่บนหน้าจอ เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือการนำ AI ไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เชื่อมต่อกับระบบเดิมได้อย่างปลอดภัย และสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้

บทเรียนจาก Com7 Public Company Limited สะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจอย่างชัดเจน นั่นคือ เลือก AI ที่ใช่ ไม่ใช่ดีที่สุด เพราะ AI ที่มีความสามารถสูงที่สุดในตลาดอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะกับทุกแผนกหรือทุกกระบวนการทำงาน องค์กรควรเริ่มต้นจากโจทย์ทางธุรกิจ แล้วค่อยเลือกเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เรื่องต้นทุน ความเร็ว ความปลอดภัย และการขยายระบบในอนาคต

งานวิจัยจาก Harvard Business Review ระบุว่า AI สามารถช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับองค์กรได้ราว 33–40% ขณะเดียวกัน การตัดสินใจในงานประจำวันประมาณ 15% เริ่มมี AI เข้ามาช่วยสนับสนุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์กรต้องนำ AI มาใช้ในระดับ Enterprise คำถามสำคัญมักอยู่ที่ข้อมูลจะปลอดภัยหรือไม่ ระบบจะเชื่อมต่อกับ ERP หรือ SAP ได้อย่างไร และจะควบคุมความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ได้แค่ไหน

ซารีฟ หมัดเส็ม Head of Professional Services จาก Com7 อธิบายปัญหานี้ว่าเป็น Iceberg Problem หรือปัญหาภูเขาน้ำแข็ง เพราะสิ่งที่เห็นบนผิวน้ำอาจเป็นเพียงการเลือกเครื่องมือ AI แต่ส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำคือข้อมูลกระจัดกระจาย กระบวนการทำงานไม่เป็นระบบ การเชื่อมต่อระบบหลังบ้านที่ซับซ้อน รวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล

เลือก AI ที่ใช่ ไม่ใช่ดีที่สุด: แนวคิดจาก Com7

บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ในหัวข้อ Amazon Quick: AI Transformation in Action จากกลยุทธ์สู่การลงมือทำ Com7 ได้แบ่งปันกรณีศึกษาการนำ AI Agent มาใช้ในหลายงาน ตั้งแต่การสร้างระบบ CRM การจัดการเคลมสินค้า ไปจนถึงการคัดกรองผู้สมัครงาน จุดเด่นของแนวทางนี้คือไม่ได้เริ่มจากการถามว่า AI ตัวไหนดังที่สุด แต่เริ่มจากคำถามว่า งานขององค์กรมีปัญหาอะไร และควรออกแบบระบบอย่างไรให้คนทำงานได้สะดวกขึ้น

สร้าง CRM ใช้เองด้วย Vibe Coding

โจทย์แรกของ Com7 คือการสร้างระบบ CRM ระดับ Enterprise สำหรับพนักงานประมาณ 40–50 คน เดิมทีบริษัทได้รับข้อเสนอค่าติดตั้งระบบประมาณ 5 ล้านบาท และต้องจ่ายค่า Subscription มากกว่า 3 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นภาระที่สูงมาก โดยเฉพาะเมื่อจำนวนผู้ใช้งานและความต้องการของธุรกิจมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Com7 จึงเลือกใช้ Amazon Quick ซึ่งเป็น AI Agent ระดับ Enterprise Grade ที่พัฒนาบนมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล แนวทางนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องข้อมูลบริษัทถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลต่อ และยังเปิดทางให้เชื่อมต่อ CRM เข้ากับระบบ ERP ได้อย่างปลอดภัย พนักงานสามารถสั่งงานด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ขณะที่ AI Agent ทำหน้าที่จัดการกระบวนการหลังบ้านตามเงื่อนไขที่กำหนด

ทีมงานใช้ Framework จาก AWS เพื่อพูดคุยกับแต่ละแผนก เก็บ Requirement และเปลี่ยนความต้องการเหล่านั้นให้กลายเป็น Spec ที่ชัดเจน จากนั้นจึงใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดภายใต้กรอบการทำงานที่มีการกำกับดูแล วิธีนี้เรียกว่า Vibe Coding ซึ่งไม่ใช่การปล่อยให้ AI เขียนโปรแกรมอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการให้ AI ช่วยเร่งงานพัฒนาภายใต้โจทย์ กฎ และโครงสร้างที่มนุษย์กำหนดไว้

ผลลัพธ์คือ Com7 ใช้เวลาพัฒนาระบบประมาณ 3 สัปดาห์ โดยมีผู้พัฒนาหลักเพียงคนเดียว ค่า Token อยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าบาท และค่ารันระบบบน AWS อยู่ที่ประมาณ 8,000–9,000 บาทต่อเดือน เมื่อคำนวณตลอด 3 ปี บริษัทสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้เกือบ 14 ล้านบาท อีกทั้งยังลดข้อจำกัดจากการคิดค่าลิขสิทธิ์แบบรายหัว เมื่อจำนวนพนักงานหรือผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น

AI Agent ช่วยจัดการเคลมและคัดกรองเรซูเม

อีกกรณีที่เห็นภาพชัดคือการนำ AI มาช่วยจัดการระบบเคลม iPhone เดิมทีแอดมินหนึ่งคนต้องดูแลเคสประมาณ 200–300 เคสต่อเดือน งานลักษณะนี้มีโอกาสเกิดความผิดพลาด และอาจขยายปริมาณงานได้ยาก Com7 จึงพัฒนา AI Agent โดยใช้ Amazon Nova AI เข้ามาช่วยอ่านข้อมูลและรหัสเครื่องจากภาพ จากนั้นจึงประสานงานในกระบวนการเคลมโดยอัตโนมัติ

ระบบดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถรองรับงานได้มากขึ้น โดยมีต้นทุนประมาณ 10 สตางค์ต่อเอกสาร นี่คือตัวอย่างของการเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับงาน เพราะระบบไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่คนทั้งหมด แต่ช่วยลดงานซ้ำ งานอ่านข้อมูล และงานตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อให้พนักงานนำเวลาไปใช้กับการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนหรือการดูแลลูกค้าได้มากขึ้น

ด้านการสรรหาบุคลากร Com7 มีสาขามากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ และต้องเปิดรับพนักงานหน้าร้านกับสำนักงานใหญ่ประมาณ 200–300 ตำแหน่งต่อเดือน ส่งผลให้มีเรซูเมเข้ามาประมาณ 4,000–5,000 ใบ แต่ทีม Recruiter มีเพียง 6 คน การคัดกรองรอบแรกจึงใช้เวลาประมาณ 15–16 วัน ซึ่งอาจทำให้บริษัทเสียโอกาสในการได้ผู้สมัครที่มีศักยภาพ

ทีมงานจึงสร้างระบบ Next Hire 7 บน AWS ให้ AI Agent ทำหน้าที่เป็น First-tier ช่วยพูดคุยและสัมภาษณ์ผู้สมัครเบื้องต้น พร้อมให้คะแนนตามทักษะและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ระบบช่วยลดระยะเวลาคัดกรองจากหลายสัปดาห์เหลือเพียง 1 วัน โดยใช้งบประมาณประมาณ 4,500 บาทต่อเดือน ถือเป็นการใช้ AI เพื่อเพิ่มความเร็วและลดภาระของทีมงาน โดยยังให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญ

บทเรียนสำหรับองค์กรที่กำลังเริ่มต้นใช้ AI

จากกรณีของ Com7 มีหลักคิดที่องค์กรทั่วไปสามารถนำไปปรับใช้ได้หลายข้อ ประการแรก ควรเริ่มจากปัญหาที่ชัดเจน เช่น งานเอกสารที่ใช้เวลานาน ขั้นตอนที่ทำซ้ำจำนวนมาก หรือข้อมูลที่ต้องตรวจสอบจากหลายระบบ ประการที่สอง ควรกำหนดตัวชี้วัดก่อนเริ่มโครงการ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่ลดลง ต้นทุนต่อรายการ จำนวนข้อผิดพลาด หรือความพึงพอใจของผู้ใช้งาน

  • กำหนดโจทย์ธุรกิจและผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัดเจน
  • เลือก AI ให้เหมาะกับลักษณะงาน ไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลที่ใหญ่ที่สุด
  • ออกแบบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและมาตรการรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ต้น
  • ทดสอบระบบกับกลุ่มเล็กก่อน แล้วค่อยขยายไปยังทั้งองค์กร
  • ให้มนุษย์ตรวจสอบงานสำคัญและกำกับการทำงานของ AI อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจคือ AI Transformation ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาหลายปีเสมอไป หากองค์กรมี Requirement ที่ชัดเจน มี Framework ที่ดี และเลือกเครื่องมือให้เหมาะสม การสร้างระบบที่ใช้งานจริงอาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ความเร็วต้องเดินคู่กับธรรมาภิบาลข้อมูล ความปลอดภัย และการบริหารความเปลี่ยนแปลงของคนในองค์กร

ในมุมมองของเทรนด์เทคโนโลยี องค์กรในอนาคตจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าใครใช้ AI รุ่นใหม่กว่า แต่จะแข่งขันกันที่ใครออกแบบกระบวนการทำงานได้ฉลาดกว่าและนำข้อมูลมาใช้ได้ปลอดภัยกว่า ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนกับ AI ครั้งต่อไป ลองกลับมาถามตัวเองว่า งานใดกำลังสร้างต้นทุนมากที่สุด และ AI แบบใดจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างคุ้มค่า เพราะหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไม่ใช่การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในทุกด้าน แต่คือการ เลือก AI ที่ใช่ ไม่ใช่ดีที่สุด สำหรับธุรกิจของเรา

ที่มา – “เลือก AI ที่ใช่ ไม่ใช่ดีที่สุด” ถอดบทเรียน Com7 พลิกโฉมธุรกิจด้วย AI Agent: สร้างระบบเอง-ลดต้นทุนหลักล้าน

ผบช.ก. จ่อออกหมายคดีมูลนิธิองค์กรทำดี พรุ่งนี้ชัดหมายจับหรือหมายเรียก

คดีมูลนิธิองค์กรทำดียังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างต่อเนื่อง หลังตำรวจสอบสวนกลางเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยล่าสุด พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า ภายในวันพรุ่งนี้น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นว่า เจ้าหน้าที่จะดำเนินการออกหมายจับหรือหมายเรียกบุคคลใดบ้าง

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นวงกว้าง เนื่องจากมีชื่อของบุคคลที่เป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงและสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงย้ำว่าการดำเนินคดีต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเป็นสำคัญ ทุกคนยังคงถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ผบช.ก. จ่อออกหมายคดีมูลนิธิองค์กรทำดี พรุ่งนี้ชัดเจน

สำหรับความคืบหน้าของ ผบช.ก. จ่อออกหมายคดีมูลนิธิองค์กรทำดี พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบเอกสารและข้อมูลทางการเงินอย่างละเอียด โดยมีการประชุมร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ. เพื่อประเมินข้อมูลทั้งหมดอีกครั้งก่อนตัดสินใจดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

ตำรวจพิจารณาทั้งพยานบุคคล เอกสารทางบัญชี เส้นทางการโอนเงิน รวมถึงพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลแต่ละส่วนจะถูกนำมาเปรียบเทียบและตรวจสอบความสอดคล้องกัน เพื่อให้การทำสำนวนมีความรัดกุมมากที่สุด โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนไม่เกินวันที่ 6 พฤศจิกายนว่า จะใช้แนวทางหมายจับหรือหมายเรียกกับผู้เกี่ยวข้อง

หมายจับและหมายเรียกต่างกันอย่างไร

สำหรับผู้อ่านทั่วไป หมายเรียกคือเอกสารที่เจ้าหน้าที่ออกเพื่อให้บุคคลเข้าพบและให้ข้อมูลหรือรับทราบข้อกล่าวหา ส่วนหมายจับเป็นกระบวนการที่ศาลพิจารณาอนุมัติภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด การจะใช้แนวทางใดจึงไม่ได้พิจารณาจากกระแสสังคมหรือชื่อเสียงของบุคคล แต่ขึ้นอยู่กับหลักฐานและพฤติการณ์ในคดี

เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าพบตำรวจก่อนได้ ซึ่งถือเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม การเข้าพบล่วงหน้าไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการประกันตัวโดยอัตโนมัติ พนักงานสอบสวนยังต้องพิจารณาความหนักเบาของข้อหา ความเสี่ยงในการหลบหนี และโอกาสที่บุคคลนั้นจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ในส่วนของกระแสข่าวที่เกี่ยวข้องกับ บุ๋ม ปนัดดา และ ก๊อต อธิป ตำรวจยังไม่ได้สรุปว่าบุคคลใดจะถูกดำเนินการในรูปแบบใด โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐานให้ครบถ้วนก่อน การนำเสนอข่าวจึงควรยึดข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหลีกเลี่ยงการตัดสินบุคคลจากข้อมูลที่ยังไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม

หนังสืออ้างผลกระทบต่อลูกไม่มีผลต่อการต่อรองคดี

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือกรณีที่บุ๋ม ปนัดดา ส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยระบุว่าหากถูกจับและไม่ได้รับการประกันตัว อาจส่งผลกระทบต่อบุตร รวมถึงอาจทำให้ไม่สามารถนำทรัพย์สินกลับคืนให้มูลนิธิได้

พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า หนังสือดังกล่าวไม่มีผลต่อการต่อรองคดี และตำรวจจะดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกับประชาชนทั่วไป หลักสำคัญคือข้อกฎหมายและพฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวน ไม่ใช่สถานะทางสังคม ความมีชื่อเสียง หรือเหตุผลส่วนตัวของผู้ถูกกล่าวหา

แนวทางนี้สะท้อนว่าการทำคดีที่ประชาชนให้ความสนใจจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะทุกขั้นตอนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสังคม เจ้าหน้าที่จึงต้องอธิบายเหตุผลของการดำเนินการอย่างเหมาะสม และเปิดเผยข้อมูลเท่าที่ไม่กระทบต่อรูปคดีหรือสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง

ตำรวจตรวจสอบข้อกล่าวหายักยอกและเส้นทางการเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นของนักกฎหมายบางรายที่มองว่าพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระบุว่า ตำรวจจะไม่แยกพิจารณาเพียงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่จะตรวจสอบภาพรวมทั้งหมด ทั้งการรับเงิน การใช้จ่าย การโอนทรัพย์สิน และความเชื่อมโยงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนคำถามว่าหากมีการยักยอกหลายครั้งจะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตอบโดยตรง แต่กล่าวโดยนัยว่าการพิจารณาจะต้องอาศัยพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในสำนวน ไม่สามารถสรุปจากจำนวนครั้งของธุรกรรมเพียงอย่างเดียวได้ ประเด็นนี้จึงต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน บก.ปอศ. และกองปราบปรามกำลังประสานข้อมูลเพื่อแยกประเด็นการสอบสวนให้ชัดเจน คณะทำงานได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว รวมถึงพิจารณาว่าคณะกรรมการมูลนิธิฯ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น เหรัญญิกของมูลนิธิ ควรเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานหรือผู้เกี่ยวข้องในประเด็นใดบ้าง

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและเอกสารทางบัญชี
  • เปรียบเทียบคำให้การของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลดิจิทัล
  • ประเมินพฤติการณ์เกี่ยวกับการยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
  • หารือแนวทางทางกฎหมายร่วมกับอัยการ

ภาพรวมของข่าว ผบช.ก. จ่อออกหมายคดีมูลนิธิองค์กรทำดี จึงยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ไม่ใช่บทสรุปว่าบุคคลใดมีความผิดแล้ว การติดตามข่าวควรให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ตำรวจยืนยันอย่างเป็นทางการ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างเต็มที่

ในมุมของคนติดตามข่าวบันเทิงและข่าวสังคม คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนว่า ชื่อเสียงไม่ควรเป็นตัวกำหนดผลทางกฎหมาย ขณะเดียวกันกระแสบนโลกออนไลน์ก็ไม่ควรกลายเป็นคำตัดสินแทนศาล สิ่งที่ประชาชนทำได้คือ ติดตามความคืบหน้าจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และรอความชัดเจนจากกระบวนการยุติธรรมในวันพรุ่งนี้

ที่มา – ผบช.ก. จ่อออกหมายคดีมูลนิธิองค์กรทำดี พรุ่งนี้ชัด ‘หมายจับ-หมายเรียก’ ย้ำหนังสืออ้างลูกไม่มีผลต่อรองคดี

ปปง. กางเส้นทางยึดทรัพย์ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ชี้ปลายทางไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เตรียมเฉลี่ยคืนผู้บริจาค

ประเด็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดีกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริจาคและผู้ติดตามข่าวสังคมออนไลน์ หลังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบธุรกรรม รวมถึงแนวทางการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีรับบริจาค

สาระสำคัญของข่าวนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการอายัดบัญชีหรือการดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่แนวทางการคุ้มครองผู้เสียหาย หากกระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปจนศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สิน เงินหรือทรัพย์สินที่ตรวจพบอาจถูกนำมาเฉลี่ยคืนให้ผู้บริจาคที่ได้รับความเสียหาย แทนที่จะตกเป็นของแผ่นดินโดยอัตโนมัติ

ปปง. กางเส้นทางยึดทรัพย์ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ชี้ปลายทางไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เตรียมเฉลี่ยคืนผู้บริจาค

วิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวนทางการเงิน และรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ระบุว่า ขณะนี้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินบางส่วนไว้เป็นการชั่วคราวแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดทำรายงานและสำนวนเกี่ยวกับทรัพย์สินส่งให้ ปปง. พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

ในช่วงระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่จะพิจารณาแยกแยะว่าทรัพย์สินรายการใดควรคืนให้ผู้มีสิทธิ์ ทรัพย์สินรายการใดควรเก็บไว้เป็นของกลาง และรายการใดอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดโดยตรง การพิจารณาดังกล่าวต้องอาศัยเอกสารทางการเงิน พยานหลักฐาน และความเชื่อมโยงของบุคคลหรือบัญชีที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด จึงไม่สามารถตัดสินจากยอดเงินในบัญชีเพียงอย่างเดียว

ตรวจสอบธุรกรรมกว่า 1.8 ล้านครั้ง

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของคดีนี้คือจำนวนธุรกรรมรับโอนและจ่ายออกที่มีมากกว่า 1.8 ล้านครั้ง พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องตรวจสอบรายการเดินบัญชี หรือ Statement แบบเชิงลึก เพื่อเปรียบเทียบเงินที่เข้ามา แหล่งที่มาของเงิน ผู้รับเงินปลายทาง และวัตถุประสงค์ในการใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ปปง. จะพิจารณาข้อมูลจากรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือ STR เพื่อประเมินรูปแบบการเคลื่อนไหวของเงิน

การตรวจสอบลักษณะนี้คล้ายกับการต่อจิ๊กซอว์ทางการเงิน เจ้าหน้าที่ต้องดูทั้งจำนวนเงิน ความถี่ในการโอน เวลาในการทำรายการ และความสัมพันธ์ระหว่างบัญชี รวมถึงตรวจสอบว่าการใช้เงินสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหรือไม่ หากพบรูปแบบผิดปกติ อาจนำไปสู่การขยายผลถึงบัญชี บุคคล หรือทรัพย์สินอื่นที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนพิจารณาว่าพฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ อย่างไรก็ตาม การกล่าวถึงข้อหาในชั้นสอบสวนยังไม่ใช่คำตัดสินว่าบุคคลใดมีความผิด ผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิต่อสู้คดีและนำพยานหลักฐานมาชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม

เหตุใดจึงมีการพูดถึงข้อหายักยอกทรัพย์

สำหรับข้อสังเกตเรื่องข้อหายักยอกทรัพย์ ปปง. อธิบายว่า ความผิดลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการโอนเงินเข้ามูลนิธิอย่างถูกต้องแล้ว แต่ผู้มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินกลับนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือเบียดบังเป็นประโยชน์ส่วนตัว แตกต่างจากกรณีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีโดยมีเจตนาหลอกลวง ซึ่งอาจพิจารณาในกรอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

ความแตกต่างระหว่างข้อหาจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่า เงินถูกนำเข้าสู่ระบบอย่างไร ใครเป็นผู้มีอำนาจจัดการ และมีการใช้เงินตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อผู้บริจาคหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ต้องตรวจสอบเป็นรายธุรกรรม ไม่ควรสรุปจากคลิปไลฟ์หรือข้อความบนโซเชียลมีเดียเพียงด้านเดียว

เหตุผลที่ ปปง. ยังไม่ออกคำสั่งยึดอายัดเองทั้งหมด

หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดเลขาธิการ ปปง. จึงยังไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายฟอกเงินเพื่อออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินชั่วคราวด้วยตนเองทั้งหมด คำตอบคือ ปปง. ต้องรอพิจารณาความสมบูรณ์ของสำนวนคดีมูลฐานจากตำรวจเสียก่อน โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน รายการทรัพย์สิน และหลักฐานที่ยืนยันความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิด

หากพบว่ามีทรัพย์สินที่ตำรวจไม่มีอำนาจยึดหรืออายัด หรือมีเส้นทางการเงินที่จำเป็นต้องใช้มาตรการตามกฎหมายฟอกเงิน เลขาธิการ ปปง. จึงสามารถพิจารณาใช้อำนาจตามขั้นตอนที่กำหนดได้ ปัจจุบัน บก.ปอศ. ได้อายัดทรัพย์สินบางส่วนไว้แล้ว ปปง. จึงอยู่ระหว่างรอรายงานและรายการทรัพย์สินเพื่อเข้าสู่กระบวนการถัดไป

ผู้บริจาคต้องเตรียมตัวอย่างไร

หากคดีดำเนินไปจนศาลมีคำสั่งมาตรการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดีและบุคคลที่เกี่ยวข้องจะไม่ถูกนำส่งเป็นของแผ่นดินในทันที แต่มีแนวทางนำมาเฉลี่ยชดใช้คืนแก่ผู้บริจาคซึ่งถือเป็นผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงประชาชน ปปง. จะออกประกาศคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย และเปิดให้ยื่นคำร้องผ่านระบบภายในกรอบเวลาที่กำหนด

  • เก็บหลักฐานการโอนเงินหรือสลิปการบริจาคให้ครบถ้วน
  • บันทึกวันเวลา จำนวนเงิน และบัญชีปลายทางที่โอน
  • เก็บข้อความประชาสัมพันธ์หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการขอรับบริจาค
  • ติดตามประกาศจาก ปปง. และหน่วยงานรัฐผ่านช่องทางทางการ
  • ยื่นคำร้องภายใน 90 วัน หากมีการประกาศเปิดระบบรับคำร้อง

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์แม้จะสะดวก แต่ผู้บริจาคควรตรวจสอบชื่อบัญชี วัตถุประสงค์ของโครงการ และเอกสารของหน่วยงานก่อนโอนเงินทุกครั้ง ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้การระดมทุนทำได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนถูกส่งต่อได้ง่าย การตรวจสอบจากหลายแหล่งจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ

โดยสรุป ปปง. กางเส้นทางยึดทรัพย์ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ชี้ปลายทางไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เตรียมเฉลี่ยคืนผู้บริจาค เป็นประเด็นที่ผู้เสียหายควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสิทธิในการขอรับเงินคืนขึ้นอยู่กับเอกสารและการยื่นคำร้องตามกรอบเวลาของกฎหมาย ผู้บริจาคควรรวบรวมหลักฐานไว้ตั้งแต่ตอนนี้ และตรวจสอบข่าวสารจากหน่วยงานรัฐโดยตรง เพื่อไม่พลาดขั้นตอนสำคัญ

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสังคมและเทคโนโลยี คดีนี้อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการบริจาคยุคดิจิทัล ทั้งในด้านความโปร่งใสขององค์กร การตรวจสอบเส้นทางเงิน และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนช่วยเหลือหรือโอนเงินทุกครั้ง ควรใช้เวลาตรวจสอบให้รอบคอบ เพราะความระมัดระวังเพียงไม่กี่นาทีอาจช่วยป้องกันความเสียหายจำนวนมากได้

ที่มา – ปปง. กางเส้นทางยึดทรัพย์ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ชี้ปลายทางไม่ตกเป็นของแผ่นดิน เตรียมเฉลี่ยคืนผู้บริจาค

เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว ดันนโยบายเชื่อมการเดินทาง ‘ล้อ-ราง-เรือ’

เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทางในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในวันที่ผู้คนมองหาทางเลือกที่ประหยัด คล่องตัว และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ระบบจักรยานสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงบริการสำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กำลังพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางที่เชื่อมบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และระบบขนส่งมวลชนเข้าด้วยกัน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการ Bike Sharing กทม. ซึ่งมีสถิติการใช้งานเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเดือนตุลาคม 2569 มียอดใช้งานสูงถึง 171,492 เที่ยว เพิ่มขึ้นมากกว่า 64,000 เที่ยว หรือราว 60% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวเริ่มมองจักรยานสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น

เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว กับพฤติกรรมคนเมืองที่เปลี่ยนไป

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยอดใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วคือกระแส Night Ride หรือการปั่นจักรยานชมเมืองในช่วงกลางคืน กิจกรรมนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ชื่นชอบการสำรวจย่านเมืองเก่า แสงไฟริมถนน และบรรยากาศรอบเกาะรัตนโกสินทร์ พร้อมแบ่งปันภาพและวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นเทรนด์ไลฟ์สไตล์

ความน่าสนใจของ Bike Sharing คือผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือดูแลจักรยานด้วยตัวเอง เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน สแกนเพื่อปลดล็อก และเลือกจักรยานจากจุดให้บริการ ก็สามารถเริ่มต้นการเดินทางได้ทันทีในราคาเริ่มต้นประมาณ 10–20 บาท รูปแบบนี้ตอบโจทย์คนที่ต้องการเดินทางระยะสั้น รวมถึงผู้ที่อยากทดลองปั่นจักรยานโดยไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ราคาแพง

จุดจอดที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ สถานี MRT สนามไชย ลานคนเมืองบริเวณศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า สถานี MRT สามยอด โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ทำเลเหล่านี้มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว สถานศึกษา และสถานีรถไฟฟ้า จึงเหมาะกับการใช้งานแบบต่อเนื่องระหว่างการเดินทางแต่ละช่วง

จากจักรยานสาธารณะสู่ระบบเชื่อมต่อ ล้อ-ราง-เรือ

บทบาทของ Bike Sharing กทม. ไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ยังถูกวางให้เป็นระบบขนส่งแบบ Feeder หรือพาหนะเชื่อมต่อระยะสั้น เพื่อเติมเต็มช่องว่างของการเดินทางช่วง First Mile และ Last Mile กล่าวคือ ผู้โดยสารสามารถใช้จักรยานจากบ้านหรือที่ทำงานไปยังสถานีรถไฟฟ้า และใช้จักรยานต่อจากสถานีไปยังจุดหมายปลายทางได้

แนวคิดการเชื่อมการเดินทางแบบ “ล้อ-ราง-เรือ” จึงมีความสำคัญต่อกรุงเทพฯ เพราะช่วยให้ประชาชนเดินทางได้หลายรูปแบบในทริปเดียว ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว และอาจช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง หากระบบมีจุดจอดเพียงพอ แอปพลิเคชันใช้งานง่าย และมีเส้นทางที่ปลอดภัย ผู้ใช้ก็มีแนวโน้มเลือกจักรยานมากขึ้น

กรุงเทพมหานครระบุว่า ในอนาคตมีเป้าหมายผลักดันยอดใช้งานให้แตะ 1 ล้านทริป ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากการขยายจุดบริการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาคุณภาพจักรยาน ระบบชำระเงิน และข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้ตอบสนองพฤติกรรมของผู้ใช้งานยุคดิจิทัล

ขยายเครือข่าย 719 จุด ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วกรุง

นับตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2567 ซึ่งมียอดใช้งานเริ่มต้นประมาณ 1,700 เที่ยวต่อเดือน ระบบ Bike Sharing มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการปรับปรุงแอปพลิเคชัน การเพิ่มจำนวนจักรยาน และการขยายจุดจอด ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีเครือข่ายจุดจอดมากกว่า 719 จุด ครอบคลุม 35 เขต

  • ย่านเมืองเก่าและการท่องเที่ยว: พระนคร สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต บางกอกน้อย และบางกอกใหญ่
  • ย่านธุรกิจ: ปทุมวัน สาทร วัฒนา ราชเทวี พญาไท ห้วยขวาง และคลองเตย
  • ย่านสถานศึกษา: ทุ่งครุ ลาดกระบัง ประเวศ และจตุจักร

ผู้ให้บริการเอกชน เช่น Hello Ride และ Anywheel ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโต ด้วยการเพิ่มจำนวนจักรยานและจัดรอบเติมรถให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ การบริหารจักรยานให้มีจำนวนเพียงพอในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือช่วงที่มีกิจกรรมท่องเที่ยว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้เกิดความมั่นใจและกลับมาใช้บริการซ้ำ

โครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัยต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน

เมื่อจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็มีความจำเป็นไม่แพ้การเพิ่มจำนวนจักรยาน กรุงเทพมหานครตั้งเป้าติดตั้งโครงจอดจักรยานเพิ่มอีก 850 ชุด จากเดิมที่มีอยู่ เพื่อให้มีจำนวนรวมมากกว่า 5,500 ชุด และรองรับจักรยานได้มากกว่า 48,000 คัน นอกจากนี้ยังมีแผนปรับปรุงพื้นที่ใต้สะพานลอยและบริเวณใกล้จุดเปลี่ยนถ่ายระบบขนส่งให้เป็นจุดจอดที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบ

สำหรับผู้ใช้บริการ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อสร้างวัฒนธรรมการปั่นที่ดี โดยจักรยานหนึ่งคันออกแบบมาสำหรับผู้ขี่หนึ่งคน รองรับน้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม ไม่ควรซ้อนท้าย นั่งบนตะกร้าด้านหน้า หรือบรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสม ไม่แข่งขันหรือหยอกล้อกันบนถนน และต้องเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

  • คืนจักรยานที่จุดบริการที่กำหนด และจอดให้ไม่กีดขวางทางเท้าหรือทางเข้า-ออก
  • หลีกเลี่ยงการส่งเสียงดัง โดยเฉพาะเมื่อปั่นผ่านชุมชนในช่วงเวลากลางคืน
  • สวมหมวกนิรภัยและเพิ่มความระมัดระวังเมื่อปั่นร่วมกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
  • ตรวจสอบเส้นทางและสถานะจุดจอดผ่านแอปพลิเคชันก่อนเริ่มเดินทาง

โดยสรุป เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของจักรยานสาธารณะ แต่ยังชี้ให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ พร้อมเปิดรับการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากภาครัฐ ผู้ให้บริการเอกชน และผู้ใช้งานร่วมกันพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เป้าหมาย 1 ล้านทริปก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดังนั้นครั้งต่อไปที่ต้องเดินทางระยะสั้น ลองเลือกจักรยานสาธารณะเพื่อเชื่อมต่อ “ล้อ-ราง-เรือ” และร่วมสร้างเมืองที่เดินทางได้สะดวกขึ้นไปด้วยกัน

ที่มา – เปิดสถิติ Bike Sharing กทม. โต 60% ในเดือนเดียว ดันนโยบายเชื่อมการเดินทาง ‘ล้อ-ราง-เรือ’ พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักปั่นทั่วกรุง

TCJA เรียกร้องเวที COP31 ชี้ระเบียบโลกเดิมแก้วิกฤตภูมิอากาศไม่ได้ แนะรัฐบาลไทย เร่งปรับนโยบาย-กฎหมาย

วิกฤตภูมิอากาศกำลังกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่หลายคนคิด ตั้งแต่คลื่นความร้อน ฝนตกหนักผิดฤดูกาล ไปจนถึงค่าอาหารและพลังงานที่ผันผวน ประเด็นนี้จึงไม่ได้อยู่ไกลตัวหรือจำกัดเฉพาะวงการวิทยาศาสตร์อีกต่อไป ล่าสุดกลุ่ม Thai Climate Justice for All หรือ TCJA ออกคำประกาศต่อการประชุม COP31 โดยชี้ว่า โลกไม่สามารถแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยระเบียบเศรษฐกิจแบบเดิมได้

การประชุม COP31 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 พฤศจิกายน 2026 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านพลังงาน แร่สำคัญ และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สิ่งที่น่าจับตาคือการเปลี่ยนผ่านสีเขียวอาจไม่ได้หมายถึงความยั่งยืนเสมอไป หากยังคงปล่อยให้ประเทศซีกโลกใต้เป็นเพียงแหล่งวัตถุดิบหรือพื้นที่ดูดซับคาร์บอน ขณะที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับรัฐและบริษัทขนาดใหญ่

TCJA เรียกร้องเวที COP31

หัวใจสำคัญของข้อเสนอคือการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ คืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชน และสร้างอนาคตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นธรรม TCJA มองว่าข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่สามารถลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและระบบการผลิตที่เน้นการบริโภคเกินความจำเป็นได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น วิกฤตภูมิอากาศจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดิน ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ รายได้ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติ การใช้เครดิตคาร์บอนเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถชดเชยความสูญเสียของชุมชนหรือระบบนิเวศได้ทั้งหมด

สิทธิชุมชนต้องอยู่กลางการเปลี่ยนผ่าน

TCJA เสนอให้การเปลี่ยนผ่านตั้งอยู่บนสิทธิ 3 ด้านที่เกื้อหนุนกัน ได้แก่ สิทธิชุมชน สิทธิชนพื้นเมืองตามหลักความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลครบถ้วน หรือ FPIC รวมถึงสิทธิของธรรมชาติ แนวคิดนี้ต้องการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้รับฟังความคิดเห็นภายหลังการตัดสินใจ ไปสู่ผู้มีอำนาจริเริ่มนโยบาย ร่วมจัดสรรงบประมาณ และเป็นเจ้าของทรัพยากรในพื้นที่

มุมมองดังกล่าวมีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีใหม่ เพราะโครงการพลังงานสะอาดหรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงได้รับแจ้งเมื่อทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว สำหรับคนทั่วไป นี่คือเรื่องใกล้ตัว เพราะการตัดสินใจด้านพลังงานและที่ดินย่อมส่งผลต่อค่าไฟ งานในท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตโดยตรง

5 ข้อเสนอสำคัญบนเวที COP31

  • ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นธรรม: ต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจน ระบบติดตามตรวจสอบได้ ยุติการขยายโครงการใหม่ ปลดระวางโครงสร้างเดิม และยกเลิกเงินอุดหนุนฟอสซิล โดยเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ไม่ควรถูกใช้แทนการยุติฟอสซิล
  • สร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมโดยประชาชน: คุ้มครองสิทธิแรงงาน ชุมชน และชนพื้นเมือง พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีและทางเลือกใหม่ที่ไม่ผลักภาระไปยังผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด
  • เพิ่มเงินทุนเพื่อการปรับตัวและความสูญเสีย: ควรเน้นเงินให้เปล่าที่ชุมชนท้องถิ่นเข้าถึงและร่วมบริหารได้โดยตรง รวมถึงแก้ปัญหาหนี้และปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ
  • เปลี่ยนผ่านระบบอาหารและโปรตีน: ลดการพึ่งพาปศุสัตว์อุตสาหกรรม ส่งเสริมโปรตีนพืชท้องถิ่น เกษตรนิเวศ และการฟื้นฟูดิน โดยบูรณาการไว้ในแผน NDC และ NAP
  • ส่งเสริมความร่วมมือที่ไม่ใช้กลไกตลาด: คัดค้านการทำให้ธรรมชาติกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และสนับสนุนความร่วมมือตามมาตรา 6.8 ของความตกลงปารีส

รัฐบาลไทยต้องเร่งปรับนโยบาย

สำหรับประเทศไทย TCJA เตือนถึงการจัดทำนโยบายระยะยาวผ่าน NDC 3.0 ซึ่งตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขเป้าหมาย แต่คือวิธีการที่ใช้ไปให้ถึงเป้าหมายนั้นต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่ม

รัฐบาลควรปรับกฎหมายและนโยบายภูมิอากาศให้คำนึงถึงสิทธิประชาชนอย่างจริงจัง เปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีอำนาจร่วมตัดสินใจ และทำให้เงินทุนด้านการปรับตัวเข้าถึงท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันควรสนับสนุนพลังงานสะอาด ระบบอาหารที่ยั่งยืน และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่ มากกว่าการพึ่งพาโครงการขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รูปแบบ

สำหรับผู้ติดตามข่าวเทคโนโลยีและความบันเทิง ประเด็นนี้สะท้อนว่าอนาคตไม่ได้ถูกกำหนดด้วยนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ใครได้ประโยชน์ และใครต้องรับต้นทุน การเปลี่ยนผ่านที่ดีจึงควรทำให้เทคโนโลยีช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่กลายเป็นเครื่องมือขยายอำนาจของกลุ่มทุน

ท้ายที่สุด ข้อเสนอของ TCJA เป็นสัญญาณว่า COP31 ต้องก้าวข้ามการบริหารตัวเลขคาร์บอน ไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายอย่างแท้จริง รัฐบาลไทยควรรับฟังเสียงจากชุมชน นักวิชาการ แรงงาน และคนรุ่นใหม่ตั้งแต่วันนี้ เพราะการตัดสินใจในปัจจุบันจะกำหนดคุณภาพชีวิตของคนอีกหลายสิบปีข้างหน้า หากทุกภาคส่วนร่วมผลักดันอย่างจริงจัง การเปลี่ยนผ่านสีเขียวก็มีโอกาสเป็นอนาคตที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน

ที่มา – TCJA เรียกร้องเวที COP31 ชี้ระเบียบโลกเดิมแก้วิกฤตภูมิอากาศไม่ได้ แนะรัฐบาลไทย เร่งปรับนโยบาย-กฎหมาย

วีระยุทธถกสภาธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมแก้ กม.หนุนการลงทุน ด้านนักลงทุนสะท้อนค่าไฟแพง-เรือต่อคิวแหลมฉบังนาน-สินค้าเถื่อนทะลักตลาด

ประเด็นเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยกำลังได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง วีระยุทธถกสภาธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมแก้ กม.หนุนการลงทุน ด้านนักลงทุนสะท้อนค่าไฟแพง-เรือต่อคิวแหลมฉบังนาน-สินค้าเถื่อนทะลักตลาด การหารือครั้งนี้สะท้อนภาพรวมความท้าทายของภาคธุรกิจไทยได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ต้นทุนพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างประชากรที่อาจส่งผลต่อตลาดแรงงานในอนาคต

การพบปะเกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภา โดยวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้การต้อนรับปราบ เพียรสกุล หัวหน้าผู้แทนสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน หรือ US-ASEAN Business Council ประจำประเทศไทย เมียนมา และลาว ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ การเมือง และแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา

วีระยุทธถกสภาธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมแก้ กม.หนุนการลงทุน ด้านนักลงทุนสะท้อนค่าไฟแพง-เรือต่อคิวแหลมฉบังนาน-สินค้าเถื่อนทะลักตลาด

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือความสามารถในการแข่งขันด้านพลังงาน นักลงทุนสะท้อนว่าต้นทุนพลังงานของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียมากกว่า 50% ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องแข่งขันในตลาดส่งออก ซึ่งมีต้นทุนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว ทั้งค่าแรง ค่าวัตถุดิบ และค่าขนส่ง

ปัญหานี้มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อประเทศคู่ค้าหันมาใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดกว่าเดิม เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป หากผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนพลังงานสูงและยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการลดการปล่อยคาร์บอน ก็อาจทำให้ราคาสินค้าเสียเปรียบคู่แข่งในภูมิภาคได้ ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียก็มีแนวโน้มยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตเช่นกัน

ท่าเรือแหลมฉบังกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากค่าไฟฟ้าแล้ว ภาคธุรกิจยังต้องการให้เร่งแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเรือบรรทุกสินค้าต้องรอคิวเข้าขนถ่ายสินค้าเป็นเวลาประมาณ 10-24 ชั่วโมง ความล่าช้านี้อาจดูเหมือนเป็นเวลาไม่นานเมื่อมองเฉพาะการขนส่งหนึ่งเที่ยว แต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ กับเรือจำนวนมาก ก็จะกลายเป็นต้นทุนสะสมที่กระทบทั้งผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้บริโภค

ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นไม่ได้มีเฉพาะค่าระวางเรือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าจัดเก็บสินค้า ค่าแรง ค่าน้ำมัน และค่าเสียโอกาสจากการส่งมอบสินค้าล่าช้า หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค การพัฒนาท่าเรือให้รวดเร็ว เชื่อมต่อกับระบบรางและถนนได้ดี รวมถึงใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการคิว จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างจริงจัง

สินค้าเถื่อนและความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมาย

อีกประเด็นที่ผู้แทนภาคธุรกิจสะท้อนคือการลักลอบนำเข้าสินค้าข้ามแนวชายแดน สินค้าเหล่านี้ไหลเข้าสู่ตลาดภายในประเทศและสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เมื่อสินค้าที่ไม่ผ่านภาษีหรือมาตรฐานสามารถจำหน่ายได้ในราคาต่ำ ธุรกิจสุจริตย่อมเสียเปรียบ และอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ไม่มีการรับประกันคุณภาพหรือความปลอดภัย

แนวทางแก้ไขควรครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบชายแดน การติดตามเส้นทางกระจายสินค้า ไปจนถึงการกำกับดูแลช่องทางออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้สินค้าผิดกฎหมายเข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น การปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

  • ปรับปรุงกฎหมายการค้าให้ทันกับรูปแบบธุรกิจออนไลน์
  • เพิ่มระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าและแหล่งนำเข้า
  • ประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อจัดการสินค้าผิดกฎหมาย
  • สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างธุรกิจรายใหญ่ รายกลาง และรายย่อย

โครงสร้างประชากรกับอนาคตตลาดแรงงาน

การหารือยังครอบคลุมถึงสังคมและสุขภาวะทางเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองว่าไกลตัว แต่แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ หากจำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ประเทศจะเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขณะที่ภาระดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การวางนโยบายด้านครอบครัว สุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการจึงควรดำเนินไปพร้อมกัน โดยมีหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจน

วีระยุทธมองว่าข้อเสนอจากภาคธุรกิจเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายนิติบัญญัติรับทราบและพยายามผลักดันมาโดยตลอด นโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ควรเน้นเพียงการดึงดูดเงินลงทุน แต่ต้องสร้างระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม กฎระเบียบต้องชัดเจนและบังคับใช้เท่าเทียมกัน เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการทุจริตคอร์รัปชัน

สำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ทั้งสองประเทศยังมีโอกาสร่วมมือกันอีกมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี นวัตกรรม พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัล การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยทั้งนโยบายที่ต่อเนื่อง ข้อมูลที่โปร่งใส และการรับฟังเสียงจากผู้ประกอบการ

โดยสรุป วีระยุทธถกสภาธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมแก้ กม.หนุนการลงทุน ด้านนักลงทุนสะท้อนค่าไฟแพง-เรือต่อคิวแหลมฉบังนาน-สินค้าเถื่อนทะลักตลาด ไม่ใช่เพียงข่าวการหารือทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณว่าการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยต้องแก้ปัญหาเชิงระบบ หากทุกฝ่ายสามารถเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นนโยบายที่ทำได้จริง ไทยก็มีโอกาสดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงและเติบโตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ภาคธุรกิจและประชาชนจึงควรติดตามความคืบหน้า พร้อมร่วมเสนอแนวทางที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ที่มา – วีระยุทธถกสภาธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมแก้ กม.หนุนการลงทุน ด้านนักลงทุนสะท้อนค่าไฟแพง-เรือต่อคิวแหลมฉบังนาน-สินค้าเถื่อนทะลักตลาด